ตัดจีวร นิ้ว
คำนวณขนาดผ้าตัดเย็บจีวรพระภิกษุ
:::::::::
ความสวยงาม.. เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้!!
ธรรมดาร่างกายของคนเรา มีส่วนประกอบหลักๆคือ ส่วนที่แข็ง(ธาตุดิน)และส่วนที่อ่อน(ธาตุน้ำ) มีอากาศ(ธาตุลม)แทรกอยู่ภายในซึ่งต้องใช้พลังงาน(ธาตุไฟ)ในการเคลื่อนไหว..
ฉะนั้น โบราณจารย์จึงสรุปว่า คนประกอบไปด้วย ธาตุ๔ มาประชุมกันกลายเป็นรูปร่างกาย ซึ่งถูกสร้างสรรปั้นแต่งให้เห็นเป็นลักษณะต่างๆตามกรรมที่สะสมมาในอดีต เช่น คนเคยรักษาศีลมาดี รูปร่างกายก็จะดูงดงาม คนที่ผิวพรรณดี เพราะเคยบริจาคสิ่งของที่ปราณีต เป็นต้น
หากคนเรามีแต่รูปร่างกายภายนอกเท่านั้น ก็คงเป็นคนยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีจิตใจภายในด้วยจึงจะครบอาการ อาการของจิต ก็เป็นนามธรรมอยู่ภายใน ประกอบไปด้วย
..ความรู้สึก สุข ทุกข์ ร้อน หนาวต่างๆ มักเรียกกันว่า "เวทนา"
..ความจำ ที่ทำให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เรียกว่า "สัญญา"
..ความนึกคิด ที่มักเอาอะไรต่ออะไร มาปรุงแต่งไปต่างๆนานา เรียก"สังขาร"
..สะพานเชื่อมระหว่างกายกับจิต ทำให้จิตใจรับสิ่งต่างๆที่เกิดจากร่างกายภายนอกได้ เรียกว่า "วิญญาณ"
เมื่ออธิบายเช่นนี้ ก็ครบองค์แห่งขันธ์๕ แล้วว่า เป็นสิ่งที่จิตใจของเรามักเอามายึดถือว่า คือตัวเรา มีผมก็ว่าเป็นของเรา มีเสื้อผ้า ก็ว่าเป็นของเรา
เมื่อเรามีปกติเห็นอยู่เช่นนี้ ย่อมไม่เป็นสัมมาทิฎฐิ เพราะไม่รู้จักอริยสัจ
คนเข้าวัดสวดมนต์ย่อมต้องเคยท่องว่า "สังขิเตนะ ปัญจุปาทานะขันธา ทุกขา"
แปลว่า ว่าโดยย่อ การยึดขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
.....
เห็นใครหลายๆคน ถ่ายรูปตนเองลงให้ผู้อื่นเห็นแล้ว มาพิจารณาดูก็คิดว่า จะขอกล่าวแต่ผู้พอมีปัญญาไตร่ตรองหลักธรรมได้เท่านั้น ส่วนผู้มองไม่ถึงธรรมก็ต้องปล่อยตามใจเขาฯ
ถ้าจะมองให้ชัดแล้ว ความสวยงามของคนก็สวยงามไปตามวัยจริงๆ สวยตามสมมุติโลก เช่น ภูเขา ทะเล ธรรมชาติต่างๆ ที่สวยงาม ก็ประกอบไปด้วย ดิน หิน น้ำ โคลน ทราย ต้นไม้ ลม แดด ต่างๆเท่านั้น เอามาจัดเรียงตามธรรมชาติให้พอเหมาะแก่ความสวยที่โลกสมมุติขึ้น เช่น ทะเล ก็คือน้ำ มีแสงแดดที่พอเหมาะทำให้เกิดสีสรร มีหาดทรายราบเรียบไม่ทำให้น้ำทะเลขุ่น แค่นี้ คนก็นิยมตามสมมุติว่าสวยแล้ว
หันกลับมามองที่ตัวของเราดูก็จะเห็นว่า ร่างกาย ใบหน้าของเราก็ประกอบไปด้วยธาติดิน เอามาปั้นแต่ง ให้เกิดความโค้งว้าว เกิดรูปทรงที่แตกต่างไปเพียงนั้น
ถ้าไม่พิจารณาให้ลึก ก็จะเห็นว่า นี่หน้าของเรา แม้มันจะไปอยู่ในกระจก หรือ อยู่ในกล้องโทรศัพท์ จิตถ้าได้กระทบภาพมาจากทางตา ก็จะยึดเอาว่านี่คือเรา เห็นว่า เราสวยก็พอใจ ยินดี โดยส่วนลึกมักไม่ทันอุปาทานในจิตของตน
แม้นว่ามีใครมาตำหนิว่า ไม่ดี ไม่งาม จิตก็กลับไปอีกด้าน คือ ไม่พอใจอีก...
