วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

โคลงโลกนิติ โดย ท่านเจ้าคุณอุบาลี


โลกนิติ  คำกาพย์ภาษาลาว
   นโมนมาวันทาวันถ่อง              น้อมเกล้าก่องไหว้แก้วทั้งสาม
  ไหว้อินทร์พรหมเทวาทุกหมู่        ขอไหว้ขู่ครูเค่าผู้สอน
  ไหว้บิดามารดรก่อเกษ             คุณวิเศษส่อยแต่งคำสอน
  ขอวิงวอนอินทร์พรหมส่อยซี้       คุณพุ่นพี่ข้าไหว้ข้าวอน
  ส่อยแต่งกลอนบูฮานไว้แบบ       บ่คับแคบมคธบาลี
  หลายพันปีสูดเฮียนมีน้อย          ความฮู่ส่วยเสื่อมสิ้นสูญหาย
  คนทั้งหลายแปลธรรมบ่ได้         ความทุกข์ไฮ่บังเกิดกวมจิต
  ทำการผิดคำสอนนักปราชญ์       บ่ฉลาดความฮู่บ่มี
  บ่มีศรีไปมาจักแห่ง                 เฮาจักแต่งแปลจากบาลี
  ในคัมภีร์ชื่อโลกะนิติ์               บ่ให้ผิดใจความฟังง่าย
  บ่ซื้อจ่ายแต่งไว้เป็นทาน           สืบลูกหลานต่อวงศ์เมือหน้า
  ลูกหลานข้าฟังแล้วหิ่นตรอง      เฮ็ดถืกคองฮุ่งเฮืองใจกว้าง
  เฮาผู้เว่าตนแต่งภาษิต             ญาณรักขิตนามหลวงชื่อตั้ง
  สถิตฮั้งอาวาสของหลวง          นามกรบรมนิวาส
  เป็นนักปราชญ์เหตุพระมหินทร์    ปรมินทร์มกุฏกรุงเทพฯ
  บ่อวดอ้างเฮียนฮู่สู่เชิง            คึดฮ่ำเพิงลูกหลานชาติเกิด
  นามแต่เค่าเฮาชื่อมหาจันทร์     เกิดอุบลหนองไหลบ้านเก่า
  คึดเหล่าเหล่าเถิงลูกเถิงหลาน   เถิงกุมารเกิดมาภายซ่อย
  ความฮู้น้อยขายหน้าบ่หาย       ความจิบหายสืบวงศ์บ่มั่ว
  เฮาสืบพ้อความฮู้เพิ่นสอน      เป็นคำกลอนบาลีฟังยาก
  สู่ลำบากเพียรแก้แต่งสาร       ให้ลูกหลานฮ่ำเฮียนจำไว้
  ไผจำได้วงศ์เชื้อส่าลือ          ไผนับถือสูตรเฮียนฮักใค่
  ไผขาบไหว้นอบนบบูชา       เกิดปัญญาฮุ่งเฮืองคนย่อง
ให้พี่น้องไผพ้อหมั่นฟังพ่อเนอ

 ๑. ตนผู้ข้าพุทธโฆสา             ไหว้วันทาพุทโธองค์เลิศ
   ประเสริฐพ้นนักปราชญ์บัณฑิต จักภาษิตคำสอนต่างๆ
มีหลายอย่างต่างๆ คัมภีร์ ด้วยวิธีภาษามคธ.
 ๒. แต่งเป็นบทคำสอนส่องโลก     เป็นประโยชน์ส่องโลกทั้งสาม
ข้อดีงามหามาติดต่อ                  เป็นดังก่อทางไว้ให้เดิน
 ๓. ปากใดเกินบ่มีความฮู่      มักลบหลู่คำหม่วนจิบหาย
มีอุบายย้อมแดงด้วยหมาก      ปากอันนั้นนักปราชญ์นินทา
มันเกิดมามีปากเสียเปล่า       เหมือนปากเต่าปากกุ้งปากหอย
 ๔. ปากอันใดเฮียนธรรมฮู่มาก      บ่ลำบากฟังหม่วนเย็นใจ
ปากนำไผเยือกเย็นคือน้ำ            นักปราชญ์เจ้าย่อย่องว่าดี
ปากมีศรีฮุ่งเฮืองวิลาส                ปากสะอาดคุณล้นบ่ซาม
 ๕. ของบ่งามมีนามหลายอย่าง      สระเปล่าว่างหาน้ำบ่มี
เป็นบูรีหาพระยาบ่ได้                 เป็นต้นไม้ใบเหี้ยนหล่าสม
เป็นงัวนมฮีดน้ำบ่ย้อย                เป็นสาวจ้อยปะไป่เปลือยโต
นะหิโสบ่งามความเปรียบ             เพิ่นเทียบไว้คือดังวาจา
คำมุสาโกธาส่อเสียด                ให้เพิ่นเคียดงามน้อยบ่มี
 ๖. เจ้ามะตีบัณฑิตฉลาด        อย่าประมาทจำยอดคำสอน
เป็นอาภรณ์กลางคนหับปาก     ดังคำหมากหับปากเพิ่นเป็น
 ๗. รสของเย็นเฮาเห็นมีมาก      รสฟองน้ำรสแก่นจันทน์แดง
บ่คางแคงรสเงาฮ่มไม้              รสหนึ่งได้แสงส่องเดือนดาว
เป็นรสเย็นทั่วกันคนฮู้              เย็นบ่สู้เสียงหม่วนคำสอน
 ๘. รสของหวานชอบกัน         บ่น้อย รสหนึ่งอ้อยรสหนึ่งนารี
เป็นรสดีกินหลายฮู่อิ่ม            ของบ่อิ่มรสยอดคำสอน
บ่ห่อนถอนยิ่งกินยิ่งแซบ          บ่คับแคบฟังได้ยิ่งหวาน
 ๙. รสสงสารกินเมาทั้งค่าย      รสบ่ฮ่ายกันแก่เจ็บตาย
อธิบายสองอันเพิ่นชี้               รสหนึ่งนี่คำเฒ่าสั่งสอน
รสที่สองคำสอนนักปราชญ์       เพิ่นฉลาดชี้ช่องนีรพาน
 ๑๐. วิชาการเฮียนเอาบ่ได้     เพิ่นกล่าวไว้มี ๗ ประการ
เดียรฉานกับคนประมาท        คนขี้คร้านมักหลับมักนอน
คนอาทรป่วยโซพยาธิ์           คนอุบาทว์มักง่ายในกิจ
คนเห็นผิดทำการบ่เบื่อ        คนบ่เชื่อบ่ชอบวิชา
 ๑๑. เป็นศิษย์หาให้ครูเห็นชอบ     ให้ประกอบคุณไว้ ๕ อัน
อย่าดื้อดันนอนหลังตื่นก่อน          อุปฐากอย่างผ่อนเพียรทำ
