หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ฟังธรรมะ
- YouTube ธรรมะ
- บทกลอนธรรม
- อ่าน-หลวงปู่ฝากไว้
- โปรแกรมคำนวณ
- พระอานนท์พุทธอนุชา
- ธรรมะครูบาอาจารย์
- พระไตรปิฎก
- ธรรมประวัติหลวงปู่จาม
- ฟังสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
- ธรรมบท
- ปฏิทินปักขคณนา ๒๕๖๕ มหามกุฏราชวิทยาลัย
- ปฏิทินปักขคณนา ๒๕๖๔ มหามกุฏราชวิทยาลัย
- หนังสือสวดมนต์วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์
วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560
พระคุณแม่
พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู
มหากษัตริย์ยอดกตัญญู ในหลวงของเรา…

ขอขอบคุณบทความโดย พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน
ลูก ๆ ทุกคน… ก็ได้รู้กันแล้วว่า ความหวังของแม่ ที่มีต่อลูก 3 หวังคือ
ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา
เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา
หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ

ที่นี้… มาดูตัวอย่างบ้าง…บุคคลที่เป็นยอดกตัญญู ที่ประทับใจอาจารย์มากที่สุด คือใคร ทราบไหม? คือคนในภาพนี้… ในหลวงของเรา…
ในหลวง… นอกจาก จะเป็นยอดพระมหากษัตริย์ของโลก… เป็นTHE KING OF KINGS แล้ว ในหลวง ของเรา ยังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย ความหวังของแม่…ทั้ง 3 หวัง ในหลวงปฎิบัติได้ครบถ้วน…สมบูรณ์ เป็น ตัวอย่างที่ดีที่สุดให้แก่พวกเรา ในหลวงทำกับแม่ยังไง? ตามอาจารย์มา…อาจารย์ จะฉายภาพให้เห็น
หวังที่ 1. ยามแก่เฒ่า..หวังเจ้า…เฝ้ารับใช้… ใครเคยเห็นภาพที่… สมเด็จย่า เสด็จไปในที่ต่าง ๆ แล้วมีในหลวง… ประคองเดินไปตลอดทาง… เคยเห็น ไหม…? ใครเคยเห็น…กรุณายกมือให้ดูหน่อย… ขอบคุณ…เอามือลง
ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหนเนี่ย…มีคนเยอะแยะ… มีทหาร… มีองครักษ์…มีพยาบาล… ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า…

“ไม่ต้อง…คนนี้…เป็นแม่เรา…เราประคองเอง”
ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา… สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน…เพราะฉะนั้น ตอนนี้แม่แก่แล้ว… เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน…ไม่ต้องอายใคร… เป็นภาพที่…ประทับใจมาก… เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านกตัญญูต่อแม่… ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ… สองข้างทาง ฝั่งนี้ 5,000 คน ฝั่งนู้น… 8,000 คน ยกมือขึ้น…สาธุ แซ่ซ้อง…สรรเสริญ
“กษัตริย์ยอดกตัญญู”

ในหลวง…เดินประคองแม่… คนเห็นแล้ว… เขาประทับใจ ถ่ายรูป…เอามาทำปฎิทิน …เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพ…กราบไหว้…
ลองหันมาดูพวกเรา…ส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหน แต่งตัวโก้…ลูกชาย… แต่งตัวโก้…ลูกสาว…แต่งตัวสวย… แต่เวลาเดิน…ไม่มีใครประคองแม่… กลัวไม่โก้… กลัวไม่สวย… ข้าราชการ…แต่งเครื่องแบบเต็มยศ… ติดเหรียญตรา…เหรียญกล้าหาญ… เต็มหน้าอก… แต่เวลาเดิน…ไม่กล้าประคองแม่… กลัวไม่สง่า…กลัวเสียศักดิ์ศรี… ประคองแม่…เป็นเรื่องของ…คนใช้…หลายคน…ให้ประคองแม่…ไม่กล้าทำ อาย… เวลาทำดี…ไม่กล้าทำ…อาย, เวลาทำชั่ว…กล้า…ไม่อาย…ใครเห็นภาพนี้ ที่ไหน…กรุณาซื้อใส่กรอบ…แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน… เอาไว้สอนลูก เห็นภาพ ชัดเจนไหมครับ? เท่านั้น …ยังน้อยไป…มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น…

หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่า…เสร็จสิ้นลงแล้ว ราชเลขา… ของสมเด็จย่า… มาแถลงในที่ประชุม…ต่อหน้าสื่อมวลชน…ว่า… ก่อนสมเด็จย่า จะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ 93 ในหลวง…เสด็จจากวังสวนจิตร… ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน ไปทำไมครับ…? ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่…ไปทำให้แม่…ชุ่มชื่น หัวใจ… พอเขาแถลงถึงตรงนี้ อาจารย์ตกตะลึง…
โอ้โห!…ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเรา เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่… สัปดาห์ละกี่วัน…ทราบไหมครับ? พวกเราทราบไหมครับ…สัปดาห์ละกี่วัน?… 5 วัน มีใครบ้างครับ…? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่…สัปดาห์ละ 5 วัน หายาก…..
ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย… เป็นพันโครงการ… มีเวลาไปกินข้าว กับแม่… สัปดาห์ละ 5 วัน พวกเรา ซี 7 ซี 8 ซี 9 ร้อยเอก…พลตรี…อธิบดี… ปลัดกระทรวง…ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่… บอกว่า…งานยุ่ง แม่บอกว่า… ให้พาไปกินข้าวหน่อย… บอกว่าไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ… ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว… แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ…เห็นตัวเองหรือยัง…?
พ่อแม่…พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง …ฝนตก…น้ำเซาะ…อีกไม่นานก็โค่น… พอถึงวันนั้น… เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว… ในหลวงจึงตัดสินพระทัย…ไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน เมื่อตอนที่ สมเด็จย่าอายุ…93 สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ 5 วัน อีก 2 วันไปไหน ครับ…? ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์…องคมนตรี บอกว่า… ในหลวงถือศีล 8 วันพระ …ถือศีล 8 นี่ยังไง…? ต้องงดข้าวเย็น… เลยไม่ได้ไปหาแม่… วันนี้เพราะถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ… อาจจะกินข้าวกับ พระราชินี…กับคนใกล้ชิด แต่ 5 วัน… ให้แม่ เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม…?

ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ ๆ หน่อย ไปดูตอนกินข้าว…ทุกครั้ง…ที่ในหลวง ไปหาสมเด็จย่า…ในหลวงต้องเข้าไปกราบ ที่ตัก…แล้วสมเด็จย่า…ก็จะดึงตัวในหลวง… เข้ามากอด… กอดเสร็จก็หอมแก้ม… ใครเคยเห็นภาพสมเด็จย่า…หอมแก้มในหลวงบ้าง…?
