วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปัญจฐานคาถา

ภารสุตตคาถา

ภารสุตตคาถา

     (หันทะ มะยัง ภาระสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส)             เชิญเถิด เราทั้งหลาย จงกล่าวคาถาแสดงภารสูตรเถิด

      ภารา หะเว ปัญจักขันธา                                     ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ

      ภาระหาโร จะ ปุคคะโล                                      บุคคลแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
 
      ภาราทานัง ทุกขัง โลเก                                     การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก

      ภาระนิกเขปะนัง สุขัง                                        การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข
 
      นิกขิปิต๎วา คะรุง ภารัง                                        พระอริยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว
 
      อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ                                      ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก

      สะมูลัง ตัณหัง อัพพุย๎หะ                                     เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก

      นิจฉาโต ปะรินิพพุโต                                         เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนาดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ

ธรรมมุทเทส

 อุปนียติ โลโก โลกคือหมู่สัตว์อันชรานำไป อัทธุโว ไม่ยั่งยืน อตาโนโลโก โลกที่ไม่มีผู้ป้องกัน อนภิสสโร ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน อสโกโลโก โลกไม่มีสิ่งใดเป็นของตน สัพพังปหายคมนียัง จำต้องละในสิ่งทั้งปวง อโนโลโก โลกนี้พร่องอยู่ อติตโตต เป็นผู้ไม่อิ่ม ตัณหาทาโส เป็นทาสแห่งตัณหา

กายคตาสติภาวนา

เม กาโย-กายของเรานี้แล

อุทธัง ปาทะตะลา-เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธเกสะมัตถะกา-เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต-มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปุโรนานัปปะการัสสะ อสุจิโน-เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ

อัตถิ อิมัสมิง กาเย-มีอยู่ในกายนี้

เกสา-ผมทั้งหลาย

โลมา-ขนทั้งหลาย

นะขา-เล็บทั้งหลาย

ทันตา-ฟันทั้งหลาย

ตะโจ-หนัง

มังสัง-เนื้อ

นะหารู-เอ็นทั้งหลาย

อัฏฐี-กระดูกทั้งหลาย

อัฏฐิมิญชัง-เยื่อในกระดูก

วักกัง-ม้าม

หะทะยัง-หัวใจ

ยะกะนัง-ตับ

กิโลมะกัง-พังผืด

ปิหะกัง-ไต

ปัปผาสัง-ปอด

อันตัง-ไส้ใหญ่

อันตะคุณัง-สายรัดไส้

อุทะริยัง-อาหารใหม่

กะรีสัง-อาหารเก่า

ปิตตัง-น้ำดี

เสมหัง-น้ำเสลด

เสโท-น้ำเหงื่อ

เมโท-น้ำมันข้น

อัสสุ-น้ำตา

วะสา-น้ำมันเหลว

เขโฬ-น้ำลาย

สิงฆานิกา-น้ำมูก

ละสิกา-น้ำมันไขข้อ

มุตตัง-น้ำมูตร

มัตถะเก มัตถะลังคัง-เยื่อในสมอง

เอวะมะยัง เม กาโย-กายของเรานี้อย่างนี้

อุทธังปาทะตะลา-เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธเกสะมัตถะกา-เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันโต-มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ


ปุโรนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน- เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆอย่างนี้แล

เจริญมรณสติกัมมัฎฐาน

มรณสติกัมมัฎฐาน ...
ตอนที่ว่า ฯลฯ
อะธุวัง โข เม ชีวิตัง, ชีวิตนี้เป็นของไม่ยั่งยืน, ธุวัง มะระณัง เอกังสิกัง, 
ความตายนั้นยั่งยืนโดยส่วนเดียว, อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, เราพึงตายเป็นแน่แท้,
มะระณะ ปะริโยสานัง เม ชีวิตัง, 
ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ,
มะระณะ ปะฏิพัทธัง เม ชีวิตัง, 
ชีวิตของเราเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วยความตาย,
มะระณะธัมโมมหิ, เรามีความตายเป็นธรรมดา, มะระณัง อะนะตีโต, 
จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้,
มะระณัง ภะวิสสะติ, 
ความตายจักต้องมีโดยแท้,
ชีวิตินทฺริยัง อุปัจฉิชชิสสะติ, 
อินทรีย์คือชีวิตจะเข้าไปตัด,
มะระณัง มะระณัง, 
ความตาย ความตาย, เอกังสิกัง. 
เป็นไปโดยส่วนเดียวแน่แท้แล.