อย่าเถียงคำครูบาสอนง่าย            อย่าเบี่ยงบ่ายหลบหลีกการงาน
พระอาจารย์สอนธรรมให้ฮู่           อดสาสู้ใจน้อมหมั่นเพียร
 ๑๒. อุสาห์เฮียนอย่าหลงมักมาก  เฮียนสมอยากความฮู่บ่จำ
ศิษย์อธรรมดังคนปากกืก           ฝันเห็นถืกมันแก้บ่เป็น
อุปมาคนเฮียนธรรมมาก            เฮียนแต่ปากคำฮู่บ่สิง
ฝูงชายหญิงถามหาความเว้า        เฮ็ดเค่าเม่าขายหน้าทั่วดิน
 ๑๓. ศาสตรศิลป์คือตัวความฮู่       อยู่ในตู้ในพับในลาน
บ่แก่นสารต้องการบ่ได้                คือเฮาไว้ฝากทรัพย์เงินคำ
วางประจำในมือคนอื่น                 ยากพ้นหลื่นคาวฮ่อนแล่นหา
 ๑๔. ปฤษณาสองอันฟังยาก         พากหนึ่งนั้นยกย่องยอคุณ
แห่งศัตรูตนชังเคืองเคียด             พากหนึ่งนั้นด่าเสียดครูตน
กรรมให้ผลเกิ่งกันเสมอภาค         ใจกับปากบิดเลี้ยวต่างกัน
 ๑๕. ความสำคัญกระจกว่าแก้ว     คันพบแก้วกับว่ากระจก
สัตว์นาฮกหาศีลบ่ได้                เพิ่นกล่าวไว้ฝูงนั้นใช่คน
ผู้เป็นบัณฑิตนักปราชญ์             เพิ่นองอาจยืนไว้ถ้อยคำ
เห็นกระจกกระจกบ่แค่ว             เห็นหน่วยแก้วยืนแก้วบ่วาง
 ๑๖. ธรรมเป็นกลางชี้ทางนักปราชญ์     ความฉลาดสามสิ่งเทียมตน
หนึ่งบ่ฮ่อนนำของหายาก                   สองบ่ฮ่อนนำสิ่งจิบหาย
สามจักตายสติบ่หล่า                       บ่ตั้งว่าชายนั้นแก่นคน
 ๑๗. อนุสนธิ์ชี้ทางชี้เหตุ       อุปเทศคนใบ้คนพาล
สามประการจื่อจำเอาไว้         หนึ่งขี้ไฮ่หลงโลภแต่กาม
สองใจหาญกำลังตัวน้อย        อยากเกี่ยวก้อยถีบปล้ำเถียงแขง
แก่คนแฮงกว่าตนควรย่าน       สามขี้คร้านเฮียนน้อยบ่จำ
มันขืนคำเถียงคนฮู่มาก
 ๑๘. ดูพื้นพากคนถ่อยเลวทราม       สามประการดังเดียวเพิงฮู่
หนึ่งสูหลู่เที่ยวขึ้นตามเฮือน            เขาบ่เตือนเชิญตนขึ้นบ้าน
สองหน้าด้านอวดฮู่อวดงาม             เขาบ่ถามอวดตายแต่เว้า
ข้อสามเจ้ายอย่องแต่โต                คนโมโหหามโตคือบ้า
เรื่องถ่อยซ่าฟังแจ้งจือเอา
 ๑๙. ชายมีเคาหนวดคางฮิมปาก       แม่นหายากในพื้นแผ่นดิน
อย่าถวิลคบคนปากเกี้ยง              ให้หลีกเลี่ยงนอนลี้ผู้เดียว
 ๒๐. ผู้เฉลียวหิ่นตรองคำปราชญ์       มารยาทบอกส่อตระกูล
เสียงเป็นมูลบอกทางประเทศ           ไปสู่เขตเคยคุ้นแหว่หา
บอกสองขาฮักกันเพียงญาติ             เนื้ออิ่มอาจเต็มอ้วนบ่ผอม
บอกอาหารของกินบ่ไฮ้                 จำเอาไว้ทางห่อมบัณฑิต
 ๒๑. พระอาจารย์ยกความมาเทียบ       มาเปรียบให้นาฮกนาจี
มีหลายๆ ในธรรมะเทศ                     ชี้ในเขตคนยากคนจน
กรรมให้ผลจิบหายทุกข์ยาก             แสนลำบากนาฮกต่อตา
เวทนาเหลือทนฮ่องไห้                  ท่านเปรียบไว้นาฮกตาเห็น
 ๒๒. กรรมแลเวรตนทำเพิ่นเคียด     เพิ่นบังเบียดยกโทษติเตียน
กิจตนเพียรหาผลบ่ได้                  กรรมสร้างไว้นาฮกเป็นเฮือน
ท่านผีเฝือนยกตนบ่ใกล้                ท่านจึงได้เฮียกชื่อบัณฑิต
 ๒๓. เป็นบัณฑิตดูคนเพิ่งฮู่  อย่าลบหลู่ผิดพากคนดี
คนมีศรี ๑๕ จำพวก          พวก ๑ นั้น พ่อแม่ลุงอา
พวกที่ ๒ หมอยาวิเศษ       พวกที่ ๓ หมอเลขคูณหาร
พวกที่ ๔ นายด่านประตู     พวกที่ ๕ คนฮู่หนังสือ
พวกที่ ๖ คนลือพ่อค้า       พวกที่ ๗ คนส่าเศรษฐี
พวกที่ ๘ คนดีพ่อบ้าน      พวกที่ ๙ คนเผ่าราชา
 ๒๔. พวกที่ ๑๐ เสนาอำมาตย์    ที่ ๑๑ องอาจราชา
ที่ ๑๒ สมณานักบวช               ที่ ๑๓ คนยวดมีคุณ
ที่ ๑๔ คนบุญนักปราชญ์           ที่ ๑๕ คนฉลาดครูตน
ให้ปะปนคบหาเข้าใกล้            เป็นมิตรไว้พาฮุ่งพาเฮือง
 ๒๕. ชายโสภาใจเย็นนักปราชญ์      ชายฉลาดหลีกเว้นคนผิด
คนใช่มิตรผูกจ่องกรรมเวร             คนมีเข็ญหาคุณบ่ได้
คนทุกข์ใฮ่เกี่ยวหญ้าหาฟืน            บ่ฝ่าฝืนผิดเถียงดูหมิ่น
 ๒๖. คึดสู่ถิ่นทั่วโลกโลกา      กะปูนาหาหัวบ่ได้
ไผหาให้เลี้ยงท้องเขาเอง       พวกสับโปงูเขียวงูเห่า
ขึ้นต้นไม้เสือกแล่นตามดิน     ตีนบ่มีแล่นไว้ปานม้า
แม่ไก่เกล้านมจู้อยู่ใส           แม่นผู้ใดส่อยมันเลี้ยงลูก
อย่าดูถูกชาติลูกคนชาย        คราวจิบหายดูแคลนบ่ชอบ
 ๒๗. ให้ประกอบสงเคราะห์สงหา    ในเวลาเขาจนเขายาก