ภาพนี้…ถ้าใครมี… ต้องเอาไปใส่กรอบ เป็นภาพความรักของแม่…ที่มีต่อลูก…อย่างยอดเยี่ยม ตอนสมเด็จย่า…หอมแก้มในหลวง… อาจารย์คิดว่า แก้มในหลวง…คงไม่หอมเท่าไร…เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่ทำไม… สมเด็จย่าหอมแล้ว…ชื่นใจ… เพราะ ท่านได้กลิ่นหอม… จากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญ
ไม่นึกเลยว่า…ลูกคนนี้ จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้
ตัวแม่เองคือ สมเด็จย่า…ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดา…สามัญชน …เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ เกิดหลังวัดอนงค์… เหมือนเด็กหญิงทั่วไป… เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้
ในหลวงหน่ะ…เกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์…เป็น พระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว
แต่ในหลวง… ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน… ก้มลงกราบ…คนธรรมดา… ที่เป็นแม่ หัวใจลูก… ที่เคารพแม่… กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว…
คนบางคน… พอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่… เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ…เป็นชาวนา… เป็น ลูกจ้าง… ไม่เคารพแม่…ดูถูกแม่
แต่นี่…ในหลวง เทิดแม่ไว้เหนือหัว… นี่แหละครับความหอม

นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า…หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง… ท่านหอมความดี… หอมคุณธรรม…หอมกตัญญู… ของในหลวง หอมแก้มเสร็จแล้ว…ก็ร่วมโต๊ะเสวย …
ตอนกินข้าวนี่…ปกติ.. .แค่เห็นลูกมาเยี่ยม…ก็ชื่นใจแล้ว…
นี่ลูกมากินข้าวด้วย…โอย…ยิ่งปลื้มใจ
แม่ทั้งหลาย…ลองคิดดูซิ…อะไรอร่อย ๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่…อันนี้ อร่อย…แม่ลองทาน… รู้ว่าแม่ชอบทานผัก… หยิบผักมาม้วน ๆ ใส่ช้อนแม่… เอ้าแม่ …แม่ทานซะ…ของที่แม่ชอบ แทนที่จะกินแค่ 3 คำ 4 คำ ก็เจริญอาหาร…กินได้เยอะ เพราะมีความสุขที่ได้กินข้าวกับลูก มีความสุขที่ลูกดูแล…เอาใจใส่…
กินข้าวเสร็จแล้ว…ก็มานั่งคุยกับแม่… ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไง… ทราบไหม…? ตอนในหลวงเล็ก ๆ…แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ…“อยากฟังแม่สอนอีก” เป็นยังไงบ้าง…?
เป็นกษัตริย์…ปกครองประเทศ… อยากฟังแม่สอนอีก… พวกเรา เป็นยังไง…? เราคิดว่า…เรารู้มาก …เราเรียนสูง…เรามีปริญญา… แม่จบ ป.4 เวลาแม่สอน…ตะคอกแม่ ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ เบื่อจะตายอยู่แล้ว… รำคาญ…พูดจาซ้ำซาก… เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที… เราเหยียบย่ำ หัวใจแม่…
สมเด็จย่าสอน…ในหลวงจะเอากระดาษมาจด… มีอยู่เรื่องหนึ่ง… ที่จำได้แม่น… สมเด็จย่า…เล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss ในหลวงยังเล็กอยู่ …เข้ามาบอกว่า…อยากได้รถจักรยาน เพื่อน ๆ เขามีจักรยานกัน

แม่บอกว่า “ลูกอยากได้จักรยาน… ลูกก็เก็บสตางค์… ที่แม่ให้ไปกินที่ โรงเรียนไว้ซิ” …เก็บมาหยอดกระปุก… วันละเหรียญ…สองเหรียญ พอได้มากพอ… ก็เอาไปซื้อจักรยาน…
นี่คือสิ่งที่แม่สอน…แม่สอนอะไร…ทราบไหมครับ…?
ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน…พอลูกขอ…รีบกดปุ่ม ATM ให้เลย ประเคนให้เลย… ลูกก็ ฟุ้งเฟ้อ… ฟุ่มเฟือย… เหลิง… และหลงตัวเอง
พอโตขึ้น…ขับรถเบนซ์ชนตำรวจ…ก็ได้… ยิงตำรวจ…ยังได้… เพราะหลงตัวเอง… พ่อตนใหญ่ เห็นไหม…? ตามใจ เทิดทูน จนเสียคน…
แต่สมเด็จย่านี่…เป็นยอดคุณแม่… สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก…ลูกอยากได้ …ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้… ไปหย่อนกระปุก… แม่สอน 2 เรื่อง คือ…ให้ประหยัด…ให้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง
“ความประหยัด…เป็นสมบัติของเศรษฐี” ใครสอนลูกให้ประหยัดได้… คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก
พอถึงวันปีใหม่… สมเด็จย่าก็บอกว่า… “ปีใหม่แล้ว…เราไปซื้อจักรยานกัน…” “เอ้า…แคะกระปุก…ดูซิมีเงินเท่าไหร่…?” เสร็จแล้ว…สมเด็จย่าก็แถมให้… ส่วนที่ แถมนะ… มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก…
มีเมตตา…ให้เงินลูก… ให้…ไม่ได้ให้เปล่า… สอนลูกด้วย…สอนให้ประหยัด สอนว่า…อยากได้อะไร… ต้องเริ่มจากตัวเรา… คำสอนนั้น…ติดตัวในหลวงมาจน ทุกวันนี้…
เขาบอกว่า…ในสวนจิตรเนี่ย… คนที่ประหยัดที่สุด…คือ…ในหลวง… ประหยัดที่สุด… ทั้งน้ำ…ทั้งไฟ… เรื่องฟุ้งเฟ้อ…ฟุ่มเฟือย..ไม่มี …เป็นอันว่า… ภาพนี้ชัดเจน…

หวังที่ 2. ยามป่วยไข้… หวังเจ้า… เฝ้ารักษา ดูว่าในหลวง ทำกับ แม่ยังไง…? สมเด็จย่า…ประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช… ในหลวงไปเยี่ยม… ตอนไหนครับ…? ไปเยี่ยมตอน ตี 1 ตี 2 ตี 4 เศษ ๆ…จึงเสด็จกลับ… ไปเฝ้าแม่วันละ หลายชั่วโมง…
แม่…พอเห็นลูกมาเยี่ยม…ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ทีมแพทย์ที่รักษาสมเด็จย่า… เห็นในหลวงมาเยี่ยม มาประทับ ก็ต้องฟิต …ตามไปด้วย ต้องปรึกษาหารือกันตลอดเวลาว่า… จะให้ยายังไง…จะเปลี่ยนยาไหม…? จะปรับปรุงการรักษายังไง…ให้ดีขึ้น… ทำให้สมเด็จย่า… ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น… เห็นภาพไหม…?
