หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ฟังธรรมะ
- YouTube ธรรมะ
- บทกลอนธรรม
- อ่าน-หลวงปู่ฝากไว้
- โปรแกรมคำนวณ
- พระอานนท์พุทธอนุชา
- ธรรมะครูบาอาจารย์
- พระไตรปิฎก
- ธรรมประวัติหลวงปู่จาม
- ฟังสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
- ธรรมบท
- ปฏิทินปักขคณนา ๒๕๖๕ มหามกุฏราชวิทยาลัย
- ปฏิทินปักขคณนา ๒๕๖๔ มหามกุฏราชวิทยาลัย
- หนังสือสวดมนต์วัดเขาถ้ำเทพพิทักษ์
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559
พระครูสุนทรธรรมประยุต
พิธีศพ หลวงพ่อเสนาะ วัดบางคาง
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559
ความเป็นกลาง... มัฌชิมา!หลายครั้งที่เราคิดว่า เรานั้นเป็นกลาง!!แต่เปล่าเลย#! มันก็แค่คิดว่าเป็นเท่านั้น..สังเกตุได้ที...
Posted by ผู้ตั้งมั่น ในความเพียร on 5 มกราคม 2016
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558
สวดพระอภิธรรม ในงานศพ ทำไม?
การสวดพระอภิธรรมในงานศพ
เรียบเรียงโดย นายวิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ
คัดลอกจาก http://www.geocities.com/gogfox/aphithum2.html
ทุกท่านคงจะพบคำว่า สวดพระอภิธรรม หรือ ตั้งศพสวดพระอภิธรรม ในบัตรเชิญหรือในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเชิญไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลแด่ท่านผู้วายชนม์อยู่บ่อย ๆ
..ที่ว่า สวดพระอภิธรรม นั้น เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ย่อมทราบดีแล้วว่าหมายถึงอะไร ตามหลักฐานของท่านผู้รู้กล่าวว่ามีการนำเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของพุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่าการบำเพ็ญกุศลในงานศพเพื่ออุทิศให้ ผู้วายชนม์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความกตัญญูต่อผู้วายชนม์ซึ่งจากไปไม่มีวันกลับ การที่ พุทธศาสนิกชนชาวไทยนำเอาคัมภีร์พระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเพณีนี้นั้นตามข้อสันนิษฐาน คงจะเกิดจากเหตุผลประการต่าง ๆ ดังนี้
.. ประการแรก เป็นเพราะ พระอภิธรรม ไม่กล่าวถึงสัตว์ ไม่กล่าวถึงบุคคล ไม่มีตัวตน เรา เขา แต่ทรงจำแนกธรรมออกเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต (ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล) ทรงกระจายสรีระกายซึ่งเป็นกลุ่มก้อนออกเป็นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง อินทรีย์ ๒๒ บ้าง อัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยซึ่งต้องมีการเสื่อมสลายไปตามสภาวะมิสามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไป การได้ฟังพระอภิธรรมจะทำให้ผู้ฟังน้อมนำมาเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้วายชนม์ ทำให้เห็นสัจจธรรมที่ แท้จริงของชีวิต ท่านโบราณบัณฑิตคงจะเห็นว่าในงานเช่นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ท่านผู้ฟังและท่านผู้ ร่วมบำเพ็ญกุศลในงานศพจะสามารถพิจารณาเห็นความจริงของชีวิตได้โดยง่าย จึงได้นำเอาพระอภิธรรมมาแสดงให้ฟัง
...อีกประการหนึ่ง เพราะเห็นว่าในการตอบแทนพระคุณพุทธมารดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้เสด็จขึ้นไปทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาซึ่ง สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อบุพพการีอันได้แก่ มารดา บิดา ถึงแก่กรรมลง ท่านผู้เป็นบัณฑิตจึงได้นำเอาพระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ โดยถือว่าเป็นการสนองพระคุณมารดา บิดา ตามแบบอย่างพระจริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมา แม้ว่าท่านผู้วายชนม์จะมิใช่มารดาบิดาก็ตาม แต่การนำเอาพระอภิธรรมมาแสดงในงานศพก็ถือเป็นประเพณีไปแล้ว
... ประการสุดท้าย เพราะเชื่อว่า พระอภิธรรมเป็นคำสอนขั้นสูงที่มีเนื้อหาละเอียดลึกซึ้ง เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ หากนำมาแสดงในงานบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ผู้วายชนม์จะได้บุญมากการสวดพระอภิธรรมก็คือการนำเอาคำบาลีขึ้นต้นสั้น ๆ ในแต่ละคัมภีร์ของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์มาเรียงต่อกัน
..การสวดพระอภิธรรมนี้บางทีเรียกว่า สวดมาติกา ถ้าเป็นงานพระศพบุคคลสำคัญในราชวงศ์เรียกว่า พิธีสดับปกรณ์ ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า สัตตปกรณ์ อันหมายถึง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ นั่นเอง (สัตต = เจ็ด ปกรณ์ = คัมภีร์ ตำรา) ต่อมาภายหลังมีผู้รู้ได้นำเอาคาถาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ของพระอนุรุทธาจารย์มาสวดเป็นทำนอง สรภัญญะ (คือการสวดเป็นจังหวะสั้น ยาว) เรียกว่า สวดสังคหะ โดยนำเอาคำบาลีในตอนต้นและตอนท้ายของแต่ละปริจเฉท ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ปริจเฉทมาเรียงต่อกันเป็นบทสวด
อีกประการ..