เขาลำบากทุกข์ยากแล่นเถิง           อย่าเหิงสาความหลังความเก่า
ชาติงูเห่าคนถ่อยคนพาล              ให้สงสารส่างมันยามฮ่าย
ส่อยดับฮ้อนยามเมื่อไฟเผา          หวังเอาบุญชาติชายใจกว้าง
 ๒๘. คึดให้ฮู่ตัวเปรียบแผ่นดิน     ชาติแผ่นดินแน่นหนาบ่คาด
คนพลาดล้มลงเลื่อยบ่เซา           คนใจเบาชังดินด่าป้อย
คนใจน้อยตัวล้มด่าดิน               ด่าแผ่นดินบ่หนีดินได้
เพิ่นเปรียบไว้นักปราชญ์ใจบุญ      ไผทำบุญทำกรรมทำโทษ
บ่โกรธให้ยามฮ่อนแล่นหา          บ่ถือสาคนผิดคนพลาด
 ๒๙. นักปราชญ์เจ้ายังเปรียบขำขำ     หมาตัวดำตัวแดงตัวด่าง
เห็นคนย่างเต้นไล่กัดขา                 บ่ควรหาอุบายกัดตอบ
บ่ควรลอบลงแห่นขาหมา                อุปมาบัณฑิตผู้ฮู่
บ่ห่อนสู้โต้ตอบคนพาล                 เห็นเสียการดังหมาตัวใบ้
 ๓๐. เพิ่นเปรียบไว้เป็นข้อดีดี       น้ำนัททีทะเลกว้างใหญ่
อยากให้ฮ่อนมัดหญ้าลงสุม          เอาไฟลุมให้ทะเลมันฮ่อน
น้ำบ่ฮ่อนเหมือนดังใจหมาย         อธิบายเปรียบใจนักปราชญ์
ไผห่อนอาจป้อยด่าให้เคียง           ไผห่อนเถียงโต้ท่านให้เคียด
เพิ่นอดได้โตฮ่อนฝ่ายเดียว
 ๓๑. เฉลียวเถิงคลองนักปราชญ์       ผู้ฉลาดคือเจ้าเตเม
ละโภเคความสุขบ่เอื้อ                   เพิ่นเป็นเชื้อนักปราชญ์ใจเย็น
เพิ่นแลเห็นความสุขเมืองฟ้า            จึงก้มหน้าอดไว้เกิดคุณ
 ๓๒. เจ้าใจบุญดูคนมันยาก         แสนลำบากจำแบบคำสอน
บ่อาทรเบิ่งไปคงฮู่                    เฮาเพิ่งฮู่นักปราชญ์อาจารย์
ฟังโวหารวาจาเพิ่นว่า                 จักฮู่เค้าศีลมั่นเที่ยงคง
ต้องประสงค์อยู่นำหลายมื้อ          จักฮู่ดื้อถ่อยชั่วคนดี
สามัคคีกินนอนฮ่วมถิ่น               จักฮู่กลิ่นคนฮ่อนคนเย็น
คนมีเข็ญใจคอมันซ่าน
 ๓๓. จักฮู่ค่านฮู่หมั่นคนงาน     ยามทำการทำงานมันบอก
จักฮู่พวกพี่น้องฮักตน             ยามขัดสนโภยภัยมาต้อง
จักฮู่ห่อมความฮักสหาย          ยามจักตายเกิดความมีโทษ
ฮู่สันโดษเมียฮักเพื่อนสอง       ยามข้าวของสิ้นมือจนยาก
 ๓๔. จะกล่าวพากของฮุ่งเป็นศรี       รถภูมีธุรไชยพายอาด
อัคคีชาติควันขึ้นส่องศรี                 บ้านเมืองมีราชาเป็นยอด
ญิงสาวปอดผัวแก้วเป็นเถา
 ๓๕. นกตาเวาเสียงดีเป็นฮูป       ญิงผู้ฮ้ายคองวัตรพางาม
ชายฮูปซามวิชาพาฮุ่ง                นักบวชฮู่อดเคียดซ่าลือ
 ๓๖. ดอกทองกวาวสีงามไฮ่กลิ่น       โลกดูหมิ่นเหตุกลิ่นมันหาย
อธิบายดังชายโสภาพ                    ฮูปเกลี้ยงฮาบยังหนุ่มงามตา
เขาเกิดมาระกูลใช่ไพร่                  ของบ่ไฮ่ความฮู่บ่มี
นักปราชญ์ติเกิดมาเสียชาติ             บ่สะอาดคือดอกกลิ่นหาย
 ๓๗. อธิบายแสงจันทร์แสงแดด     บ่ห่อนแผดเกิดห่วมดอมกัน
อัศจรรย์ทุกข์สุขสองภาค              มันแสนยากเกิดพ่อมบ่เป็น
อุปมาดังคนในโลก                     มีประโยชน์หาห่อมทางสุข
ละวิชาสูตรเฮียนจำค่าน                นอนอยู่บ้านอยู่วัดคือกัน
คืนแลวันหากินหาเล่น                  สุขบ่เว้นความฮู่เสื่อมหาย
ลูกผู้ชายละสุขบ่เอื้อ                   คบชาติเชื้อนักปราชญ์ฮ่ำเฮียน
ตั้งความเพียรความสุขบ่เว้า            ทุกค่ำเช้าเพียรถ่องเพียรจำ
เพียรกระทำจนเป็นนักปราชญ์         ฮู่ฉลาดความทุกข์แล่นหนี
อยู่เป็นศรีนั่งนอนจ้วยก้วย              สุขอยู่ด้วยความฮู่แห่งตน
 ๓๘. อนุสนธิ์คำสอนจื่อไว้       ไผจื่อได้เมือหน่าเกิดคุณ
ของเป็นบุญเกิดคุณความชอบ    ควรนบนอบคือแก้วทั้งสาม
ของพางามทานศีลซมชื่น         ของสิ่งอื่นวงศ์ญาติเผ่าพันธุ์
ของสำคัญวิชาความฮู่             ของหมู่นี้สูญเสี่ยงบ่มี
ในบุรีแดนใดทุกเทศ              ผู้วิเศษควรเว้นห่างไกล
 ๓๙. การหนีไปจากภูมิ์ประเทศ      ผู้วิเศษคนใบ้ต่างกัน
อัศจรรย์คนซามถ่อยซ่า               ไปเบื้องหน้าแสนยากเหลือหลบ
เหมือนดังกบหนีฮูหนีถ้ำ              ไปสู่ก้ำใกล้ปากเหยี่ยวกา
เจ้าโสภาบัณฑิตวิเศษ                หนีจากเขตเมืองบ้านแห่งตน
บ่ขัดสนซ่าลือคนย่อง                เป็นดังฆ้องแก้วเพชรพลอยนิล