กลางคืน…ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า…คืนละหลายชั่วโมง…ไปให้ความ อบอุ่นทุกคืน ลองหันมาดูตัวเราเองซิ… ตอนพ่อแม่ป่วย… โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง ถามว่า…ตอนนี้…อาการเป็นยังไง…? พ่อแม่…ยังไม่ทันตอบเลย ฉันมีธุระ งานยุ่ง ต้องไปแล้ว…โผล่หน้าไปให้เห็น พอแค่เป็นมารยาท… แล้วก็กลับ… เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู… เราไม่ได้ไปเพื่อ ทดแทนพระคุณท่าน…น่าอายไหม…?
ในหลวง…เสด็จไปประทับกับแม่… ตอนแม่ป่วย…ไปทุกวัน… ไปให้ความ อบอุ่น…ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง… นี่คือ…สิ่งที่ในหลวงทำ
คราวหนึ่ง…ในหลวงป่วย… สมเด็จย่า…ก็ป่วย … ไปอยู่ศิริราช…ด้วยกัน …อยู่คนละมุมตึก… ตอนเช้า… ในหลวงเปิดประตู….แอ๊ด…..ออกมา… พยาบาลกำลัง เข็นรถสมเด็จย่า… ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวง…พอเห็นแม่… รีบออกจากห้อง… มาแย่งพยาบาลเข็นรถ มหาดเล็ก …กราบทูลว่า ไม่เป็นไร…ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่า…
“แม่ของเรา…ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น…เราเข็นเองได้…”
นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน… เป็นกษัตริย์… ยังมาเดินเข็นรถให้แม่ ยังมาป้อนข้าว…ป้อนน้ำให้แม่… ป้อนยาให้แม่ ให้ความอบอุ่นแก่แม่… เลี้ยงหัวใจ แม่… ยอดเยี่ยมจริง ๆ … เห็นภาพนี้แล้ว….ซาบซึ้ง
มาตามดูต่อ….

หวังที่ 3. เมื่อถึงยาม…ต้องตาย…วายชีวา …หวังลูกช่วย….ปิดตา …เมื่อสิ้นใจ วันนั้น…ในหลวง…เฝ้าสมเด็จย่า อยู่จนถึงตี 4 ตี 5 เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน… จับมือแม่…กอดแม่…ปรนนิบัติแม่… จนกระทั่ง…”แม่หลับ…” จึงเสด็จกลับ
พอถึงวัง… เขาโทรศัพท์มาบอกว่า… สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์… ในหลวง…รีบเสด็จกลับไป…ศิริราช… เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง… ในหลวง ทำยังไงครับ…?
ในหลวงตรงเข้าไป… คุกเข่า…กราบลงที่หน้าอกแม่… พระพักตร์ในหลวง…ตรงกับหัวใจแม่… “ขอหอมหัวใจแม่…เป็นครั้ง สุดท้าย…” ซบหน้านิ่ง…อยู่นาน… แล้วค่อย ๆ เงยพระพักตร์ขึ้น…. น้ำพระเนตรไหลนอง….
ต่อไปนี้… จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว… เอามือ…กุมมือแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ …..ที่ ไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูก…จนได้เป็นกษัตริย์… เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง…ชีวิตลูก….แม่ปั้น…
มองเห็นหวี… ปักอยู่ที่ผมแม่… ในหลวงจับหวี…ค่อย ๆ หวีผมให้แม่…หวี… หวี…หวี…. หวีให้แม่สวยที่สุด… แต่งตัวให้แม่…ให้แม่สวยที่สุด… ในวันสุดท้าย ของแม่….
เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์เป็นที่สุด… เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู…. หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว…..
กษัตริย์…..ยอดกตัญญู
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ
คัดลอกจากหนังสือ
หยุดความเลว…ที่…ไล่ล่าคุณ โดย พ.อ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน
วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560
พ่อแม่รังแกฉัน
พ่อแม่รังแกฉัน ของพระยาอุปกิตศิลปสาร
เป็นบทกลอนหนึ่งจากในหนังสือ "คำประพันธ์บางเรื่อง" โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การเลี้ยงลูกโดยตามใจลูกทุกอย่าง เป็นกลอนที่ยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน เพื่อเตือนใจพ่อแม่บางคนที่เลี้ยงดูลูกโดยตามใจจนเกินไป ....
มีซินแสแก่เฒ่าได้เล่าไข
ถึงเรื่องงิ้วว่าเล่นกันเช่นไร
มีข้อใหญ่นั้นก็เป็นเช่นละคร
แต่ข้อหนึ่งแกเล่าเขาประสงค์ มุ่งจำนงในข้างเป็นทางสอน
ชี้ทางธรรม์มรรยาทแก่ราษฎร เหมือนละครสุภาษิตไม่ผิดกัน
เราบวชนาคโกนจุกในยุคก่อน มีกล่าวกลอนเพราะพริ้งทำมิ่งขวัญ
การขันหมากยุคเก่าท่านเล่ากัน มีสวดฉันท์เรียกว่าสวดมาไลย์
เค้าก็คือท่านหวังจะสั่งสอน แต่ผันผ่อนตามนิยมสมสมัย
มีเฮฮาพาสนุกเครื่องปลุกใจ สมกับได้มีงานการมงคล
