วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

พระครูสุนทรธรรมประยุต






สรีระร่างกาย..อันทอดไว้นอนทับซึ่งแผ่นดินของหลวงปู่เสนาะ วัดบางคาง จ.ปราจีนบุรี จะถูกเตโชธาตุ คือ ไฟเผาให้สลาย หายจากรูปที่เคยครอง ในวันอาทิตย์ที่ ๓๑ ม.ค. ๕๙ โดยสำนักพระราชวัง เป็นผู้ดำเนินการ..
ในยามมีชีวิตอยู่ หลวงปู่ได้ศึกษาวิชาและธรรมะจากครูบาอาจารย์หลายท่าน มีหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา เป็นอาทิ
หลวงปู่เมตตาเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งที่บวชใหม่ๆ เป็นเพราะแม่ อยากตอบแทนพระคุณแก่มารดาเป็นกำลัง จึงตั้งใจเข้ามาบวชแบบเอาจริงเอาจัง แรกเริ่มก็ขวนขวายในวิชาอาคม ตามเกจิอาจารย์ผู้ทำประโยชน์ให้แก่โลก เป็นที่พึ่งให้แก่มวลมนุษย์ เมื่อหลวงปู่ได้ไปศึกษาวิชาอาคม แต่ก็มิได้ทิ้งการศึกษานักธรรม ท่านก็เร่งเรียนศึกษาจนจบนักธรรมชั้นเอก ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปราว ๗๐ กว่าปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหนังหา ตำรับตำรา และผู้มีความรู้แค่อ่านออกเขียนได้ แทบจะหาทำยายากเอาการ หลวงปู่จึงได้เป็นครูสอนนักธรรมแก่พระในสมัยนั้นโดยปริยาย เพราะถึงจะไม่อยากรับหน้าที่ แต่ไม่มีคนจะจบมาสอน หรือมีความรู้พอจะสอนได้เลย ก็ต้องรับเป็นครูไปในตัว ด้วยสติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณของท่าน ที่แตกฉานในตำรา และแม่นมาก จะกล่าวคำโวหาร ก็คล่องแคล่ว จะกล่าวแก้คำผู้อื่นก็แม่นยำ ทำให้หลวงปู่กลายเป็นนักเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ ที่แม้แต่ นักเทศน์อวุโส ที่เจนจบ ก็ต้องหมดทางแก้บนธรรมาสน์ แต่หลวงปู่ก็เล่าว่า เมื่อท่านลงจากเวทีนั้น ท่านก็ลงไปกราบขอขมาต่อภันเต หรือผู้แก่อวุโสท่านนั้นด้วยความเคารพ ซึ่งเป็นการผูกมิตรไมตรีของทั้งสองฝ่ายไปตลอดชีวิตฯ ท่านว่าไว้เช่นนั้น.. และหลวงปู่จึงรับหน้าที่เป็นองค์แสดงธรรมในหลายที่ ที่ผู้คนรู้จัก..
ส่วนด้านการปฏิบัตินั้น หลวงปู่เป็นผู้รักษาวินัยได้งดงามท่านหนึ่ง สมเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า น่าเคารพกราบไหว้บูชา ...
และเรื่องของจิตภาวนา หลวงปู่ได้มุ่งมั่นไปร่ำเรียนมาหลายเกจิอาจารย์ ซึ่งหลวงปู่มาสรุปให้ฟังว่า... ทุกอย่าง มันอยู่ที่ใจ ถ้าได้ใจแล้ว จะทำอะไรก็ได้ จะลงอะไรก็ขลัง, ก็ศักดิ์สิทธิ์...
ด้วยเหตุนี้เองแหละ เมื่อการศึกษาปริยัติ ก็แตกฉาน นำไปปฏิบัติรักษาวินัยก็บริสุทธิ์ จะกล่าวแจกแจงให้ผู้อื่นก็แจ่มแจ้ง ภาวนาจิตก็สงบมีพลัง.. หลวงปู่ท่านจึงไม่หลงทางในการวิปัสสนา ค้นหาตัวตนของตัว ภายในตัว จนเห็นตัว และอบรมตนจนแจ้งในตัวแล้ว หมดทั้งสิ้น... วางภาระที่จะแบกตัวไปในชาติต่อๆไป ไม่ปรุงแต่งจิตตนตามกิเลสอนุสัยใดๆ เสียทั้งหมดแล้ว ..
จิตท่านก็เดินทางไปตามเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนด้วยความสำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยดี..
ขอกราบ กราบ กราบ สรีระสังขารนี้ ก่อนจะแยกสลายกลับคืนไปสู่โลกธาตุ..
สิ่งใดที่ข้าพเจ้า กระทำแล้ว ด้วยกาย,วาจา และใจ อันเป็นสิ่งไม่สมควรใดทั้งหมด ทั้งสิ้น กราบขอขมาแก่หลวงปู่เสนาะ ขอให้จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ทุกประการเทอญ.. สาธุฯ