หนีจากดินจากหินที่อยู่               เข้าไปสู่เป็นส้อยเป็นแหวน
เป็นของแขวนเครื่องทรงพระราช    ยิ่งสะอาดเกินถิ่นของตน
 ๔๐. จรดลการไปนักปราชญ์     บ่ประมาทคึดหน้าคึดหลัง
เห็นสมหวังจิงวางทางเก่า          เห็นบ่เป่าจิงย้ายตีนไป
 ๔๑. คนผู้ใดจักไปจักอยู่      ละยังคู่คนหมั่นห่วมใจ
หนีไปไกลคบคนต่างด้าว       เมื่อมันร้าวบ่มั่นบ่คง
ความประสงค์จักเสียจักขาด   เหตุบ่อาจฮู่ห่วมใจเขา
 ๔๒. ฟังสำเนาคำสอนให้แน่     ความเฒ่าแก่ฆ่าฮูปงามตา
เจ้าตัณหาฆ่าสุขบ่น้อย            คบคนถ่อยฆ่าสิ่งเป็นการ
เที่ยวขอทานฆ่าความยำย่าน     โอ้อวดต้านฆ่าห่อมคุณตน
ใจกังวลฆ่ากำลังความฮู่          กายหดหู่เสียฮูปควรชม
เลยประสมฆ่าความฮักใค่       กรรมแต่ให้ชาวบ้านเพิ่นชัง
 ๔๓. ศาสตรศิลป์บ่เฮียนเอาไว้       บ่เข้าใกล้คบเสพบัณฑิต
ตาพาผิดสังวรบ่ได้                     สามสิ่งนี้เป็นโทษจิบหาย
ของผู้ชายเกิดมาในโลก              พาเศร้าโศกจนแก่จนตาย
 ๔๔. ท้าวพระยาจิบหายเพราะเหตุ      บ่สมเพชไพร่ฟ้าตนผิด
ลงอาชญากล้าแข็งเกินโทษ             บ่ผายโผดลดหย่อนตามควร
หนึ่งสงวนโถงยาโถงเหล้า                โถงสาวน้อยหมากแยกสกา
บ่ฮักษาคำคงหมั่นเที่ยง                  ใจขว้ำเบี่ยงบึ้นแป้จิบหาย
ความจิบหายในคองนักบวช              เหตุบ่ปวดฮักห่อมสิกขา
ท้าวพระยาหลงกามเป็นบ้า               ลืมไพร่ฟ้าเป็นเหตุเสียเมือง
แม่คำฮางความอายเป็นเหตุ             พาเข้าเขตทางอ้อมจิบหาย
ลูกผู้ชายตระกูลเชื้อชาติ                 มัวประมาทบ่ฮู่จักอาย
เกิดจิบหายเสื่อมวงศ์เสื่อมญาติ        คำนักปราชญ์จำไว้ใส่ใจ
 ๔๕. ประเทศใดราชาอามาตย์       คนฉลาดยศยิ่งเสมอกัน
มีมะหันต์เหลือหลายในเขต          ในประเทศเมืองบ้านแห่งใด
เป็นนิสัยมานะกระด้าง                มักอวดอ้างบ่เชื่อคำกัน
เกิดฆ่าฟันผิดเถียงหาเหตุ            ในประเทศเมืองนั้นส่วยแหลม
 ๔๖. อุปมาดอกบัวในน้ำ         ขึ้นบ่ได้อาทิตย์ ๗ ดวง
บ้านเมืองหลวงอาชญามีมาก     แสนลำบากไพร่ฟ้าจิบหาย
 ๔๗. บ้านเมืองใดราชาอามาตย์      คนฉลาดมีมากมีหลาย
บ่อุบายผิดเถียงหาเหตุ                 นับเข้าเขตพักพร้อมเพียงกัน
คืนแลวันชุมกันชมชื่น                 ข้าเศิกตื่นกลัวย่านทั่วแดน
อุปไมยมดแดงมดง่าม                 บ่แตกม่างเป็นหมู่เป็นชุม
อาจจักกุมช้างสารกินซาก            เป็นทางยากคนฮ่ายคึดปอง
๔๘. ความปองดองกมเกียวเป็นแก่น        คึดให้แม่นหญ้าแพรกป่านปอ
หามาพอฟั่นเกลียวเป็นเชือก                 ผูกช้างเผือกช้างเอกช้างสาร
ช้างใจหาญหนีไปบ่ได้                        เพิ่นเปรียบไว้คุณแห่งสามัคคี
 ๔๙. คนผู้มีเดชาสามารถ             แสนองอาจแต่อยู่คนเดียว
บ่มีเกี่ยวพอสองสามสี่                 คึดให้ถี่การสร้างการแปลง
เฮ็ดใจแขงการเศิกการเจ้า            บ่แช่งเว่าคงม้วยอย่าแหนง
อย่าคางแคงคือไฟไหม้ป่า            ลมบ่พร้อมไฟหล่าพลอยดับ
 ๕๐. ไฟหวนกลับได้ลมเป็นเสี่ยว        เที่ยวไหม้บ้านดงกว้างไฮ่นา
ลมหวนมาดับดวงประทีป                  ความข้อนี้ฟังแล้วอยากหัว
คือตัวเฮาบ่มีพวกพ้อง                     ยามขัดข้องยามยากยามจน
 ๕๑. สหายตนลูกเมียพี่น้อง        ยามขัดข้องหายหน้าหายตา
ในโลกาเข้าของเป็นเสี่ยว           บ่เชื่อแท้เหลียวเบิ่งคนมี
 ๕๒. ศาสตรศิลป์เป็นเงินเป็นทรัพย์            ไปสำหรับกับผู้ตกไกล
ปัญญาไวเป็นเงินของฝาก                       ยามเมื่อยากเกิดเหตุจิบหาย
ธรรมทั้งหลายของดีเฮาก่อ                      เป็นของห่อต่อไว้ยามตาย
ศีลทั้งหลายเป็นเงินเป็นแก้ว                     บ่ฮู่แล้วทุกเมื่อทุกยาม
 ๕๓. ผู้ติดตามเป็นพี่เป็นน้อง        บ่ขัดข้องมี ๖ ประการ
หนึ่งศีลทานกุศลเฮาสร้าง             บ่ละฮ่างเป็นแม่มารดา
หนึ่งปัญญาเฮาเฮียนฉลาด             บ่ห่อนคลาดคือพ่อติดตาม
หนึ่งความงามความดีความชอบ       เฮาประกอบบ่เว้นบ่กลาย
คือพี่ชายติดตามบ่เบื่อ                หนึ่งความฮู่ความฮักกุร์ณา