ข้อควรรู้เกี่ยวกับพระอภิธรรม
คัดลอกและตัดตอนมาจาก หนังสือคู่มือฟังสวดพระอภิธรรม
โดย แผนกพัฒนาจิต มูลนิธิว่องวานิช
- ๑. เกี่ยวกับพระวินัยปิฎกนั้น ได้มีพระบัญญัติให้ท่องจำและทบทวนกันทุกกึ่งเดือน ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือ การลงอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์นั่นเอง (ต้องทำทุกวันขึ้น ๑๕ค่ำและ แรม ๑๕ค่ำ)
- ๒. ส่วนพระสุตตันตปิฎกนั้น ก็เกิดประเพณีที่อนุรักษ์ไว้ ๒ วิธีคือ
- ๒.๑ การสวดพระธรรมเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา โดยถือว่าการสวดเป็นปริยัติศาสนา (การศึกษาเล่าเรียน)อย่างหนึ่ง เรียกว่าสาธยายธรรมได้แก่ประเพณีสวดมนต์ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเย็นทุกวันมิได้ขาด จึงเกิดมีหอสวดมนต์ ประจำวัดสืบมาจวบจนปัจจบัน
- ๒.๒ การสวดพระปริตร เพื่อคุ้มครองป้องกันภัยอัตรายทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นประเพณีในการทำบุญ หรือบำเพ็ญกุศลต่างๆ เช่นงานฉลองหรืองานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นศิริมงคล บทสวดในงานดังกล่าวนี้ ก็นำข้อความสำคัญจากพระสุตตันตปิฎกนั่นเองมาเป็นแม่บท
- ๓. สำหรับพระอภิธรรมปิฎกนั้น จะนำมาสวดเฉพาะในงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานศพ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ แต่เนื้อหาที่แท้จริงล้วนเป็นคำสอนที่มุ่งสอนคนเป็น ไม่ใช่สวดให้คนตายฟัง และการสวดพระอภิธรรมนี้แบ่งเป็น ๒ ตอนคือ
- ๓.๑ ในวันตั้งศพวันแรก และวันทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน และในเวลาก่อนประชุมเพลิง นิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรมเรียกว่าสวดมาติกาบังสุกุล ถ้าเป็นงานพระศพเจ้านายเรียกว่าพิธีสดัปกรณ์ซึ่งหดเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “สัตตปกรณ์” คือพระอภิธรรม ๗คัมภีร์ โดยออกเสียงเป็นรูปสันสกฤตว่า “สัปตปกรณ์” หรือ “สัปตัปประกรณ์”แล้วออกเสียงเพี้ยนเป็น “สตับปกรณ์”ดังกล่าวแล้ว
- ๓.๒ ในตอนกลางคืนมีประเพณีสวดสังคหะเป็นทำนองสรภัญญะ(คือการสวดโดยใช้เสียงบริสุทธ์ เป็นจังหวะ สั้น-ยาว) โดยนำสวดเป็นภาษาบาลี หรือภาษามคธมาจากคัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะ ซึ่งเป็นคำภีร์ที่พระอนุรุทธเถระแต่งขึ้น โดยวิธีเก็บสาระสำคัญจากพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดมาจัดเป็นหมวดหมู่ใหม่เป็น ๙ ปริจเฉท หรือ ๙ บท และสาระสำคัญใน ๙ปริจเฉทนั้นก็เป็นเรื่องของการอธิบายปริมัตถธรรม หรือพุทธอภิปรัชญา ซึ่งโดยสรุปแล้วก็มีเนื้อหาเป็นหลักสำคัยเพียง ๔หัวข้อ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งท่านย่อให้จำง่าย ๆว่า จิ. เจ. รุ. นิ. เนื้อหาสาระสำคัญของพระอภิธัมมัตถสังคหะ ทั้ง ๙ ปริเฉท อธิบายโดยสรุปได้ดังนี้
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ธรรมยุติกนิกาย
ธรรมยุติกนิกาย หรือ คณะธรรมยุต เป็นคณะสงฆ์ที่พระวชิรญาณเถระทรงตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูศาสนาพุทธในสยาม และแก้ไขวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผนวชอยู่นั้น ได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานทำให้มีพระวิจารณญาณเกี่ยวกับความเป็นมาของพระพุทธศาสนา และความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
เนื่องด้วยเหตุที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียเมืองแก่พม่า กลุ่มที่มีบทบาทมากกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของพระฝาง ซึ่งผู้นำเป็นพระภิกษุ แต่จับอาวุธ และใช้วิชาอาคมเพื่อการสู้รบ กระทำการเช่นกับนักรบ มีพระภิกษุมากมายที่เป็นสมาชิก เป็นกลุ่มใหญ่มีกำลังพลมาก ทำให้ภาพพจน์ของพระภิกษุในสมัยนั้น เป็นที่เสื่อมศรัทธาของประชาชน แม้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทำการฟื้นฟูศาสนาไปแล้วในเบื้องต้น แต่ภาพที่ผู้คนประชาชนในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