พิจารณาไตร่ตรองตามที่อาตมากล่าวมาให้ดีเน้อ!... อย่ามาว่าอาตมาติเตียนใครๆเลย แค่อยากให้มองให้เห็นจิตขอวตนเอง เท่านั้นแลฯ
.....
เกิด แก่ เจ็บ ตาย... เป็นของคู่โลก!
...คนเราเมื่อยามเกิดขึ้นมาดูโลก ญาติพี่น้องพ่อแม่ ล้วนแต่มาแสดงความยินดีพอใจกันจนเป็นธรรมเนียม!
...ยามเด็กเจริญวัยขึ้น ก็ชื่นชม แต่ยามสูงวัย กลับรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจ ทั้งๆที่ เวลาก็ใช้เท่ากันในวันหนึ่งๆ จะว่าตรงๆก็คือ คนทุกคนถูกเวลากลืนกินอายุให้หมดไปสิ้นไปทั้งหมด แต่คนก็มักหลงไปเอง มองไม่เห็นความจริงว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา...
...ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็พยายามหาทางหนี หรือหลบเลี่ยงให้ไกลที่สุด มักไม่ยอมรับสภาพตามความเป็นจริง..
...ยามตาย ส่วนใหญ่ผู้ใกล้ชิดสนิทสนม รักใคร่ ก็ย่อมเศร้าโศกเสียใจ แต่หากผู้ที่เกลียดชังกัน ก็ย่อมสะใจ ชอบใจที่ตนสมใจ...
....
คนใดที่เกิดมาบนโลกนี้ ในช่วงที่มีพระพุทธศาสนาดำรงอยู่ แต่ไม่สนใจเข้ามาศึกษาปฏิบัติ ก็ย่อมเป็นไปตามกระแสโลกที่เป็นกันอยู่อย่างนั้น...
หากแม้บุคคลใดรู้จักคุณค่าแห่งพุทธศาสนา พากันศึกษาเหตุผลตามธรรม และปฏิบัติพัฒนาจิตใจของตน ให้ทวนกระแสแห่งโลกจะเห็นว่า...
การเกิดขึ้นของมนุษย์, การแก่ตัวไปตามกาลเวลาของคนทุกวัย, การเจ็บป่วยต่างๆ และการตายจากภพของมนุษย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งสิ้น แล้วพยายามภาวนาให้จิตของตนไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป เพื่อจะได้ไม่ต้องมีร่างกายจะให้แก่ ให้เจ็บ และให้ตายต่อๆไปอีกเลย!!!
...