เฮาเมตตาทั่วไปบ่เคียด              เพิ่นบ่เกลียดเป็นดังสหาย
หนึ่งเข้าของให้ทานบ่ขาด             ยิ่งกว่าญาติเป็นดังเมียดี
หนึ่งขันตีอดใจพันผูก                เป็นดังลูกเกิดห่วมอุทร
 ๕๔. อย่าอาวรณ์คนใดประกอบ      ให้ความชอบประโยชน์แก่ตน
อย่าฉงนนับเป็นพี่น้อง                  ผู้เพิ่นต้องให้เข้าให้แกง
อย่าคางแคงนับเป็นพ่อเลี้ยง           ตนอยู่ใกล้วิสาศคนใด
อย่าสงสัยนับเป็นมิตรญาติ           ความเดือดฮ่อนดังห่วมหญิงใด
เพิงเข้าใจเป็นเมียโดยแท้
 ๕๕. เพิ่นกล่าวแก้ทางห่อมศึกษา        ฝูงโรคาป่วยครางเจ็บไข้
มันอยู่ใกล้เกิดขึ้นในโต                    บ่เป็นโสฆ่าเศิกทุกเมื่อ
เฮาเพิงเชื่อต้นไม้ในดง                    พลอยประสงค์เป็นยาแก้ไข้
เพิ่นเปรียบไว้คนอื่นคนไกล               พ้นวิสัยทำคุณแก่เจ้า
ควรจักเว่าเป็นเผ่าพงศา                   ผู้เกิดมาแห่งเดียวห่วมท้อง
มันบ่ต้องบ่ถืกผิดกัน                      คุณของมันบ่มีจักดี้
เพิ่นกล่าวชี้บอกว่าคนไกล                สุดวิสัยบ่ควรคึดฮอด
 ๕๖. คึดตลอดทางสูตรทางเฮียน        ยามพากเพียรฆ่าเศิกไปก่อน
หากจักผ่อนเป็นมิตรภายหลัง            อนิจจังการหลับการค้าน
การหน้าด้านบ่สูตรบ่เฮียน                 ยามพากเพียรเป็นคุณเป็นมิตร
ไปเบื้องหน้ามันซิดมันซน                มันให้จนฆ่าเศิกบ่มั่ว
คิดให้ทั่วเฮียนศาสตรศิลป์                อย่าถวิลยามเฮียนมันยาก
แสนลำบากดังดื่มยาขม                   คันสะสมสูตรเฮียนฉลาด
เป็นนักปราชญ์ภายหน้าชื่นชม            การหลับนอนสูตรเฮียนขี้ค้าน
อยู่แต่บ้านยามค้านชื่นชม                ปานเฮากินของหวานของส้ม
ตกเถิงท้องลงท้องเกิดลม               บ่มีสมความสุขเขินขาด
ความประมาทคือง่วนกินตาย            คนทั้งหลายอย่าลวนเกียจค้าน
 ๕๗. คนเกียจค้านไฮ่ศาสตรศิลป์           ศาสตรศิลป์บ่มีจนยาก
ทรัพย์เขินขาดมิตรญาติเสื่อมหาย            มิตรเสื่อมหายความสุขมันขาด
 ๕๘. คนประมาทโลภทรัพย์เข้าของ         โลภเงินทองหาศีลบ่ได้
คนผู้ใบ้โลภชิ้นโลภปลา                       ขาดกูร์ณาเมตตาเป็นค่า
คนโลภเหล้าโลภฝิ่นกัญชา                   ขาดสัจจาหาจริงบ่ได้
คนฮ่อนไหม้มักโลภเสพกาม                 ขาดความงามหาอายบ่ได้
 ๕๙. เพิ่นกล่าวไว้คนมืดใจดำ        คนอธรรมทั่วเมืองทั่วบ้าน
นักปราชญ์ค้านคนนั้นบ่ไป            อุปไมยช่างตัดช่างย้อม
บ่ห่อนอ้อมเข้าบ้านคนจน            บ่มีผลเดินไปเสียเปล่า
 ๖๐. บ้านเมืองเปล่าของ ๕ ประกา         หนึ่งสถานเงินทองมีมาก
สองบ่ยากประเทศสำฮาญ                   เป็นสถานมีสมณ์นักปราชญ์
สามพระราชตั้งอยู่คลองธรรม               สี่มีลำนัททีแม่น้ำ
ห้ามีซ้ำหมอเวชหมอยา                     นะคะราเมืองใดทุกเทศ
ของวิเศษทั้ง ๕ บ่มี                         นักปราชญ์หนีบ่ไปหลีกเว้น
 ๖๑. ให้ฮุ่งฮู่ทางห่อมทำคุณ           ให้ทำบุญน้ำขุนนักปราชญ์
เพิ่นฉลาดทำน้อยบ่หาย                ดังเขียนลายในหินบ่หล่า
อย่าได้กล้าบังอาจทำคุณ              กระทำบุญเกื้อกูลยกย่อง
ในพวกพ้องคนถ่อยคนพาล            บ่มีนานคุณหายคุณขาด
เป็นดังปาดหลังน้ำขีดเขียน            บ่เสถียรมั่นคงพอมื้อ
 ๖๒. ฝูงคนดื้อฝูงถ่อยฝูงพาล       ไผให้ทานเกื้อกูลเกิดโทษ
บ่ประโยชน์คือนาคคืองู              ไผอิดูนมงัวมาเลี้ยง
พิษยิ่งฮ่อนแฮงฮ่ายกว่าหลัง         ผู้ใดฟังคำสอนฮ่ำฮู่
 ๖๓. คึดฮ่ำฮู่ในเหตุ ๒ ประการ      วัตถุทานบ่เป็นประโยชน์
เป็นแต่โทษดูดังมีคุณ                 ของเป็นคุณเป็นบุญห่างโทษ
มีประโยชน์ดูดังของเสีย              ดูบ่เถิงจักเป็นอุบาทว์
ไผประมาทจะเกิดจิบหาย            ลูกผู้ชายตรึกตรองให้แน่
 ๖๔. คึดให้แน่จักฮู่หลายอัน           คุณมหันต์อนันต์อเนก
เป็นของเอกทรัพย์สิ่งเงินทอง           ของอาจารย์บัณฑิตนักปราชญ์
เพิ่นฉลาดมีน้อยจ่ายทาน               เป็นอาหารเกื้อกูลติดต่อ
ดังน้ำบ่อน้ำส่างกินหวาน                 บ่เป็นการเข้าของคนใบ้