เป็นเหตุให้รัชกาลที่๔ ในขณะทรงผนวชมีพระราชดำริในอันที่จะฟื้นฟูการสั่งสอนพระพุทธศาสนา และการประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยตามที่ได้ทรงศึกษา และทรงพิจารณาสอบสวนจนเป็นที่แน่แก่พระราชหฤทัยว่าถูกต้องเป็นจริงอย่างไร แล้วพระองค์ได้ทรงนำประพฤติปฏิบัติขึ้นก่อน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทรงเริ่มแก้ไขที่พระองค์เองเป็นอันดับแรก ต่อมาเมื่อมีบุคคลอื่นเห็นชอบและนิยมตาม จึงได้มีผู้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์ขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดเป็นพระสงฆ์หมู่หนึ่ง หรือนิกายหนึ่ง ที่ได้ชื่อในภายหลังว่า ธรรมยุติกนิกาย หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ธรรมยุต” อันมีความหมายว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม หรือชอบด้วยธรรม หรือยุติตามธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระสงฆ์นี้เกิดขึ้นด้วยมุ่งแสวงหาว่า ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (คือคำสั่งสอนของพระศาสดา) แล้วปฏิบัติข้อนั้น เว้นข้อที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นสัตถุศาสน์ แม้จะเป็นอาจินปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติตามกันมาแต่ผิดพระธรรมวินัย) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มีสาระสำคัญคือได้ยกสถานะคณะธรรมยุติ ให้เป็นนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ธรรมยุติกนิกาย ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปและฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ให้มีความถูกต้องและเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นความพยายามของพระวชิรญาณเถระเพื่อช่วยปฏิรูปการคณะสงฆ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย
การก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นสาเหตุทำให้พระสงฆ์เถรวาทอื่นซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ได้มีการประชุมและมีมติให้เรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ว่า "มหานิกาย"
วิธีทำอุโบสถ ๓ อย่าง
วิธีทำอุโบสถ ๓ อย่าง
๑. สวดปาติโมกข์
[๑๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่งถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป
จึงภิกษุเหล่านั้นได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุต้องทำอุโบสถ ดังนี้
ก็พวกเรามีอยู่เพียง ๔ รูป จะพึงทำอุโบสถอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป สวด
ปาติโมกข์.
๒. ทำปาริสุทธิอุโบสถ
สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่งถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น
ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป สวดปาติโมกข์ ก็พวกเรามีอยู่
เพียง ๓ รูป จะพึงทำอุโบสถอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค
รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๓ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถแก่กัน.
วิธีทำปาริสุทธิอุโบสถสำหรับภิกษุ ๓ รูป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงทำปาริสุทธิอุโบสถ อย่างนี้.
ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ญัตติกรรมวาจา
ท่านทั้งหลายเจ้าข้า ขอจงฟังข้าพเจ้า อุโบสถวันนี้ที่ ๑๕ ถ้าความพร้อมพรั่งของ
ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำปาริสุทธิอุโบสถแก่กันเถิด.
ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า:-
คำบอกความบริสุทธิ์
ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้วบอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า:-
ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น
ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูปสวดปาติโมกข์ ให้ภิกษุ ๓ รูป
ทำปาริสุทธิอุโบสถแก่กัน ก็พวกเรามีเพียง ๒ รูป จะพึงทำอุโบสถอย่างไรหนอ จึงกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
อนุญาตให้ภิกษุ ๒ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ.