พระคาถาธรรมบทบรรยาย


..................ธัมมปริยายคาถา

(หันทะ มะยัง ธัมมะปะริยายะคาถาโย ภะณามะ เส)

สัพเพ สัตตา มะริสสันติ มะระณันตัง หิ ชีวิตัง,

สัตว์ทั้งหลายทั้งสิ้นจักต้องตาย, เพราะชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุดรอบ,

ชะรังปิ ปัต๎วา มะระณัง เอวัง ธัมมา หิ ปาณิโน,

แม้จะอยู่ได้ถึงชราก็ต้องตาย, เพราะสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นอย่างนี้ตามธรรมดา,

ยะมะกัง นามะรูปัญจะ อุโภ อัญโญญะนิสสิตา,

ก็นามและรูปคือกายกับใจ, ย่อมอาศัยกันอยู่เป็นของคู่กัน,

เอกัส๎มิง ภิชชะมานัส๎มิง อุโภ ภิชชันติ ปัจจะยาติ,

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแตกสลาย, ทั้ง ๒ ฝ่ายก็สลายไปด้วยกัน,

ยะถาปิ อัญญะตะรัง พีชัง เขตเต วุตตัง วิรูหะติ,

เปรียบเหมือนพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง, 
ที่หว่านลงแล้วในพื้นแผ่นดิน ย่อมงอกขึ้นได้,

ปะฐะวีระสัญจะ อาคัมมะ สิเนหัญจะ ตะทูภะยัง,

เพราะอาศัยรสแห่งแผ่นดิน, และเชื้อในยางแห่งพืชนั้นๆ,

เอวัง ขันธา จะ ธาตุโย ฉะ จะ อายะตะนา อิเม,

ขันธ์ทั้ง ๕ และธาตุทั้งหลาย, พร้อมทั้งอาตยนะทั้ง ๖ นี้ก็เหมือนกัน,

เหตุง ปะฏิจจะ สัมภูตา เหตุภังคา นิรุชฌะเร,

อาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นได้, เมื่อเหตุนั้นแตกสลายก็ย่อมดับไป,

ยะถา หิ อังคะสัมภารา โหติ สัทโท ระโถ อิติ,

เปรียบเหมือนการประกอบชิ้นส่วนของรถเข้าด้วยกัน, คำเรียกว่ารถก็มีขึ้นได้,

เอวัง ขันเธสุ สันเตสุ โหติ สัตโตติ สัมมะติ,

เมื่อขันธ์ทั้ง ๕ ยังมีอยู่ก็เหมือนกัน, คำสมมุติว่าคนและสัตว์ก็มีขึ้นได้,

อุโภ ปุญญัญจะ ปาปัญจะ ยัง มัจโจ กุรุเต อิธะ,

ผู้ทำบุญและบาปใดๆ ในโลกนี้, เมื่อผู้นั้นตายไป

ตัญหิ ตัสสะ สะกัง โหติ ตัญจะ อาทายะ คัจฉะติ,

บุญและบาปนั้นแล ย่อมเป็นของๆ เขาผู้นั้นโดยแท้,
เขาย่อมได้รับบุญและบาปนั้นแน่นอน,

ตัญจัสสะ อะนุคัง โหติ ฉายาวะ อะนุปายินี,

บุญและบาปนั้น ย่อมติดตามเขาไป, เหมือนเงาตามตัวเขาไป ฉันนั้น,

สัทธายะ สีเลนะ จะ โย ปะวัฑฒะติ,

ผู้ใดเจริญด้วยศีลและมีศรัทธา,

ปัญญายะ จาเคนะ สุเตนะ จูภะยัง,

เป็นผู้ฟัง ผู้เสียสละ ผู้มีปัญญา,

โส ตาทิโส สัปปุริโส วิจักขะโน,

บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษ เป็นผู้เฉียบแหลมเช่นนั้น,

อาทียะติ สาระมิเธวะ อัตตะโน,

ย่อมเป็นผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตน ในโลกนี้ไว้ได้โดยแท้,

อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว,

ความพากเพียรในสิ่งดีงาม เป็นกิจที่ต้องทำในวันนี้, ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้,

นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา,

เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุราชซึ่งมีเสนามาก, ย่อมไม่มีสำหรับเรา,

เอวัมภูเตสุ เปยเตสุ สาธุ ตัตถาชฌุเปกขะนา,

เมื่อสังขารเหล่านั้นต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน,
การวางเฉยในสังขารเสียได้ ย่อมเป็นการดี,

อะปิ เตสัง นิโรธายะ ปะฏิปัตตะยาติ สาธุกา,

อนึ่ง การปฏิบัติเพื่อดับสังขารเสียได้ ยิ่งเป็นการดี,

สัพพัง สัมปาทะนียัญหิ อัปปะมาเทนะ สัพพะทาติ,

กิจทั้งสิ้นนี้จะพึงบำเพ็ญให้บริบูรณ์ได้,
ด้วยความไม่ประมาททุกเมื่อเท่านั้นแล ดังนี้.