มันเก็บไว้แวนมากแวนหลาย              ความเสียดายกินทานบ่ได้
ความฮ่อนไหม้ตัวใช้บ่ลง                อานิสงส์บ่มีถ่อก้อย
หลายเป็นน้อยคือน้ำทะเล                อุปเทอาบกินบ่ได้
 ๖๕. เข้าของใช้คนถ่อยคนหลง        สมประสงค์คนพาลคนฮ่าย
เพิ่นกล่าวไว้คือหมากสะเดา            รสขมเมาโผดกาพอได้
 ๖๖. เพิ่นเปรียบไว้แม่น้ำบึงหนอง      บ่ห่อนปองดูดกินยังน้ำ
ความเปรียบซ้ำต้นไม้มีผล              บ่ห่อนคนเคี้ยวกินลูกไม้
ยังเปรียบไว้คือดังน้ำฝน                บ่ประจนเคี้ยวกินเข้ากล้า
เปรียบเมือหน้าคือดังเงินทอง           ของบัณฑิตบ่ปิดบ่ซ่อน
บ่เดือดฮ่อนกินได้ทั่วไป
 ๖๗. กรรมสำคัญคนทำชาตินี้      มักจักชี้ผลให้ต่อไป
อุปไมยดังผลของปลูก              มันมีลูกตามกิ่งตามลำ
เหตุคนทำพวนดินหดน้ำ            คึดซ้ำซ้ำคำนี้ชอบกล
 ๖๘. เข้าของตนสร้างสมเก็บไว้      ตามส่งได้ยามเมื่อเฮาตาย
บ่ไปไกลเพียงเฮือนเฮาอยู่            ฝูงเพื่อนหมู่มิตรญาติสหาย
ตามคนตายพาเถิงป่าเข้า               บุญบาปกล้าเฮาก่อเฮาทำ
จักไปนำทุกหนทุกแห่ง                บ่แข่งเว่าคำนี่แม่นจริง
 ๖๙. ศาสตรศิลป์ในตนเป็นทรัพย์   เข้าของมากนับโกฏิบ่ปาน
โรคภัยพาลฆ่าเศิกบ่เปรียบ          ฮักตนเทียบฮักอื่นบ่มี
กำลังกามมีเหลือพันเขต             มีฤทธิ์เดชแต่งได้ทุกอัน
 ๗๐. คุณพอพันโทษเดียวมันแพ้      พันแม่น้ำน้ำใหญ่คงคา
สมุททาแห่งเดียวมันมาก              ดวงดาวหลากมีมากพอพัน
สู้พระจันทร์ดวงเดียวบ่ได้             เฮือบ่ไฮ้น้อยใหญ่พอพัน
สู้สำเภาเล่มเดียวยังยาก              หินมีมากอเนกพอพัน
แก้วดวงเดียวยังทันหินมาก           ของบ่ยากฟังให้เกิดผล
 ๗๑. กิจของคนข่อยทำอย่าฮีบ       อย่าเร่งรีบมี ๕ ประการ
๑ วิชาค่อยเฮียนข่อยได้               ๑ ขึ้นไม้อย่าฟ่าวจากถอย
๑ ขึ้นดอยค่อยเดินซ่าซ่า              ๑ ชายกล้าการเสพเมถุน
อย่าฉุนเฉียวข่อยทำอย่าโพด          ๑ เมื่อโกรธข่อยหิ่นข่อยตรอง
 ๗๒. คึดให้ถ่องคนพาลคนใบ้    ครูสอนให้ความฮู่บ่จำ
แต่สำคัญว่าตัวฉลาด              มักบังอาจอยากเฮ็ดเทียมครู
บ่อุส์สูวาศเชิงมันเก้อ             เป็นเพ่อเว่อขายหน้าผู้ดี
 ๗๓. เมธาวีชาติชายฉลาด       บ่ประมาทมักให้ยังทาน
ศาสตรศิลป์ตนเฮียนอย่าเบื่อ     มักไขเพื่อฮักษาอินทรีย์
มีสติในตัวอย่าขาด                มันฉลาดโพธีปักขีย์
ให้ยินดีหมั่นเพียรจำไว้             มักอยากให้พ้นโลกทั้งสาม
ตัวของมันกลิ่นสียังต่าง            ความบ่ห่างเปรียบไว้ให้เห็น
 ๗๔. ชาติคนพาลบัณฑิตเพิ่นเว้น       เหตุมันเล่นมันหลอกเหลวไหล
เป็นดังไหน้ำเต็มบ่เพียบ                  คนยกเทียบขึ้นใส่บนหัว
เดินกวยตัวเฟือดฟงกับกอก             เพิ่นชี้บอกคือปากคนพาล
 ๗๕. คนสามานใจคอชั่วฮ่าย            เข้าเครื่องย่องเฮียนฮู่ศาสตร์ศิลป์
ใจทมิฬบัณฑิตบ่ใกล้                     เพิ่นเปรียบไว้งูเห่างูสา
ไผกูร์ณาประดับด้วยแก้ว                  พิษที่แข่วยังฮ่ายอย่างเดิม
 ๗๖. คำสอนเดิมพิษงูว่าฮ้าย        พิษคนฮ้ายยังฮ่ายกว่างู
เหตุพิษงูหว้านยาแก้ได้              พิษคนฮ้ายสังแก้บ่หาย
 ๗๗ เถิ่งอุบายเฮียนธรรมฉลาด          บ่มีอาจล้างถ่อยคนพาล
มีประการสะเดาขมจ้อย                   เอาน้ำอ้อยหดต้นบ่หวาน
 ๗๘. ชาติคนพาลใจดำใจถ่อย           สอนแต่น้อยจนเฒ่าบ่หาย
อุปมาสะเดาขมฝาด                         แม่นหดสาดน้ำเผิ่งน้ำนม
แต่ปัดถมยังจาวยังหน่อ                 แต่มันก่อต้นน้อยขึ้นไป
สิ้นพันไหน้ำนมน้ำอ้อย                     ความหวานน้อยในต้นบ่มี
 ๗๙. คนบ่ดีเป็นวงศ์เป็นญาติ              เกิดอุบาทว์พี่น้องจิบหาย
บัวจักตายใบบัวบอกเหง่า                   คนจึงเข้าขุดเหง่าหัวบัว
 ๘๐. ชาติดอกบัวอุบลปลาเต่า       ตมแลน้ำแดนเกิดเดียวกัน
ตัวของมันกลิ่นสียังต่าง               ความบ่ห่างเปรียบไว้ให้เห็น
 ๘๑. คนเป็นเข็ญจังไฮอุบาทว์        กับนักปราชญ์ห่วมท้องเคยมี
คนอัปปรีย์จังไฮนอกเขต              กันเศลษ ๒ สิ่งคือกัน