พิธีศพ หลวงพ่อเสนาะ วัดบางคาง


















พระครูสุนทรธรรมประยุต หรือหลวงพ่อเสนาะ 
เจ้าอาวาสวัดบางคาง ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี
ประวัติ
พระครูสุนทรธรรมประยุต หรือหลวงพ่อเสนาะ เกิดในวันพฤหัสบดี เดือน ๗ ปีมะแม พ.ศ.๒๔๖๒ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 5 มิ.ย.2462
ท่านเกิดที่บ้านมอญ หมู่ ๕ ตำบลกระแจะ อำเภอเมืองปราจีนบุรี (ปัจจุบันคือตำบลรอบเมือง) 
 ในช่วงวัยเยาว์ เข้าศึกษาหาความรู้ที่โรงเรียนวัดบางคาง จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่ออายุได้ 13 ปี
ครั้นอายุ 21 ปี ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดบางคาง ในวันพุธที่ 17 เม.ย.2483 มีพระครูด้วง เกสโร วัดหลวงปรีชากูล เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ปัญญาวโร แปลว่า ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ
เมื่อบวชแล้วหนึ่งพรรษาผ่านไปได้ติดตามพระอาจารย์เชย วัดสันติ ออกเดินธุดงค์จากวัดบางคางมุ่งหน้าไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งเส้นทางในสมัยนั้นยังเป็นป่ารกชัฏ เต็มไปด้วยอันตรายและความยากลำบาก แต่ท่านก็ผ่านมาได้ด้วยดี

 เมื่อกลับมาวัดแล้วได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2484-2486
ในปี พ.ศ.2486 ได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี โท เอก เรื่อยมาจนถึงปี 2514
 หลวงพ่อเสนาะท่านเคยไปปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา พระเกจิอาจารย์ ชื่อดังยุคสงครามอินโดจีน และเคยไปกราบสนทนาธรรมกับหลวงพ่อผิว วัดสง่างาม พระเกจิชื่อดังยุคนั้น โดยท่านบอกว่าไปกราบด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งหลวงพ่อทุกองค์บอกกับท่านว่า "ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่จิต ที่กาย และวาจา ถ้าจิตดี กายบริสุทธิ์ วาจาสัจจะ ทำอะไรตั้งจิตมุ่งไปให้ถึง ทุกอย่างก็สำเร็จ สมประสงค์ทุกประการ"
ด้านวิทยาคม ด้วยเหตุที่ท่านเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ มีความจำเป็นเลิศ เป็นผู้สังเกตการณ์ จึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้ต่างๆ จากครูบาอาจารย์ ในลักษณะครูพักลักจำ ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ รวมทั้งการเขียนอักขระเลขยันต์ ท่านได้ศึกษาจากคัมภีร์ใบข่อยเป็นตำราโบราณจนสามารถอ่านออกเขียนได้ และนำมาปฏิบัติฝึกฝนจนมีพลังจิตแก่กล้า

ในปี 2490 เจ้าอาวาสวัดบางคางองค์เดิมได้ลาออกเพื่อกลับภูมิลำเนาที่ประเทศกัมพูชา ท่านจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเจ้าอาวาส แม้ท่านจะปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง แต่ด้วยความเป็นผู้ที่มีพรรษามากกว่าพระภิกษุสงฆ์รูปอื่น จึงต้องยอมรับด้วยประการทั้งปวง โดยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางคางตั้งแต่ปี 2490 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในปี 2513
ในทางด้านการปกครอง ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล และเลื่อนเป็นเจ้าคณะอำเภอ จนกระทั่งถึงวัยเกษียณอายุ จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอ

ในด้านการเผยแผ่ธรรม หลวงพ่อเสนาะเป็นพระที่ทันสมัย ใช้ธรรมะสั่งสอนชาวบ้าน ให้รู้จักทำมาหากินด้วยความสุจริต มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร มิให้ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข ใช้ชีวิตอย่างสมถะ และพอเพียง
หลวงพ่อเสนาะ ยังสั่งสอนให้ชาวบ้านได้เจริญภาวนาสมาธิ ให้ยึดมั่นในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามศีล 5 ศีล 8 หรืออุโบสถศีล อย่างเคร่งครัด ให้เป็นคนคิดดี ทำดี พูดดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน ถือเป็นผู้นำทางคุณธรรมศีลธรรมของชาวบ้านอย่างแท้จริง
เกียรติคุณของหลวงพ่อเสนาะ จึงเป็นที่รู้จักศรัทธาเลื่อมใส เป็นพระที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม


วัดบางคางคำว่า บางคาง นั้น เป็นคำในภาษาจีนแต้จิ๋ว ออกเสียงเรียกเมืองปราจีน ว่า มั่งคั้งเวลาออกเสียงทับศัพท์กับภาษาไทยกลายเป็นคำว่า บางคางไปในที่สุด
ความสำคัญของวัดบางคาง เคยเป็นที่ตั้งค่ายพักแรมกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และปัจจุบันมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่เพื่อเป็นอนุสรณ์ หน่วยงานราชการในจังหวัดปราจีนบุรี จะประกอบพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นประจำ ในวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี ณ วัดบางคาง แห่งนี้

วัดบางคาง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลรอบเมือง ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี มีอายุประมาณ 140 ปี เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่อกับสมัยธนบุรี คือ
   สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นดำรงยศเป็น พระยาวชิรปราการ ได้ออกจากกรุงศรีอยุธยามาทางทิศตะวันออก ถึงบ้านพรานนก จึงให้บรรดาทหารไปจัดหาเสบียงมาไว้ในกองทัพ ได้พบกับทหารพม่าที่รักษาเมืองปราจีนยกพลสวนทางมาจากบางคาง ได้เกิดปะทะกันขึ้น จากนั้นจึงยกพลไปทางนาเริ่งและเมืองนครนายก ผ่านด่านบ้านกบแจะต่อมาคือเมืองปจันตคาม ข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรีไปตั้งพักอยู่ทางชายดงศรีมหาโพธิ ฟากตะวันออก นอกจากนี้ บ้านบางคาง แขวงเมืองปราจีนดังกล่าว มีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองปราจีนแต่เดิม เหตุเพราะมีการสำรวจพบซากเมือง วัตถุโบราณและร่องรอยอื่นๆ อยู่บริเวณใกล้ๆ วัดบางคาง แม้ว่าร่องรอยต่างๆ จะถูกทำลายลงไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้มีการย้ายเมืองมาตั้งใหม่อยู่บริเวณกองกำกับการตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรีในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำปราจีน ประมาณ 200 เมตร และยังคงเห็นร่องรอยของซากกำแพงเมืองหลงเหลืออยู่
ภายในบริเวณวัดมี ถาวรวัตถุอยู่มาก เป็นที่ทรงคุณค่าทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ หรือ พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วิหาร พระพุทธรูปปางลีลาวัดบางคาง   พร้อมพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวา  พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช  
หอระฆังแปดเหลี่ยม   ซึ่งเป็นหอระฆังรูปทรงแปลก ล้อมรอบด้วยเสาหงส์รอบด้าน บนหอระฆังแขวนระฆังไว้หลายใบ บันไดทางขึ้นสร้างเอาไว้ในชั้นล่างมองจากด้านนอกไม่เห็น ยอดของหอระฆังก็สร้างได้อย่างสวยงาม


พระครูสุนทรธรรมประยุติ (หลวงพ่อเสนาะ) เป็นพระเถระที่มีอาวุโสสูงอีกรูปหนึ่งของเมืองปราจีนบุรี  มีความเมตตา มีศีลาจารวัตร ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดำรงตนอย่างสมถะเรียบง่าย เรื่องทำวัตรเช้า-เย็น ท่านกระทำเป็นประจำมิได้ขาด
ทุกวันพระ จะขึ้นศาลาการเปรียญเทศนาโปรดญาติโยมที่มาทำบุญ ซึ่งการเทศน์ของท่านนั้นไพเราะเสนาะหู สร้างความประทับใจและความศรัทธาให้แก่ผู้ได้ยินได้ฟังอย่างยิ่ง
บัดนี้ แม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่ความสมถะเรียบง่าย มักน้อย สันโดษ มีความเป็นอยู่แบบพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ยังคงอยู่ในศรัทธาของสาธุชนและศิษยานุศิษย์อย่างมิรู้เสื่อมคลาย

หลวงพ่อเสนาะ ปัญญาวโร ได้มรณภาพด้วยโรคชราและโรคมะเร็ง  โดยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 กรุงเทพฯ สิริอายุได้ 97 ปี  พรรษา 76 เมื่อเวลา 05.20 น.วันที่ 6 ก.พ. 2558 โดยมีการเคลื่อนย้ายศพจากกรุงเทพฯ มาตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา ในวันที่ 7 ก.พ. 2558 จากนั้น ประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ  พร้อมให้ศิษยานุศิษย์ ประชาชนเข้ารดน้ำศพ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป  โดยพลโท ประสงค์ ฟักสังข์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธี และมีพิธีบำเพ็ญกุศลจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 กพ. 2558 จนถึงวันจันทร์ที่ 16 ก.พ.2558 เวลา 19.30 น. แสดงพระธรรมเทศนา และ เวลา 20.00 น. สวดพระอภิธรรม


 วันอังคารที่ 17 ก.พ.2558 ประกอบพิธีบรรจุศพเก็บไว้เป็นเวลา 1 ปี เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิง ในวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. 2559 เวลา 16.30 น.