วิธีทำปาริสุทธิอุโบสถสำหรับภิกษุ ๒ รูป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงทำปาริสุทธิอุโบสถอย่างนี้:-
ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว บอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้นวกะอย่างนี้ว่า:-
คำบอกความบริสุทธิ์
ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ฉันบริสุทธิ์แล้ว เธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว บอกความ
บริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้เถระอย่างนี้ว่า:-
คำบอกความบริสุทธิ์
ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว
ผมบริสุทธิ์แล้ว ขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว.
๓. อธิษฐานอุโบสถ
สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุอยู่รูปเดียว จึงภิกษุนั้นได้มีความ
ปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป สวดปาติโมกข์ ให้ภิกษุ ๓ รูปทำปาริสุทธิ-
*อุโบสถแก่กัน ให้ภิกษุ ๒ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ ก็เรามีอยู่เพียงรูปเดียว จะพึงทำอุโบสถ
อย่างไรหนอ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ มีภิกษุในศาสนานี้อยู่รูปเดียว.
ภิกษุนั้นพึงกวาดสถานที่เป็นที่ไปมาแห่งภิกษุทั้งหลาย คือจะเป็นโรงฉัน มณฑป หรือโคนต้นไม้
ก็ตาม แล้วตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ ปูอาสนะ ตามประทีปไว้ แล้วนั่งรออยู่. ถ้ามีภิกษุเหล่าอื่นมา
พึงทำอุโบสถร่วมกับพวกเธอ ถ้าไม่มีมา พึงอธิษฐานว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา ถ้าไม่
อธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่ง
มา แล้ว ๓ รูปสวดปาติโมกข์ไม่ได้ ถ้าขืนสวด ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่ง
มา แล้ว ๒ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถไม่ได้ ถ้าขืนทำ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จะนำปาริสุทธิของภิกษุรูปหนึ่ง
มา แล้วอีกรูปหนึ่งอธิษฐานไม่ได้ ถ้าขืนอธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.
ประเภทของอุโบสถ
ถ้ามีภิกษุ 4 รูปขึ้นไป ให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง
ปาริสุทธิอุโบสถ ภิกษุ 3 รูป
ภิกษุผู้ฉลาด พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบ ด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้
“สุณันตุ เม ภันเต อายัส๎มันตา อัชชุโปสะโถ ปัณณะระโส, ยะทายัส๎มันตานัง ปัตตะกัลลัง,มะยัง อัญญะมัญญัง ปะริสุทธิอุโปสะถัง กะเรยยามะ.
ท่านทั้งหลายเจ้าข้า ขอจงฟังข้าพเจ้า อุโบสถวันนี้ที่ 15 ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงทำปาริสุทธิอุโบสถกันเถิด.”
(ถ้าผู้สวดแก่กว่า พึงว่า อาวุโส แทน ภันเต)
(ถ้า 14 ค่ำ พึงเปลี่ยน ปัณณะระโส เป็น จาตุททะโส)
ภิกษุผู้เถระ พึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า
“ปะริสุทโธ อะหัง อาวุโส, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.
ฉันบริสุทธิ์แล้วเธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)
ภิกษุนวกะ พึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุเหล่านั้น ดังนี้
“ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.
ผมบริสุทธิ์แล้่วขอรับ ขอท่านทั้งหลายจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)
ปาริสุทธิอุโปสถภิกษุ 2 รูป
ภิกษุผู้เถระ พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้นวกะอย่างนี้ว่า
“ปะริสุทโธ อะหัง อาวุโส, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรหิ.
ฉันบริสุทธิ์แล้วเธอ ขอเธอจำฉันว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)
ภิกษุผู้นวกะ พึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วบอกความบริสุทธิ์ของตน ต่อภิกษุผู้เถระอย่างนี้ว่า
“ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ.
ผมบริสุทธิ์แล้วขอรับ ขอท่านจำผมว่า ผู้บริสุทธิ์แล้ว” (3 หน)
อธิษฐานอุโปสถ
ภิกษุนั้ง พึงกวาดสถานที่เป็นที่ไปมา แห่งภิกษุทั้งหลาย คือจะเป็นโรงฉัน มณฑป หรือโคนไม้ก็ตาม แล้วตั้งน้ำฉัน น้ำใ้ช้ ปูอาสนะ ตามประทีปไว้แล้วนั่งรออยู่ ถ้าภิกษุเหล่าอื่นมา พึงทืำอุโบสถ ร่วมกับพวกเธอ ถ้าไม่มีมา พึงอธิษฐานว่า
“อัชชะ เม อุโปสะโถ
วันนี้เป็นวันอุโบสถของเรา”(3 หน)
ถ้าไม่อธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.