เศลษาตันคอตายบ่น้อย             ให้เฉลียวข่มเหงคนถ่อย
เพียรเว่าข่อยคำม่วนคำหวาน            เศลษพานยาเผ็ดยาฮ่อน
กินเคิ่งซ่อนหายได้ดังหมาย
 ๘๒. ลมทั้งหลายเกิดเป็นพยาธิ์         หมอฉลาดแต่งแก้ยังหาย
คนบ่ดีบัณฑิตปัวบ้า                        ด้วยคำกล้าคำอ่อนคำแข็ง
เป็นดังหมอแต่งยาแก้โรค                หายเศร้าโศกลงด้วยอุบาย
 ๘๓. คนทั้งหลายผู้ซายผู้ใบ้           เพิ่นเปรียบไว้อากาศเกิงกัน
เหตุใจมันกว้างขวางมักมาก            อาศัยยากมันโลภมันหลง
มันประสงค์บ่สมใจมันเกลียด          มันบังเบียดฆ่าได้ทั้งเมือง
 ๘๔. ชาติคนเคืองคนพาลคนใบ้         เพิ่นเปรียบไว้หนามเกิดตามดิน
ย่านปักตีนฟันหนามบ่แพ้                  ทางจักแก้เอาเกิบสุบตีน
หนามตามดินปักตีนบ่ได้                  เพิ่นเปรียบให้ตัวเจ้าหลีกเอง
 ๘๕. ดูเพงหมาเห็นหมายิ่งแข่ว              เข้าใกล้แล้วเคี่ยวคาบกัดกัน
คนอะธรรมใจดำใจโกรธ                      มักหาโทษใส่ท่านคนดี
 ๘๖. มักปีติยินดีแต่โทษ             คนสาโหดคือดังสุกร
มันออนซอนอาจมของเหน่า         นักปราชญ์เจ้าถือแต่ทางคุณ
ปุนดังหงส์ชอบลงแต่น้ำ
 ๘๗. คนถ่อยซ้ำชอบโทษสู่อัน       คือแมงวันชอบแต่ของเหน่า
คนถ่อยเหล่าชอบแต่ผิดเถียง          เพียงดังหนอนชอบฝีชอบบาด
 ๘๘. นักปราชญ์เจ้าชอบแต่ความดี           พระภูมีชอบเงินชอบทรัพย์
คนระงับชอบแต่นิพพาน                      มีประการแมงเพิ่งแมงภู่
ชอบแต่หมู่ดอกไม้ของหอม
 ๘๙. ให้ซอมดูคนพาลคนถ่อย     ปากอร่อยฟังหม่วนฟังใส
ภายในใจมันขมมันเบื่อ              คือหมากเดื่อภายนอกสุกใส
ส่วนภายในแต่หนอนแมงหวี่
 ๙๐. ชาติหมากมี่หมากเงาะทุเรียน         เพียรดูไปแต่หนามภายนอก
ผ่าออกแล้วหอมกลิ่นกินหวาน            ควรเปรียบปานใจคอนักปราชญ์
เพิ่นฉลาดใจสุ่มเย็น                  คนแลเห็นแต่ไกลน่าย่าน
 ๙๑. อย่าดื้อด้านคิดคบคนพาล            มันบ่นานพาลติดพาลต่อ
คือหญ้าห่อปลาเน่าปลาเหม็น            ของเป็นเข็ญเหม็นติดฮอดหญ้า
 ๙๒. คนชั่วช้าคบเสพบัณฑิต            คุณบ่ติดดังกบดังเขียด
นอนอยู่เบียดกับต้นกอบัว                อยู่บนหัวกลิ่นบัวบ่ต้อง
ภุมมเรศบินถ่องทางไกล                 มาเอาไปเกษรติดเนื้อ
 ๙๓. พวกชาติเชื้อคนถากคนตัด         เว้นบรรทัดความซื่ออย่าวอน
พวกช่างกลึงภมรเป็นแบบ                 ผู้ฉลาดนักปราชญ์เป็นครู
 ๙๔. คนหาดีเว้นครูบ่ชอบ           ให้หมั่นสอบหมั่นเล่าหมั่นเฮียน
อย่าติเตียนครูตนยกย่อง             เฮ็ดถืกต้องคุณแต่งคุณสม
 ๙๕. เปือะแลตมน้ำสมให้เกิด           เปือะตมเลิศด้วยน้ำให้เป็น
บาปและเวรหัวใจให้เกิด                   บาปบ่เกิดมีได้เพราะใจ
 ๙๖. บทต่อไปบอกฝอยผู้แต่ง      คำเพิ่นแบ่งออกไว้บ่ยาว
บอกคำขาวคาถาฝูงนี้                  ชี้ความฮู่ทางห่อมบัณฑิต
พุทธโฆสะประดับตกแต่ง             แบ่งออกไว้เพียง ๑๐๐ คาถา
นิฏฐิตาจบลงถ่อนี้                      เฮาจักชี้ต้นขาดฉบับหาย
แต่เฮาบายแบบมาแต่งกาพย์         นับดูได้เพียงเก้าสิบหก
หายขาดตกหาเอาบ่ได้               คิดใจ้ใจ้ถอยหน่าถอยหลัง
อนิจจังขาดเสีย ๔ ข้อ                 ค้นบ่พ่อแบบเก่าหลายปี
ประมาณดูว่าพันปีได้                 ตั้งแต่นี้เมื่อหน้านับเอา
นับแต่เฮาแต่งเสร็จเป็นกาพย์       เดือน ๕ ขึ้น ๖ ค่ำ วันจันทร์
วันที่ ๖ เมษาปีวอก                   ชี้บอกไว้ฮ่อยยี่สิบเอ็ด
สำเรทธิศก ร.ศ. ศักราช นักปราชญ์พ่อเพียรชี้ส่อยสอน แด่เนอฯ
(ข้อมูลธรรมะประกอบเนื้อหา : ร.ศ. ๑๒๑ ตรงกลับ พ.ศ. ๒๔๔๔)

การอบรมพระวิปัสสนาจารย์ รุ่นที่ ๗ ประจำปี ๒๕๕๙ คณะธรรมยุต

การอบรมพระวิปัสสนาจารย์ 
คณะธรรมยุต รุ่นที่ ๗ 
จัดอบรม ณ วัดสระกะเทียม อ.เมือง จ.นครปฐม 
ในวันที่ ๑-๒๐ มีนาคม ๒๕๕๙
มีพระภิกษุตัวแทนจาก ๓๘ จังหวัด จำนวน ๗๓ รูปเข้ารับการฝึกอบรมในครั้งนี้
ภาพวีดีทัศน์ถูกรวบรวมจัดทำและถ่ายทอดภาพกิจกรรมที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันในแต่ละวัน ตลอดระยะเวลา ๒๐ วัน จนจบหลักสูตร