ในหมู่บ้านย่านกลางเมื่อปางก่อน
มีโรงสอนธรรมทานการกุศล
เพื่อเป็นเครื่องเรืองปัญญาประชาชน
ในตำบลอัตคัตไกลวัดวา
เรียกศาลาโรงธรรมประจำบ้าน
เหมือนสถานที่ฝึกทางศึกษา
บางคราวมีการกุศลปนเฮฮา
เพื่อให้พาเพลิดเพลินเจริญใจ
ฝ่ายจีนเขาได้มีอย่างที่ว่า เอางิ้วมาฝึกหัดดัดนิสัย
ย่อมดูดดื่มซึมซาบปลาบปลื้มใจ
เหมือนอย่างได้รู้เห็นที่เป็นจริง
งิ้วเรื่องหนึ่งแกเล่าครั้งเยาว์อยู่
ได้ไปดูจำไว้ได้ทุกสิ่ง
เกาะในจิตติดแน่นแม้นกับปลิง
เลยเป็นสิ่งสอนใจจนใหญ่มา
ตามเรื่องนั้นว่ามีเศรษฐีหนึ่ง เป็นคนซึ่งสูงชาติวาสนา
มีทรัพย์สินเหลือล้นพ้นคณนา
มีบ้างช่องแน่นหนาด้วยข้าไท
ท่านเศรษฐีมีบุตรสุดที่รัก แกฟูมฟักใฝ่จิตพิสมัย
บุตรคนเดียวแสนจะห่วงดังดวงใจ
หวังจะให้สืบวงศ์ดำรงไป
มีโรงเรียนไกลบ้านอาจารย์สอน
กลัวลูกอ่อนลำบากไม่พรากได้
อุตส่าห์จ้างครูบามาแต่ไกล
ให้สอนในบ้านตนสู้ปรนปรือ
ฝ่ายลูกเรียนผู้เดียวให้เปลี่ยวจิต
มักเบือนบิดเบื่อชังเรื่องหนังสือ
อยากได้เพื่อนพูดจาและหารือ
พ่อก็อือออตามด้วยความรัก
เกณฑ์พวกเด็กในบ้านให้อ่านด้วย
ก็เพื่อช่วยชวนใจให้สมัคร
ครั้นมีเพื่อนเรียนล้อมอยู่พร้อมพรัก
กลับชวนชักเล่นกันไม่หมั่นเรียน
ครูก็ดีจี้ไชมิได้หยุด
แกเห็นสุดเอาใจจึงได้เฆี่ยน
หวังให้กลัวอาญาตั้งหน้าเพียร
แต่กลับเพี้ยนผิดคาดถึงขาดกัน
คือบุตรท่านเศรษฐีหนีไปหา
ฟ้องพ่อว่า ครูนี้แกตีฉัน
ปลอบให้เรียนก็ไม่ไปจนใจครัน
ต้องเป็นอันเลิกกับครูที่อยู่มา
อุตส่าห์จ้างครูใหม่ตามใจลูก
แต่ไม่ถูกใจบุตรสุดจะหา
ครูคนนั้นฉันเข็ดไม่เมตตา
คนนี้ว่าจู้จี้พิรี้พิไร
แต่เปลี่ยนครูอยู่ฉะนี้ไม่มีเหมาะ
มักทะเลาะเลิกเรียนต้องเปลี่ยนใหม่
พวกครูๆ เข็ดกลัวกันทั่วไป
ถึงจะให้เงินมากไม่อยากเอา
บิดาผู้รักบุตรสุดจะกลุ้ม
ลูกเป็นหนุ่มใหญ่โตยังโง่เง่า
เที่ยวจ้างครูอยู่ห่างต่างลำเนา
จ้างเท่าไรให้เท่านั้นไม่พรั่นกลัว
แต่ก็ไม่ยืดไปเท่าไรนัก ประเดี๋ยวชักเหหันต้องสั่นหัว
เผอิญมาปะครูที่รู้ตัว
แกหวังชั่วค่าสอนสู้ผ่อนตาม
ศิษย์จะรู้เท่าไรไม่ธุระ
ชื่อเสียงจะเสียไปก็ไม่ขาม
ศิษย์ผู้ใดตั้งหน้าพยายาม
สอนให้ตามแต่รักสมัครเรียน
ครูคนนี้ถูกใจอยู่ได้ยืด
ถึงจะจืดจางการเรื่องอ่านเขียน
ก็ถูกจิตศิษย์ตนย่อมวนเวียน
อยู่จำเนียรโตใหญ่ไร้วิชา
ฝ่ายพ่อแม่รักบุตรสุดจะรัก
บุตรสมัครทางไหนมิได้ว่า
ใช้เงินทองกอบกำไม่นำพา
อยู่ไม่ช้าแกก็ตายทำลายชนม์
ทรัพย์สมบัติมรดกตกแก่ลูก
ไม่ต้องปลูกเปลืองแรงแสวงผล
มีเพื่อนมาฮาฮือนับถือตน
เฝ้าแต่ขนทรัพย์จ่ายสบายจริง
เอาอะไรได้ทุกอย่างช่างสะดวก
จะหยิบหมวกหมวกรี่เหมือนผีสิง
ทุกอย่างรู้เอาใจไม่ประวิง
ดูเหมือนชิงกันมาคราต้องการ
ไม่ช้านักทรัพย์ลดหมดสะดวก
จะหยิบหมวกหมวกกระเดียดข้างเกียจคร้าน
ถ้าเผลอหน่อยคอยหนีตะลีตะลาน
วิ่งเข้าร้านโรงจำนำไม่อำลา
เพื่อนทั้งมวลล้วนหายเหมือนตายจาก
ที่มีมากคือสหายพวกนายหน้า
บ้านของท่านขายเท่าไร? ให้ราคา
ผมช่วยค้าขายให้ด้วยไมตรี
เพื่อนสนุกพลุกพล่านขายบ้านช่อง
พอเงินทองหมดเรียบก็เงียบจี๋
ต่อนี้ไปใครเยือนคือเพื่อนดี
ไม่เช่นนี้เพื่อนโหล่โง่ระยำ
บุตรเศรษฐีเป็นมาถึงครานี้
ไม่เห็นมีมิตรสหายมากรายกล้ำ
ผิวผู้ดีมีกระดากพะอากพะอำ
จะคิดทำการอะไรก็ไม่เป็น
ต้องตรำตรากจากย่านถิ่นบ้านเก่า
ขอทานเขาเลี้ยงตนด้วยข้นเข็ญ
พักสถานศาลเจ้าทุกเช้าเย็น
ค่อยคิดเห็นโทษตัวที่ชั่วมา
คิดถึงเรื่องเก่าแก่พ่อแม่รัก
สู้ฟูมฟักใฝ่ฝึกให้ศึกษา
ตามใจลูกเหลือล้นคณนา
ทุกสิ่งสารพัดไม่ขัดใจ
คิดถึงครูผู้สอนแต่ก่อนเก่า
บางคนเฝ้าฝึกฝนพ้นวิสัย
บางคนเฝ้าจู้จี้พิรี้พิไร
ไม่ถูกใจฟ้องพ่อก็อออือ
จนเหลวไหลได้เข็ญถึงเช่นนี้
พ่อแม่ที่รักลูกทำถูกหรือ
สิ่งใดพาเสียคนกลับปรนปรือ
ร้องไห้ฮือบ่นว่าเหมือนบ้าบอ
วันหนึ่งไปถึงถิ่นบ้านซินแส
ก็เดินแร่เข้าไปหาตรงหน้าหมอ
ร้องขอทานทันทีไม่รีรอ
ฝ่ายท่านหมอมองหน้าไม่ว่าไร
ลงท้ายแกกลอกหน้าหาว่าหลอก
เฮ้ย. เจ้าวอกเอ็งอย่ามาไถล
หลอกดูลูกสาวข้าหรือว่าไร
หรือเข้าใจว่ากูไม่รู้ที
ข้าหมอดูรู้จักลักษณะ
อย่างมึงน่ะบอกเพศเป็นเศรษฐี
รูปลักษณ์พักตร์เจ้าเผ่าผู้ดี
ทำเช่นนี้ตั้งใจอย่างไรกัน
ลูกเศรษฐีฟังว่าน้ำตาหลั่ง
ตอบเสียงดัง ”พ่อแม่รังแกฉัน!”
ร้องไห้โฮซบหน้าพลางจาบัลย์
คนบ้านนั้นต่างพากันมาดู
ท่านเจ้าข้า! พ่อแม่รังแกฉัน
เขาใฝ่ฝันฟูมฟักฉันอักขู
ฉันทำผิดคิดระยำกลับค้ำชู
จะว่าผู้รักลูกถูกหรือไร
ท่านทายฉันนั้นถูกลูกเศรษฐี
ผู้กลีเลวกว่าบรรดาไพร่
ซึ่งยังรู้กอบการงานใด ๆ
เลี้ยงชีพได้เพียงพอไม่ขอทาน
โอ๊ย! ยิ่งเล่ายิ่งช้ำระกำเหลือ
โปรดจุนเจือเถอะท่านหมอขอข้าวสาร
เหมือนช่วยชีพข้าเจ้าให้เนานาน
จักเป็นการบุญล้นมีผลงาม
ฝ่ายท่านหมอฟังเล่าสิ้นเค้าเงื่อน
แกจึงเอื้อนโอษฐ์มีวจีถาม
ข้าฟังเจ้าเล่าไปก็ได้ความ
จึงเห็นตามพ่อแม่รังแกตรง
เข็ดหรือไม่ใครรังแกอย่างแม่พ่อ
หรือว่าพอทนดอกบอกประสงค์
โอ๊ย! หนเดียวชีวิตแทบปลิดปลง
ถ้าซ้ำสองต้องลงอวิจี
อย่ารังแกอีกเลยลูกเคยเข็ด
ขอจงเมตตาเถิดประเสริฐศรี
ท่านหมอฟังยิ้มเยื้อนเอื้อนวจี
เจ้าว่าดีสมจริงทุกสิ่งอัน
ข้าไม่อยากรังแกเช่นแม่พ่อ
ที่เจ้าขอข้าไม่อ่อนตามผ่อนผัน
แม้เจ้าขอสิ่งใดข้าให้ปัน
ก็เป็นอันข้าทำซ้ำรังแก
เจ้าจะตกอวิจีไม่ดีดอก
เจ้าจะออกปากพ้ออย่างพ่อแม่
ลูกเศรษฐีตกตะลึงทะลึ่งแล
โอ๊ย! ผมแย่ถูกล่อลงบ่อตม
เมื่อไม่ให้ใครจะว่าเจ้าข้าเอ๋ย
นี่กลับเย้ยยกคำทิ่มตำผม
จะไล่ไปก็ไม่ไล่ให้ระทม
ว่าแล้วซมซานกลับด้วยคับใจ
หมอขยับจับบ่าช้าซีเจ้า
คำที่เล่าบอกข้าน่าเลื่อมใส
พ่อแม่รักลูกผิดชนิดไร
เขาก็ได้ทุกข์ถมจนล้มตาย
เวลานั้นตัวเจ้ายังเยาว์อยู่
จึงไม่รู้ยั้งตนจนฉิบหาย
เดี๋ยวนี้เจ้ารู้สึกสำนึกกาย
จงขวนขวายฝึกหัดดัดสันดาน
ข้าจักเป็นพ่อแม่ช่วยแก้ให้
ต้องตามใจแต่ข้าจะว่าขาน
ถ้ายอมตามข้าว่าไม่ช้านาน
จักไม่ต้องขอทานเขาต่อไป
ลงท้ายลูกเศรษฐียินดีรับ
ไปอยู่กับซินแสแก้นิสัย
ไม่ว่ามีกิจการสถานใด
แกใช้ให้ทำสิ้นจนชินการ
แกปรานีจี้ไชด้วยใจรัก
จนรู้จักค้าขายหลายสถาน
อยู่กับหมอต่อมาไม่ช้านาน
ก็พ้นการทุรพลเป็นคนแคลน
ชาวเราเอ๋ยพ่อแม่มุ่งแต่รัก
สู้ฟูมฟักในบุตรนั้นสุดแสน
แต่ความรักมักเดินจนเกินแกน
เลยเข้าแดนทุกข์ถมระทมกาย
ดังเศรษฐีรักบุตรสุดสวาท
บุตรอุบาทว์มิได้รักสมัครหมาย
เอาแต่ใจใฝ่ตามความสบาย
พ่อแม่ตายก็เพราะตรมระทมใจ
ยังมิหนำซ้ำว่าด่ากระดูก
หาว่าถูกพ่อแม่รังแกได้
แต่ชาวเราเนาเขตประเทศไทย
คงจะไม่พบปะขอประกัน
เพราะพระราชบัญญัติอุบัติแล้ว
เหมือนดวงแก้วส่องสว่างทางสวรรค์
บังคับให้ศึกษาทั่วหน้ากัน
พระคุณธรรม์ข้อนี้ไม่มีเทียม
ที่สุดนี้ชาวเราน้อมเกล้าฯ นบ
พระจอมภพภูบดินทร์พระปิ่นเสียม
พระปลุกใจไทยทั่วตั้งตัวเตรียม
ทุกอย่างเยี่ยมยิ่งคุณวิบุลเอย
วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560
สุภาษิตสอนหญิง โดย สุนทรภู่
เนื้อหาของบทประพันธ์สุภาษิตสอนหญิงฉบับเต็มมีดังนี้
ควาญหมอรอไม่ติดเห็นผิดเชิง
ใครจะห้ามปรามไว้ก็ไม่ฟัง
ถือว่าตนเปรื่องฉลาดปราชญ์ประเปรียว
พูดก็มากปากก็บอนแสนงอนนัก
เห็นเขารักกันไม่ได้ใจอิจฉา
เที่ยวรอนราญจนเพื่อนบ้านเขาระอา
นั่งที่ไหนให้นินทาเขาเป็นแดน
ที่ส่วนตัวถึงจะชั่วออกล้นพ้น
ไม่ทำมาหากินจนสิ้นแกน
หญิงเช่นนี้เห็นไม่มีเจริญแล้ว
ลงสูบฝิ่นกินเหล้าอยู่เมามาย
มือก็ไวใจก็กล้าหน้าก็ด้าน
แต่ผ้าขาดก็ไม่ปรารถนาเย็บ
อันการเหย้าไม่เอาเป็นธุระ
คบกันได้แต่นิสัยพวกแชเชือน
ครั้นจะยืมของใครเขาไม่เชื่อ
ปากก็หวานเหมือนน้ำตาลเพชรบุรี
ข้าวของมีให้ไปไม่ได้คืน
แม้นใครไปสมทบเข้าคบค้า
มีแต่ภัยให้ระยำทุกค่ำคืน
หญิงไม่ดีนั้นก็มีอยู่หลายพวก
ที่คนดีจะได้ดูให้รู้ครบ
ไม่เจียมจนเลยว่าตนต่ำสันดาน
ล้วนคุณลุงคุณปู่อยู่ทุกแห่ง
พวกผู้ดีไม่นึกตรึกเจรจา
ช่างพูดได้ไม่อายแก่ปลายลิ้น
ถึงพูดไปใครเขาจะเห็นจริง
ถึงจะอวดอ้างไปที่ไหนนั่น
ถ้าสันดานการผู้ดีคงมีรอย
อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้เกินศักดิ์