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

ความเป็นกลาง... มัฌชิมา!หลายครั้งที่เราคิดว่า เรานั้นเป็นกลาง!!แต่เปล่าเลย#! มันก็แค่คิดว่าเป็นเท่านั้น..สังเกตุได้ที...

Posted by ผู้ตั้งมั่น ในความเพียร on 5 มกราคม 2016

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สวดพระอภิธรรม ในงานศพ ทำไม?

พระอภิธรรม...
 การสวดพระอภิธรรมในงานศพ
 เรียบเรียงโดย นายวิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ 
คัดลอกจาก http://www.geocities.com/gogfox/aphithum2.html
 ทุกท่านคงจะพบคำว่า สวดพระอภิธรรม หรือ ตั้งศพสวดพระอภิธรรม ในบัตรเชิญหรือในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเชิญไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลแด่ท่านผู้วายชนม์อยู่บ่อย ๆ
..ที่ว่า สวดพระอภิธรรม นั้น เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ย่อมทราบดีแล้วว่าหมายถึงอะไร ตามหลักฐานของท่านผู้รู้กล่าวว่ามีการนำเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของพุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่าการบำเพ็ญกุศลในงานศพเพื่ออุทิศให้ ผู้วายชนม์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความกตัญญูต่อผู้วายชนม์ซึ่งจากไปไม่มีวันกลับ การที่ พุทธศาสนิกชนชาวไทยนำเอาคัมภีร์พระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเพณีนี้นั้นตามข้อสันนิษฐาน คงจะเกิดจากเหตุผลประการต่าง ๆ ดังนี้
.. ประการแรก เป็นเพราะ พระอภิธรรม ไม่กล่าวถึงสัตว์ ไม่กล่าวถึงบุคคล ไม่มีตัวตน เรา เขา แต่ทรงจำแนกธรรมออกเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต (ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล) ทรงกระจายสรีระกายซึ่งเป็นกลุ่มก้อนออกเป็นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง อินทรีย์ ๒๒ บ้าง อัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยซึ่งต้องมีการเสื่อมสลายไปตามสภาวะมิสามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไป การได้ฟังพระอภิธรรมจะทำให้ผู้ฟังน้อมนำมาเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้วายชนม์ ทำให้เห็นสัจจธรรมที่ แท้จริงของชีวิต ท่านโบราณบัณฑิตคงจะเห็นว่าในงานเช่นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ท่านผู้ฟังและท่านผู้ ร่วมบำเพ็ญกุศลในงานศพจะสามารถพิจารณาเห็นความจริงของชีวิตได้โดยง่าย จึงได้นำเอาพระอภิธรรมมาแสดงให้ฟัง 
...อีกประการหนึ่ง เพราะเห็นว่าในการตอบแทนพระคุณพุทธมารดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้เสด็จขึ้นไปทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาซึ่ง สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อบุพพการีอันได้แก่ มารดา บิดา ถึงแก่กรรมลง ท่านผู้เป็นบัณฑิตจึงได้นำเอาพระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ โดยถือว่าเป็นการสนองพระคุณมารดา บิดา ตามแบบอย่างพระจริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมา แม้ว่าท่านผู้วายชนม์จะมิใช่มารดาบิดาก็ตาม แต่การนำเอาพระอภิธรรมมาแสดงในงานศพก็ถือเป็นประเพณีไปแล้ว
... ประการสุดท้าย เพราะเชื่อว่า พระอภิธรรมเป็นคำสอนขั้นสูงที่มีเนื้อหาละเอียดลึกซึ้ง เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ หากนำมาแสดงในงานบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ผู้วายชนม์จะได้บุญมากการสวดพระอภิธรรมก็คือการนำเอาคำบาลีขึ้นต้นสั้น ๆ ในแต่ละคัมภีร์ของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์มาเรียงต่อกัน
..การสวดพระอภิธรรมนี้บางทีเรียกว่า สวดมาติกา ถ้าเป็นงานพระศพบุคคลสำคัญในราชวงศ์เรียกว่า พิธีสดับปกรณ์ ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า สัตตปกรณ์ อันหมายถึง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ นั่นเอง (สัตต = เจ็ด ปกรณ์ = คัมภีร์ ตำรา) ต่อมาภายหลังมีผู้รู้ได้นำเอาคาถาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ของพระอนุรุทธาจารย์มาสวดเป็นทำนอง สรภัญญะ (คือการสวดเป็นจังหวะสั้น ยาว) เรียกว่า สวดสังคหะ โดยนำเอาคำบาลีในตอนต้นและตอนท้ายของแต่ละปริจเฉท ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ปริจเฉทมาเรียงต่อกันเป็นบทสวด

อีกประการ..