พอดี คนที่เคยมาคอยช่วยเหลือที่สำนักฯ มาตายจากไปก่อนวัยอันควร จึงนำธรรมะมาแสดงแทนคำไว้อาลัย เพื่อประโยชน์สำหรับผู้มีปัญญาได้พิจารณาไตร่ตรอง... สาธุฯ
บัตรประจำตัวของพระสงฆ์ |
ก่อนหน้ารัฐประหารของ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ภายใต้การนำของ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก อันทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 และรัฐบาลของ พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร สิ้นสุดลงนั้น มีข่าวจากพระวินยาธิการ หรือ "ตำรวจพระ" ว่า จะมีการออกบัตร "สมาร์ทการ์ด" ให้แก่พระสงฆ์ทุกรูปในคณะสงฆ์ไทย นอกเหนือจากใบสุทธิที่พระสงฆ์ถืออยู่ในปัจจุบัน ถ้ามองตามเจตนารมณ์ของพระวินยาธิการที่ว่า การออกบัตร "สมาร์ทการ์ด" ที่บรรจุข้อมูลส่วนตัวของพระสงฆ์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับบัตรประชาชน เพื่อควบคุมมิให้พระสงฆ์ออกไปเรี่ยไร หรือประพฤติในทางอื่นที่ผิดไปจากสมณวิสัยนั้น นับว่าเป็นเจตนาที่ดี แต่ประเด็นปัญหาที่ตามมาก็คือ การออกบัตร "สมาร์ทการ์ด" ที่มีลักษณะคล้ายบัตรประชาชนแต่ไม่ใช่บัตรประชาชน จะทำให้คนไทยกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย) แม้จะอยู่ในประเทศเดียวกัน ภายใต้กฎหมายสูงสุดฉบับเดียวกัน ถือบัตรประจำตัวที่แตกต่างไปจากคนไทยส่วนใหญ่ และได้รับสิทธิทางกฎหมายไม่เท่าเทียมกับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี พ.ศ.2540 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศ พร้อมไปกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้แล้วเสร็จใน 1 ปี หลังจากนั้นจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยตามปกติต่อไป ถ้าหากว่าทุกอย่างเป็นไปตามคำมั่นสัญญาของคณะปฏิรูปการปกครองฯ เราก็จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอีกครั้งหนึ่ง ภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปีนับจากนี้ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ภายในปลายปีหน้า บทบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาก็คงจะเหมือนเดิมเป็นส่วนใหญ่ เพราะมิใช่เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ และถ้าหากว่าบทบัญญัติทางด้านศาสนายังคงสาระเดิมไว้ ก็จะมีประเด็นที่น่าคิดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองไทยอย่างหนึ่ง และพระสงฆ์ในฐานะสมาชิกของคณะสงฆ์ไทยอีกอย่างหนึ่ง หน่วยงานของรัฐบาลตีความสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ไม่ตรงกัน การตีความที่ไม่ตรงกันนี้น่าจะทำให้มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งของรัฐ ตีความขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศโดยกระทรวง กลาโหมตีความว่า พระสงฆ์คือประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมีหน้าที่เข้ารายงานตัวและเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบเกณฑ์ แม้จะมีการผ่อนผันให้ แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของการผ่อนผันแล้ว พระสงฆ์รูปนั้นก็ต้องเข้าเกณฑ์ทหารอยู่ดี ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ชาติในการป้องกันประเทศ แต่กระทรวงมหาดไทยตีความอีกอย่างหนึ่งว่า พระสงฆ์มิได้เป็นประชาชนไทยคนหนึ่ง ดังนั้น สิทธิอันพึงมีพึงได้ของพระสงฆ์ในฐานะประชาชนก็มิควรได้รับ กล่าวคือ พระสงฆ์ไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือรับสมัครเลือกตั้ง พระสงฆ์ไม่มีสิทธิได้รับบัตรประจำตัวประชาชน และสิทธิอื่นๆ อันเกิดขึ้นจากการถือบัตรประชาชน เช่น การได้รับหนังสือเดินทางตามขั้นตอนปกติของประชาชนทั่วไป เป็นต้น นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยยังออกกฎระเบียบ อันน่าจะขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศว่า ถ้าหากพระสงฆ์รูปใดเข้าไปในหน่วยราชการเพื่อขอยื่นเรื่องให้ออกบัตรประชาชนให้ พระสงฆ์รูปนั้นจะต้องถูกจับสึกในทันที ระเบียบข้อนี้ น่าจะขัดต่อกฎหมายสูงสุดอย่างร้ายแรง พระสงฆ์ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง ต้องการถือบัตรประชาชนในฐานะพลเมืองของประเทศ มีความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องให้ลาสิกขาบท อันเป็นความผิดร้ายแรงเทียบเท่ากับปาราชิก ความลักลั่นของการตีความสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองไทย ความลักลั่นของการตีความสิทธิและหน้าที่ของพระสงฆ์ในฐานะพลเมืองไทยนั้น ทำให้พระสงฆ์กลายเป็นบุคคลชั้นสามของประเทศ (สิทธิอันไม่เสมอภาคของสตรีเมื่อเทียบกับบุรุษ ทำให้สตรีกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้) โดยพระสงฆ์มิได้รับสิทธิใดๆ ในฐานะพลเมืองไทยแต่ประการใด แต่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเท่ากับคนไทยทุกคน (ดังเช่นการเกณฑ์ทหาร) พระสงฆ์จึงมีแต่หน้าที่แต่ขาดสิทธิในฐานะพลเมืองไทย รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาตรา 38 (รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะต้องมีมาตรานี้ด้วยอย่างแน่นอน) ระบุว่า "...บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น" นักบวชในศาสนาอื่นๆ ที่เป็นพลเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นบาทหลวงในศาสนาคริสต์ หรือเจ้าหน้าที่ในศาสนาอิสลาม (เช่น อิหม่าม โต๊ะครู ฯลฯ) หรือผู้ประกาศศาสนาฮินดูหรือศาสนาสิกข์ อันเป็นศาสนาที่เป็นทางการของไทย ล้วนแล้วแต่ได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการถือบัตรประชาชน และสิทธิอื่นๆ ที่ตามมาจากการถือบัตรประชาชน แต่ทำไมพระสงฆ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองไทย จึงมิได้รับสิทธิเทียบเท่ากับนักบวชในศาสนาอื่นของไทย ทั้งที่เป็นศาสนาที่เป็นทางการเช่นเดียวกัน เรื่องนี้จะมิเป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวหรือ ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี 5 ประเทศคือ ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว และกัมพูชา ในประเทศพุทธศาสนาเถรวาทดังกล่าวทั้งหมด ยกเว้นไทยเพียงประเทศเดียว พระสงฆ์มีสิทธิเทียบเท่ากับพลเมืองของประเทศทุกประการ กล่าวคือ พระสงฆ์มีสิทธิถือบัตรประชาชน และมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อันทำให้พุทธศาสนามีบทบาท ในการควบคุมกำกับจริยธรรมของนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ความข้อนี้ทำให้พุทธศาสนาในประเทศไทยล้าหลังกว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด การถือใบสุทธิของพระสงฆ์นั้น เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องอยู่แล้ว เพราะใบสุทธิก็คือบัตรที่แสดงความเป็นสมาชิกของคณะสงฆ์ไทย เช่นเดียวกับบัตรข้าราชการที่แสดงความเป็นสมาชิกของราชการไทย ขณะที่ข้าราชการไทยมีสิทธิในการถือบัตรข้าราชการและบัตรประชาชนในเวลาเดียวกัน พระสงฆ์ไทยก็ควรจะมีสิทธิในการถือใบสุทธิและบัตรประชาชนเช่นเดียวกัน การออกบัตร "สมาร์ทการ์ด" แก่พระสงฆ์ตามข้อเสนอของพระวินยาธิการนั้น จึงน่าจะเป็นการออกทดแทนใบสุทธิ อันจะทำให้ใบสุทธิเป็นบัตรที่ทันสมัย (บรรจุข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกคณะสงฆ์ไทยอย่างครบถ้วน) ขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ควรมีสิทธิถือบัตรประชาชนในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่งด้วย ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่มา.-จากคอลัมน์ "หน้าต่างความจริง" นสพ.มติชนวันที่ 24 กันยายน 2549 **************************
|