เปรียบเหมือนเกลือเจือปนกับชลธี
มันก็มีแต่จะจืดไม่ยืดยาว
ที่บางคนจนยากไม่อยากทุกข์
อุตส่าห์แต่งแป้งขมิ้นไม่สิ้นคราว
ทำไมแก่เงินทองของทั้งหลาย
ถือว่ารูปกูงามไม่คร้ามจน
สุภาษิตท่านประดิษฐ์ประดับไว้
ถึงเป็นองค์สุริย์วงศ์พระจักรี
ทุกวันนี้มีทรัพย์เขานับหน้า
ถึงงามพักตร์เขาจะรักเจ้าเพียงไร
เขาคาดใจเสียว่าเจ้าขี้เกียจการ
ประกอบผูกลูกสะกดสร้อยสังวาลย์
แลละลานล้วนสุวรรณอันลออ
เจ้าคนจนมันให้ร่ำจะทำบ้าง
แต่ตัวจนอ้นอั้นตันในคอ
หาทองแท้แก้ไขมันไม่คล่อง
แต่ล้วนเนื้อสิบน้ำทองคำทวาย
แพงไม่เบาเขายังกล้าอุตส่าห์ซื้อ
ถึงจนยากอยากบำรุงให้รุ่งเรือง
ก็สาสมกับอารมณ์ไม่เจียมศักดิ์
ทรลักษณ์เหลือตัวชั่วส่ำสาม
ผู้ดีว่าแล้วขี้ข้าก็พลอยตาม
เขาจึงว่าหน้าสดปรากฎอยู่
เมื่อน้ำตื้นขืนจะพายไปฝ่ายเดียว
เหมือนหิ่งห้อยน้อยสีหรี่หรุบรู่
เห็นไม่ถึงดอกอย่าโกยไปโดยแรง
เขาจะแสร้งสรวลว่าเป็นบ้ายศ
เที่ยวยักย้ายร่ายชมภิรมย์รส
จะรักไหนก็ไม่รักสมัครมั่น
ชู้ต่อชู้รู้เรื่องเคืองระคาง
เพราะนารีมิได้ตรงจำนงหมาย
ทำให้ชายเคืองแค้นแสนกระสัน
เหมือนพวกนางโมราวิลาวัณย์
โอ้ใจนางอย่างนี้ก็มีมั่ง
เพราะนิสัยใจขนิษฐ์เล่นปลิดโยน
ต่างคนต่างก็เชือนออกเบือนเบื่อ
ต้องเป็นเรือขึ้นคานอยู่เฉยเฉย
อันผัวดีที่จะได้อย่าหมายเลย
ฝีปากจัดตอบต่อข้อนุสนธิ์
ที่ไม่สู้รู้กลอนยังร้อนรน
บ้างก็เล่นปริศนาเที่ยวหาของ
ครั้นห่อเสร็จส่งให้กับชายชาญ
ครั้นคิดคิดปริศนานั้นช้าเนิ่น
ทำดื้อด้านหาญหักไม่รักงาม
ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก
ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน
รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด
เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย
ครั้นคิดล้างอย่างไรก็ไม่สูญ
ทำอย่างไรมันก็ไม่มรณา
ถ้ารู้ถึงพ่อแม่ต้องแก้ไข
แล้วหาผัวตัวประจำเป็นสำเนา
ที่ชายโหดโฉดเขลาเข้าไปรับ
ดังแผ่นดินสิ้นหญ้าสุธาแพลง
ไม่คิดอายขายหน้านิจจาเอ๋ย
ลูกของเขาเอาเป็นสิทธิ์เฝ้าชิดเชื้อ
นึกว่าเนื้อบุญธรรมกรรมไม่มี
เหมือนเช่นเราเขาจะให้ก็ไม่รัก
ถึงรูปร่างอย่างยุพินกินรี
เป็นขนิษฐ์ชอบแต่คิดให้เป็นหนึ่ง
เอ่ยว่ารักแล้วให้ได้ร่วมเรียง
ท่านเปรียบมาเหมือนหนึ่งตราราชสีห์
เป็นอนงค์แล้วก็คงจะเป็นเมีย
ที่เกิดมาเป็นนารีไม่มีค่า
เหมือนกรวดทรายปรายเล่นไม่เว้นวาง
เมื่อไม่ถือตราภูมิไว้คุ้มห้าม
แม้นรู้จักรักษาถือตราไว้
อย่าจับปลาสองหัตถ์จะพลัดพลาด
จับให้คงลงให้ขาดว่าเป็นผัว
จึงนับว่าคนดีไม่มีมัว
เป็นผู้หญิงสิ่งใดจะล้ำเลิศ
สุดประเสริฐก็แต่ใจไม่เสื่อมสลาย
ถึงรูปทรงนงคราญจะพาลคลาย
ทำรักซ้อนซ่อนสนิทปิดเนื้อความ
ครั้นรู้ความถามไถ่ก็ไม่รับ
พลอยประจบหลบความไปตามเพลง
เพราะผัวเองจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
ทำองอาจพลาดพลั้งลงทั้งคู่
ไม่แปรดแปร้นแสนสลดเหมือนทศกัณฐ์
เคยที่นอนหมอนหนุนละมุนนิ่ม
เล็นก็กัดหมัดก็กินจนสิ้นนวล
ครั้นเห็นชู้คู่ชมภิรมย์รื่น
จะพึ่งชู้ชู้ก็เพียบกรอบเกรียบใจ
ตระลาการท่านถามเอาความชั่ว
เขาเฮฮาหน้าสลดต้องอดทน
ครั้นซักไซ้ไต่ถามได้ความชัด
ถ้ารักชู้ก็ให้อยู่กับชู้ชาย
ก็สาสมกับอารมณ์สตรีชั่ว
ไปคบชู้ชู้ชักหักทั้งยืน
ที่ใครเห็นจะเมตตานั้นหายาก
ก็เพราะเหตุตัวชั่วลือขจร
ครั้นลำบากยากจิตสิได้คิด
ใช่ไม่รู้เขาห้ามความถ้อยมี
เออก็ใจเป็นไฉนนะน้องเอ๋ย
ช่างไม่คร้ามความชั่วติดตัวตน
มันเสียแล้วถึงจะฝืนไม่คืนศักดิ์
อันความชั่วติดตัวกว่าจะตาย
ถึงบินออกนอกตำบลให้พ้นเขต
ห้ามมันยากปากมนุษย์นี้สุดยาว
ผู้ใดคิดผิดพลั้งเหมือนอย่างว่า
ควรยับยั้งชั่งใจเสียให้ดี