ข้อควรรู้เกี่ยวกับพระอภิธรรม

คัดลอกและตัดตอนมาจาก หนังสือคู่มือฟังสวดพระอภิธรรม

โดย แผนกพัฒนาจิต มูลนิธิว่องวานิช

คัมภีร์สำคัญในพระพุทธศาสนาเรียกว่า พระไตรปิฎก มีอยู่ ๓ ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก, พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมเป็นคัมภีร์สำคัญที่สุด ลึกซึ้งที่สุด เข้าใจยากที่สุด และมีเนื้อหามากที่สุด โดยนับเป็นหัวข้อได้ถึง ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ในขณะที่พระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก มีปิฎกละ ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เท่านั้น
ประเพณีการสวดพระอภิธรรม
เนื่องด้วยในสมัยโบราณไม่นิยมใช้หนังสือบันทึกคำสอนหรือพระพุทธวจนะ แต่ใช้วิธีท่องจำต่อ ๆกันมา และพระพุทธวจนะหรือคำสอนนั้นก็เป็นสาระสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนาก็ว่าได้ จึงเกิดความจำเป็นขึ้นว่า เมื่อจะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่ นอกจากจะท่องจำคำสอนเป็นกิจวัตร และทำความเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องมีการสวดสาธยายธรรมกันเป็นประเพณีด้วย และการสาธยายธรรมนั้น ก็มีข้อน่าสังเกตดัวนี้
  • ๑.    เกี่ยวกับพระวินัยปิฎกนั้น ได้มีพระบัญญัติให้ท่องจำและทบทวนกันทุกกึ่งเดือน ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือ การลงอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์นั่นเอง (ต้องทำทุกวันขึ้น ๑๕ค่ำและ แรม ๑๕ค่ำ)
  • ๒.    ส่วนพระสุตตันตปิฎกนั้น ก็เกิดประเพณีที่อนุรักษ์ไว้ ๒ วิธีคือ
    • ๒.๑    การสวดพระธรรมเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา โดยถือว่าการสวดเป็นปริยัติศาสนา (การศึกษาเล่าเรียน)อย่างหนึ่ง เรียกว่าสาธยายธรรมได้แก่ประเพณีสวดมนต์ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเย็นทุกวันมิได้ขาด จึงเกิดมีหอสวดมนต์ ประจำวัดสืบมาจวบจนปัจจบัน
    • ๒.๒   การสวดพระปริตร เพื่อคุ้มครองป้องกันภัยอัตรายทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นประเพณีในการทำบุญ หรือบำเพ็ญกุศลต่างๆ เช่นงานฉลองหรืองานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นศิริมงคล บทสวดในงานดังกล่าวนี้ ก็นำข้อความสำคัญจากพระสุตตันตปิฎกนั่นเองมาเป็นแม่บท
  • ๓.    สำหรับพระอภิธรรมปิฎกนั้น จะนำมาสวดเฉพาะในงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานศพ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ แต่เนื้อหาที่แท้จริงล้วนเป็นคำสอนที่มุ่งสอนคนเป็น ไม่ใช่สวดให้คนตายฟัง และการสวดพระอภิธรรมนี้แบ่งเป็น ๒ ตอนคือ
    • ๓.๑   ในวันตั้งศพวันแรก และวันทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน และในเวลาก่อนประชุมเพลิง นิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรมเรียกว่าสวดมาติกาบังสุกุล ถ้าเป็นงานพระศพเจ้านายเรียกว่าพิธีสดัปกรณ์ซึ่งหดเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “สัตตปกรณ์” คือพระอภิธรรม ๗คัมภีร์ โดยออกเสียงเป็นรูปสันสกฤตว่า “สัปตปกรณ์” หรือ “สัปตัปประกรณ์”แล้วออกเสียงเพี้ยนเป็น “สตับปกรณ์”ดังกล่าวแล้ว
    • ๓.๒   ในตอนกลางคืนมีประเพณีสวดสังคหะเป็นทำนองสรภัญญะ(คือการสวดโดยใช้เสียงบริสุทธ์ เป็นจังหวะ สั้น-ยาว) โดยนำสวดเป็นภาษาบาลี หรือภาษามคธมาจากคัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะ ซึ่งเป็นคำภีร์ที่พระอนุรุทธเถระแต่งขึ้น โดยวิธีเก็บสาระสำคัญจากพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดมาจัดเป็นหมวดหมู่ใหม่เป็น ๙ ปริจเฉท หรือ ๙ บท และสาระสำคัญใน ๙ปริจเฉทนั้นก็เป็นเรื่องของการอธิบายปริมัตถธรรม หรือพุทธอภิปรัชญา ซึ่งโดยสรุปแล้วก็มีเนื้อหาเป็นหลักสำคัยเพียง ๔หัวข้อ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งท่านย่อให้จำง่าย ๆว่า จิ. เจ. รุ. นิ. เนื้อหาสาระสำคัญของพระอภิธัมมัตถสังคหะ ทั้ง ๙ ปริเฉท อธิบายโดยสรุปได้ดังนี้
คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะมี ๙ ปริเฉทคือ
ปริเฉทที่ ๑ชื่อว่า จิตตสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่องของจิต
ปริเฉทที่ ๒ชื่อว่า เจตสิกสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่องของเจตสิก
ปริเฉทที่ ๓ชื่อว่า ปกิณณกสัวคหวิภาคแจกแจงแสดงเรื่อง ธรรมะ
 คือเวทนา เหตุ กิจ ทวาร อารมณ์ และวัตถุ
ปริเฉทที่ ๔ชื่อว่า วิถีสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง วิถีจิต
ปริเฉทที่ ๕.ชื่อว่าวิถีมุตตสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง จิตที่ พ้น
 วิถีและธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกับจิตเหล่านั้น
ปริเฉทที่ ๖.ชื่อว่ารูปสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง รูปและนิพพาน
ปริเฉทที่ ๗.ชื่อว่าสมุจจยสังคหวิภาค แจกแจงเรื่อง ธรรมะที่
 สงเคราะห์เข้าเป็นหมวดเดียวกัน
ปริเฉทที่ ๘.ชื่อว่า ปัจจยสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่องธรรมที่อุป
 การะซึ่งกันและกัน และแสดงบัญญัติธรรมด้วย
ปริเฉทที่ ๙.ชื่อว่า กัมมัฏฐานสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง กัมมัฏ
 ฐาน ทั้ง สมถะ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน

คำแปลพระอภิธรรม ธมฺมสงฺ คณี
กุสลา ธฺมมา.
ธรรมทั้งหลายเป็นกุศล, คือ ไม่มีโทษ อันบัณฑิตติเตียน, มีสุขเป็นวิบากต่อไป
อกุสลา ธฺมา.
ธรรมทั้งหลายเป็นอกุศล, คือ มีโทษอันบัณฑิตติเตียน, มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
อพฺยากตา ธมฺมา
ธรรมทั้งหลายเป็นอัพยากฤต, คือท่านไม่พยากรณ์ว่าเป็นกุศลหรือ อกุศล คือเป็นธรรมกลาง ๆ
กตเม ธมฺมา กุสลา.
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน?
ยสฺมึ สมเย.
ในสมัยใด?
กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ.
จิตเป็นกุศลอันหยั่งลงสู่กามย่อมเกิดขึ้น.
โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ.
เป็นไปกับโสมนัส ประกอบพร้อมด้วยญาณ.
รูปารมฺมณํ วา.
ปรารภอารมณ์ คือรูป, หรือมีรูปเป็นอารมณ์บ้าง.
สทฺทารมฺมณํ วา.
ปรารภอารมณ์ คือเสียง,หรือมีเสียงเป็นอารมณ์บ้าง.
คนฺธารมฺมณํ วา
ปรารภอารมณ์ คือกลิ่น, หรือมีกลิ่นเป็นอารมณ์บ้าง.
รสารมฺมณํ วา
ปรารภอารมณ์ คือรส, หรือมีรสเป็นอารมณ์บ้าง.
โผฏฐพฺพารมฺมณํ วา.
ปรารภอารมณ์ คือ โผฏฐัพพะ สิ่งที่กายถูกต้อง,หรือมีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์บ้าง
ธมฺมารมฺมณํ วา
ปรารภอารมณ์ คือ ธรรม, เรื่องที่เกิดแก่ใจ,หรือมีธรรมเป็นอารมณ์บ้าง
ยํ ยํ วา ปนารพฺภ.
ปรารภอารมณ์ใด ๆบ้างก็ดี.
ตสฺมึ สมเย.
ในสมัยนั้น
ผสฺโส โหติ.
ความประจวบต้องกันแห่งอายตนะภายนอก,และวิญญาณ ยอมมี ฯลฯ
อวิกฺเขโป โหติ.
ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี.
เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา.
ก็หรือว่า ธรรมทั้งหลายอันไม่มีรูป, ที่อาศัยกันเกิดขึ้นแม้เหล่าอื่นใดมีอยู่ในสมัยนั้น
อิเม ธมฺมา กุสลา.
ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ธรรมยุติกนิกาย