แม้นชั่วช้าใครว่าแล้วโกรธเขา
จะวิบัติบาปกรรมซ้ำหนักไป
แม้คนดีมีปัญญาถ้าไม่โกรธ
ให้พ้นทุกข์สุขีเป็นศรีเมือง
อันความดีมีอยู่ดูจำไว้
จะมีคู่ก็ให้รู้ปรนนิบัติ
อย่าคิดร้ายย้ายแยกทำแปลกปลอม
มโนน้อมเสน่หาต่อสามี
อย่าคบชู้สู่สมนิยมหวัง
เขารักหลอกหยอกเล่นดอกเช่นนี้
ธุระอะไรจะให้มันเสียของ
เพราะเชื่อใจภรรยายิ่งกว่าเกลอ
ควรบำเรอลูกผัวของตัวตน
จะมีจิตพิศวาสไม่คลาดเคลื่อน
เพราะแม่เรือนร่วมใจจึงได้ผล
แม้นนอกจิตคิดร้ายหมายประจญ
จงกันภัยในเล่ห์เสน่หา
เอาความสัตย์ตัดตั้งปฏิญาณ
จงซื่อต่อภัสดาสวามี
อย่าให้มีราคินที่กินใจ
ถึงที่สุดทดลองก็ทองแท้
หญิงเดี๋ยวนี้แม้นมีสัตยา
เร่งเกรงผิดกลัวใจใหญ่มหันต์
คำนับนอบสามีทุกวี่วัน
ยามสิ้นแสงสุริยาอย่าไปไหน
ระวังดูปูปัดสลัดที่นอน
ถ้าแม้นว่าภัสดาเข้าไสยาสน์
เขาเหนื่อยเหน็บเจ็บปวดในทรวงทรง
ประพฤติกายสายสมรจะนอนหลับ
อย่ากลิ้งกลับมือไม้ไปป่ายเขา
นอนให้ดีมีสติสิริเรา
จงรีบฟื้นตื่นก่อนภัสดา
จึงหุงข้าวต้มแกงแต่งสำรับ
ทั้งกระโถนคนทีขัดสีไว้
อีกน้ำท่าอย่าให้ผงลงไปกวน
แม้นรู้ว่าสามีจะไปไหน
ประจงปลุกภัสดาอย่าช้านาน
จงระวังนั่งดูอยู่ใกล้ใกล้
อย่าให้ต้องร้องตะโกนโพนทะนา
อยู่จนผัวรับประทานอาหารแล้ว
อย่ากินก่อนภัสดาดูน่าชัง
เคยเข้าเฝ้าสู่วังนรังศรี
ทั้งล่วมปัดจัดแจงแต่งให้ดี
อุตส่าห์ทำบำเรอเสนอสนอง
ปรนนิบัติภัสดาอย่าราคิน
อย่าทอดทิ้งกริยาอัชฌาสัย
เป็นหญิงครึ่งชายครึ่งอย่าพึงใจ
แม้นผัวเดือดเจ้าจงดับระงับไว้
เขาเป็นไฟเราเป็นน้ำค่อยพรำพรม
แม้นระดมขึ้นทั้งคู่จะวู่วาม
อันโมโหโทโสไม่อดได้
ที่ชาวบ้านท่านไม่รู้จะรู้ความ
เอาใจผัวผัวจะรักเจ้าหนักหนา
แม้นผัวทุกข์ขุกไข้ไม่เสบย
จงแย้มสรวลชวนปลอบให้ชอบชื่น
เห็นเริงรื่นหัทยาจึงปราศรัย
ค่อยถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงฤทัย
แม้นสิ่งไรเขาไม่ชื่นอย่าขืนทำ
จะพูดจาสารพัดประหยัดปาก
ความสิ่งไรในจิตจงปิดงำ
การสิ่งไรที่ชั่วผัวเขาห้าม
อย่าดึงดื้อถือตนเป็นคนเชือน
พึงข่มขืนกลืนไว้ในอุรัง
จึงจะว่านารีมีความคิด
ถึงใครรู้อยู่ว่าคมต้องชมเรา
การนินทาด่าผัวนั้นชั่วถ่อย
ถึงร้างหย่าหาใหม่วิสัยมี
บ้างทำกลัวตัวสั่นแต่ต่อหน้า
ครั้นผัวเดินเกินเลยเฉยเฉียดไป
ทำเสงี่ยมเจียมตัวผัวไม่เห็น
ครั้นว่าเขาเข้าใจรู้ไหวพริบ
สำรากก้องร้องแทรกแหกกระแซง
ตะคอกแกล้งข่มขี่ให้ผัวกลัว
ขู่คำรนบ่นว่าด่าประชด
ลุอำนาจไม่อาจขยาดตัว
ทรมานภัสดาน่าสังเวช
ยังมิหนำซ้ำป่าวเหล่านารี
ข้างฝ่ายผัวใจดีมิได้ว่า
ดูเหมือนแม่กับลูกผูกขึ้นชู
ช่างกระไรใจคอมันอดได้
จึงยอมตัวกลัวเมียจนหัวมุด
เหมือนเช่นเราแล้วไม่ต้องให้ตีตบ
คงสู้รบโต้เต็มให้เข้มขัน
จะถีบถองเสียให้ยับไล่ขับกัน
ใช่จะแกล้งแต่งคำมารำพัน
จะร่ำไปสักเท่าไรก็ไม่หมด
อุตส่าห์ตรองตริตรึกนึกจำเนียร
พอเป็นเรื่องสำหรับดับทุกข์โทษ
เป็นตำหรับแบบฉบับไปยืดยาว
ข้อไหนชั่วแล้วอย่ามัวไปขืนทำ
เก็บประกอบเอาแต่ชอบในเรื่องความ
ประพฤติตามห้ามใจเสียให้ดี
อย่าฟังเปล่าเอาแต่กลอนสุนทรเพราะ
ไว้เป็นแบบสอนตนพ้นราคี
ให้สุขีศรีเมืองเลื่องลือฟุ้ง
เป็นที่ชื่นเช่นอย่างนางสีดา
วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560
โปรแกรมคำนวณการตัดเย็บจีวร(นิ้ว)
ตัดจีวร นิ้ว
คำนวณขนาดผ้าตัดเย็บจีวรพระภิกษุ
:::::::::
วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560
ธรรมดา แห่ง ธรรม
ความสวยงาม.. เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้!!
ธรรมดาร่างกายของคนเรา มีส่วนประกอบหลักๆคือ ส่วนที่แข็ง(ธาตุดิน)และส่วนที่อ่อน(ธาตุน้ำ) มีอากาศ(ธาตุลม)แทรกอยู่ภายในซึ่งต้องใช้พลังงาน(ธาตุไฟ)ในการเคลื่อนไหว..
ฉะนั้น โบราณจารย์จึงสรุปว่า คนประกอบไปด้วย ธาตุ๔ มาประชุมกันกลายเป็นรูปร่างกาย ซึ่งถูกสร้างสรรปั้นแต่งให้เห็นเป็นลักษณะต่างๆตามกรรมที่สะสมมาในอดีต เช่น คนเคยรักษาศีลมาดี รูปร่างกายก็จะดูงดงาม คนที่ผิวพรรณดี เพราะเคยบริจาคสิ่งของที่ปราณีต เป็นต้น
หากคนเรามีแต่รูปร่างกายภายนอกเท่านั้น ก็คงเป็นคนยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีจิตใจภายในด้วยจึงจะครบอาการ อาการของจิต ก็เป็นนามธรรมอยู่ภายใน ประกอบไปด้วย
..ความรู้สึก สุข ทุกข์ ร้อน หนาวต่างๆ มักเรียกกันว่า "เวทนา"
..ความจำ ที่ทำให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เรียกว่า "สัญญา"
..ความนึกคิด ที่มักเอาอะไรต่ออะไร มาปรุงแต่งไปต่างๆนานา เรียก"สังขาร"
..สะพานเชื่อมระหว่างกายกับจิต ทำให้จิตใจรับสิ่งต่างๆที่เกิดจากร่างกายภายนอกได้ เรียกว่า "วิญญาณ"
เมื่ออธิบายเช่นนี้ ก็ครบองค์แห่งขันธ์๕ แล้วว่า เป็นสิ่งที่จิตใจของเรามักเอามายึดถือว่า คือตัวเรา มีผมก็ว่าเป็นของเรา มีเสื้อผ้า ก็ว่าเป็นของเรา
เมื่อเรามีปกติเห็นอยู่เช่นนี้ ย่อมไม่เป็นสัมมาทิฎฐิ เพราะไม่รู้จักอริยสัจ
คนเข้าวัดสวดมนต์ย่อมต้องเคยท่องว่า "สังขิเตนะ ปัญจุปาทานะขันธา ทุกขา"
แปลว่า ว่าโดยย่อ การยึดขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
.....
เห็นใครหลายๆคน ถ่ายรูปตนเองลงให้ผู้อื่นเห็นแล้ว มาพิจารณาดูก็คิดว่า จะขอกล่าวแต่ผู้พอมีปัญญาไตร่ตรองหลักธรรมได้เท่านั้น ส่วนผู้มองไม่ถึงธรรมก็ต้องปล่อยตามใจเขาฯ
ถ้าจะมองให้ชัดแล้ว ความสวยงามของคนก็สวยงามไปตามวัยจริงๆ สวยตามสมมุติโลก เช่น ภูเขา ทะเล ธรรมชาติต่างๆ ที่สวยงาม ก็ประกอบไปด้วย ดิน หิน น้ำ โคลน ทราย ต้นไม้ ลม แดด ต่างๆเท่านั้น เอามาจัดเรียงตามธรรมชาติให้พอเหมาะแก่ความสวยที่โลกสมมุติขึ้น เช่น ทะเล ก็คือน้ำ มีแสงแดดที่พอเหมาะทำให้เกิดสีสรร มีหาดทรายราบเรียบไม่ทำให้น้ำทะเลขุ่น แค่นี้ คนก็นิยมตามสมมุติว่าสวยแล้ว
หันกลับมามองที่ตัวของเราดูก็จะเห็นว่า ร่างกาย ใบหน้าของเราก็ประกอบไปด้วยธาติดิน เอามาปั้นแต่ง ให้เกิดความโค้งว้าว เกิดรูปทรงที่แตกต่างไปเพียงนั้น
ถ้าไม่พิจารณาให้ลึก ก็จะเห็นว่า นี่หน้าของเรา แม้มันจะไปอยู่ในกระจก หรือ อยู่ในกล้องโทรศัพท์ จิตถ้าได้กระทบภาพมาจากทางตา ก็จะยึดเอาว่านี่คือเรา เห็นว่า เราสวยก็พอใจ ยินดี โดยส่วนลึกมักไม่ทันอุปาทานในจิตของตน
แม้นว่ามีใครมาตำหนิว่า ไม่ดี ไม่งาม จิตก็กลับไปอีกด้าน คือ ไม่พอใจอีก...
พิจารณาไตร่ตรองตามที่อาตมากล่าวมาให้ดีเน้อ!... อย่ามาว่าอาตมาติเตียนใครๆเลย แค่อยากให้มองให้เห็นจิตขอวตนเอง เท่านั้นแลฯ
.....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย... เป็นของคู่โลก!
...คนเราเมื่อยามเกิดขึ้นมาดูโลก ญาติพี่น้องพ่อแม่ ล้วนแต่มาแสดงความยินดีพอใจกันจนเป็นธรรมเนียม!
...ยามเด็กเจริญวัยขึ้น ก็ชื่นชม แต่ยามสูงวัย กลับรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจ ทั้งๆที่ เวลาก็ใช้เท่ากันในวันหนึ่งๆ จะว่าตรงๆก็คือ คนทุกคนถูกเวลากลืนกินอายุให้หมดไปสิ้นไปทั้งหมด แต่คนก็มักหลงไปเอง มองไม่เห็นความจริงว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา...
...ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็พยายามหาทางหนี หรือหลบเลี่ยงให้ไกลที่สุด มักไม่ยอมรับสภาพตามความเป็นจริง..
...ยามตาย ส่วนใหญ่ผู้ใกล้ชิดสนิทสนม รักใคร่ ก็ย่อมเศร้าโศกเสียใจ แต่หากผู้ที่เกลียดชังกัน ก็ย่อมสะใจ ชอบใจที่ตนสมใจ...
....
คนใดที่เกิดมาบนโลกนี้ ในช่วงที่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่ แต่ไม่สนใจเข้ามาศึกษาปฏิบัติ ก็ย่อมเป็นไปตามกระแสโลกที่เป็นกันอยู่อย่างนั้น...
หากแม้บุคคลใดรู้จักคุณค่าแห่งพุทธศาสนา พากันศึกษาเหตุผลตามธรรม และปฏิบัติพัฒนาจิตใจของตน ให้ทวนกระแสแห่งโลกจะเห็นว่า...
การเกิดขึ้นของมนุษย์, การแก่ตัวไปตามกาลเวลาของคนทุกวัย, การเจ็บป่วยต่างๆ และการตายจากภพของมนุษย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งสิ้น แล้วพยายามภาวนาให้จิตของตนไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป เพื่อจะได้ไม่ต้องมีร่างกายจะให้แก่ ให้เจ็บ และให้ตายต่อๆไปอีกเลย!!!
...
พอดี คนที่เคยมาคอยช่วยเหลือที่สำนักฯ มาตายจากไปก่อนวัยอันควร จึงนำธรรมะมาแสดงแทนคำไว้อาลัย เพื่อประโยชน์สำหรับผู้มีปัญญาได้พิจารณาไตร่ตรอง... สาธุฯ