ธรรมยุติกนิกาย หรือ คณะธรรมยุต เป็นคณะสงฆ์ที่พระวชิรญาณเถระทรงตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูศาสนาพุทธในสยาม และแก้ไขวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผนวชอยู่นั้น ได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานทำให้มีพระวิจารณญาณเกี่ยวกับความเป็นมาของพระพุทธศาสนา และความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
เนื่องด้วยเหตุที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียเมืองแก่พม่า กลุ่มที่มีบทบาทมากกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของพระฝาง ซึ่งผู้นำเป็นพระภิกษุ แต่จับอาวุธ และใช้วิชาอาคมเพื่อการสู้รบ กระทำการเช่นกับนักรบ มีพระภิกษุมากมายที่เป็นสมาชิก เป็นกลุ่มใหญ่มีกำลังพลมาก ทำให้ภาพพจน์ของพระภิกษุในสมัยนั้น เป็นที่เสื่อมศรัทธาของประชาชน แม้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทำการฟื้นฟูศาสนาไปแล้วในเบื้องต้น แต่ภาพที่ผู้คนประชาชนในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
 เป็นเหตุให้รัชกาลที่๔ ในขณะทรงผนวชมีพระราชดำริในอันที่จะฟื้นฟูการสั่งสอนพระพุทธศาสนา และการประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยตามที่ได้ทรงศึกษา และทรงพิจารณาสอบสวนจนเป็นที่แน่แก่พระราชหฤทัยว่าถูกต้องเป็นจริงอย่างไร แล้วพระองค์ได้ทรงนำประพฤติปฏิบัติขึ้นก่อน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทรงเริ่มแก้ไขที่พระองค์เองเป็นอันดับแรก ต่อมาเมื่อมีบุคคลอื่นเห็นชอบและนิยมตาม จึงได้มีผู้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์ขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดเป็นพระสงฆ์หมู่หนึ่ง หรือนิกายหนึ่ง ที่ได้ชื่อในภายหลังว่า ธรรมยุติกนิกาย หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ธรรมยุต” อันมีความหมายว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม หรือชอบด้วยธรรม หรือยุติตามธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระสงฆ์นี้เกิดขึ้นด้วยมุ่งแสวงหาว่า ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (คือคำสั่งสอนของพระศาสดา) แล้วปฏิบัติข้อนั้น เว้นข้อที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นสัตถุศาสน์ แม้จะเป็นอาจินปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติตามกันมาแต่ผิดพระธรรมวินัย) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มีสาระสำคัญคือได้ยกสถานะคณะธรรมยุติ ให้เป็นนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ธรรมยุติกนิกาย ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปและฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ให้มีความถูกต้องและเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นความพยายามของพระวชิรญาณเถระเพื่อช่วยปฏิรูปการคณะสงฆ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย

การก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นสาเหตุทำให้พระสงฆ์เถรวาทอื่นซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ได้มีการประชุมและมีมติให้เรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ว่า "มหานิกาย"

วิธีทำอุโบสถ ๓ อย่าง

วิธีทำอุโบสถ ๓ อย่าง
๑. สวดปาติโมกข์
             [๑๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่งถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป
จึงภิกษุเหล่านั้นได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุต้องทำอุโบสถ ดังนี้
ก็พวกเรามีอยู่เพียง ๔ รูป จะพึงทำอุโบสถอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป สวด
ปาติโมกข์.
๒. ทำปาริสุทธิอุโบสถ
             สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่งถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น
ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป สวดปาติโมกข์ ก็พวกเรามีอยู่
เพียง ๓ รูป จะพึงทำอุโบสถอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค
รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๓ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถแก่กัน.
วิธีทำปาริสุทธิอุโบสถสำหรับภิกษุ ๓ รูป
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงทำปาริสุทธิอุโบสถ อย่างนี้.
             ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ญัตติกรรมวาจา
             ท่านทั้งหลายเจ้าข้า ขอจงฟังข้าพเจ้า อุโบสถวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพร้อมพรั่งของ
ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำปาริสุทธิอุโบสถแก่กันเถิด.
             ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า:-
คำบอกความบริสุทธิ์
             ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
             ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้วบอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า:-
             ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
             สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น
ได้มีความปริวิตกว่า  พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูปสวดปาติโมกข์  ให้ภิกษุ ๓ รูป
ทำปาริสุทธิอุโบสถแก่กัน  ก็พวกเรามีเพียง ๒ รูป  จะพึงทำอุโบสถอย่างไรหนอ จึงกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
อนุญาตให้ภิกษุ ๒ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ.
วิธีทำปาริสุทธิอุโบสถสำหรับภิกษุ ๒ รูป
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงทำปาริสุทธิอุโบสถอย่างนี้:-
             ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว บอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้นวกะอย่างนี้ว่า:-
คำบอกความบริสุทธิ์
             ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
             ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว บอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้เถระอย่างนี้ว่า:-
คำบอกความบริสุทธิ์
             ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
             ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
๓. อธิษฐานอุโบสถ
             สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่รูปเดียว จึงภิกษุนั้นได้มีความ
ปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป สวดปาติโมกข์ ให้ภิกษุ ๓ รูปทำปาริสุทธิ-
*อุโบสถแก่กัน ให้ภิกษุ ๒ รูป  ทำปาริสุทธิอุโบสถ ก็เรามีอยู่เพียงรูปเดียว จะพึงทำอุโบสถ
อย่างไรหนอ.  ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.  พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุในศาสนานี้อยู่รูปเดียว.
ภิกษุนั้นพึงกวาดสถานที่เป็นที่ไปมาแห่งภิกษุทั้งหลาย คือจะเป็นโรงฉัน มณฑป หรือโคนต้นไม้
ก็ตาม  แล้วตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ ปูอาสนะ ตามประทีปไว้ แล้วนั่งรออยู่.  ถ้ามีภิกษุเหล่าอื่นมา
พึงทำอุโบสถร่วมกับพวกเธอ ถ้าไม่มีมา พึงอธิษฐานว่า  วันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา ถ้าไม่
อธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่ง
มา แล้ว ๓ รูปสวดปาติโมกข์ไม่ได้  ถ้าขืนสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่ง
มา แล้ว ๒ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถไม่ได้  ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่ง
มา แล้วอีกรูปหนึ่งอธิษฐานไม่ได้  ถ้าขืนอธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.

ประเภทของอุโบสถ
ถ้ามีภิกษุ 4 รูปขึ้นไป ให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง

ปาริสุทธิอุโบสถ ภิกษุ 3 รูป

ภิกษุผู้ฉลาด พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบ ด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้

“สุณันตุ เม ภันเต อายัส๎มันตา อัชชุโปสะโถ ปัณณะระโส, ยะทายัส๎มันตานัง ปัตตะกัลลัง,มะยัง อัญญะมัญญัง ปะริสุทธิอุโปสะถัง กะเรยยามะ.

ท่านทั้งหลายเจ้าข้า ขอจงฟังข้าพเจ้า อุโบสถวันนี้ที่ 15 ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำปาริสุทธิอุโบสถกันเถิด.”

(ถ้าผู้สวดแก่กว่า พึงว่า อาวุโส แทน ภันเต)

(ถ้า 14 ค่ำ พึงเปลี่ยน ปัณณะระโส เป็น จาตุททะโส)

ภิกษุผู้เถระ พึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า

“ปะริสุทโธ อะหัง อาวุโส, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.

ฉันบริสุทธิ์แล้วเธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)

ภิกษุนวกะ พึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้น ดังนี้

“ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.

ผมบริสุทธิ์แล้่วขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)

ปาริสุทธิอุโปสถภิกษุ 2 รูป

ภิกษุผู้เถระ พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้นวกะอย่างนี้ว่า

“ปะริสุทโธ อะหัง อาวุโส, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรหิ.

ฉันบริสุทธิ์แล้วเธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)

ภิกษุผู้นวกะ พึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้เถระอย่างนี้ว่า

“ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.

ผมบริสุทธิ์แล้วขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)

อธิษฐานอุโปสถ

ภิกษุนั้ง พึงกวาดสถานที่เป็นที่ไปมา แห่งภิกษุทั้งหลาย คือจะเป็นโรงฉัน มณฑป หรือโคนไม้ก็ตาม แล้วตั้งน้ำฉัน น้ำใ้ช้ ปูอาสนะ ตามประทีปไว้แล้วนั่งรออยู่ ถ้าภิกษุเหล่าอื่นมา พึงทืำอุโบสถ ร่วมกับพวกเธอ ถ้าไม่มีมา พึงอธิษฐานว่า

“อัชชะ เม อุโปสะโถ

วันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา”(3 หน)

ถ้าไม่อธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.