ในส่วนของเนื้อหาวิชาการที่มิได้มีในเนื้อหาของวีดีทัศน์นั้น จะขอกล่าวสรุปไว้ดังนี้คือ
การอบรมพระวิปัสสนาจารย์ เป็นโครงการผลิตพระภิกษุให้มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ด้านวิปัสสนาธุระ เพื่อเป็นพระอาจารย์สอนการทำวิปัสสนาได้อย่างถูกต้อง ตรงแนวทางคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ดังนั้นเนื้อหาสาระในทางด้านวิชาการ คือด้านคันถะธุระ จึงเน้นเนื้อหาเรื่อง อริยสัจจ์ ๔, มรรคมีองค์ ๘ , สติปัฎฐาน ๔, ปฏิจจสมุปบาท และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นหลัก อันเป็นหัวข้อธรรมที่จะนำไปสู่การตรัสรู้ หรือการบรรลุธรรมคือพระนิพพานเป็นหลัก
แต่การอบรมก็มิได้ขาดเครื่องประกอบ เช่น จริต ๖, กรรมฐาน ๔๐, ธุดงค์ ๑๓ , วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ เพราะถ้าเรารู้จักทางเดิน คือมรรค แต่ไม่รู้จักตนเองคือ จริต ก็ไม่อาจแก้ไขตนเองได้ แม้รู้จริตตน แต่ไม่รู้จักกรรมฐานที่เป็นที่สบายแก่การแก้ไขตน ก็ยากจะแก้ไขได้ แม้ได้แนวทางแล้ว แต่ไม่รู้จักข้อธุดงค์ กิเลสอันละเอียด ก็ไม่สามารถจะถ่ายถอนออกได้ เนื้อหาหลักสูตรจึงต้องจัดสรรให้ครอบคลุม 
และหากมีแต่ปริยัติ คือการฟังเนื้อหาการบรรยายอย่างเดียว แต่ไม่รู้จักการปฏิบัติภาวนา ผลอันคือ ปฏิเวธ ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้
โครงการฯ จึงจัดให้ภาคเช้า เป็นการฝึกปฏิบัติ โดย อาราธนาพระผู้ปฏิบัติตนอย่างเข้มแข็งเป็นที่ยอมรับของประชาชนมานำการปฏิบัติในภาคเช้าทุกวัน
เมื่อพระวิปัสสนาจารย์ทุกรูปได้รับการถ่ายทอดเนื้อหาสาระในหลักสูตรนี้แล้ว จึงเหมาะควรแก่การปฏิบัติหน้าที่เป็นครูอาจารย์สั่งสอนทั้งพระภิกษุฆารวาสญาติโยม ตามสถานที่ปฏิบัติธรรมได้ อย่างตรงตามแนวเนื้อหาที่มีมาในพระไตรปิฎก..
......
เหตุผลในการจัดอบรมของสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ คือ..
นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถวายรายงานการจัดงานว่า สืบเนื่องจากคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม มีนโยบายสนับสนุนการสร้างและพัฒนาพระวิปัสสนาจารย์  ให้มีเอกภาพในการสอนและให้มีสถานที่ผึกปฏิบัติธรรมกระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงได้ออกระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด พุทธศักราช ๒๕๔๓ ขึ้น เป็นระเบียบควบคุมเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิปัสสนาธุระหรือการปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานให้เป็นไปตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งปัจจุบันมีสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดที่ได้รับการจัดขึ้นตามระเบียบดังกล่าวแล้ว  จำนวน ๑,๐๐๑ แห่ง แต่จากการสำรวจผลดำเนินงานของสำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่าปัญหาซึ่งเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานของสำนักปฏิบัติธรรมที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การขาดพระวิทยากรที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอน จึงทำให้การดำเนินงานของสำนักปฏิบัติธรรมไม่เป็นไปตามจุดหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ได้ผลแห่งการปฏิบัติเต็มที่ เพราะการจะประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานของสำนักปฏิบัติธรรมแต่ละแห่งนั้น นอกจากจะมีเจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักเป็นผู้บริหารจัดการทีดี มีสถานที่ที่มีความเป็นรมณียสถานแล้ว ต้องมีพระวิทยากรผู้ฝึกอบรมปฏิบัติธรรมเพียงพอและประจำอยู่ ซึ่งวิยากรผู้อบรมปฏิบัติธรรมแก่ประชาชนชาวบ้านที่ดีที่สุดนั้น ต้องเป็นพระภิกษุผู้ได้ผ่านกระบวนการฝึกอบรมวิชากัมมัฏฐานโดยตรง ซึ่งพระวิทยากรที่ว่านี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดเรียกว่า พระวิปัสสนาจารย์ ดังนั้น สำนักปฏิบัติธรรมและพระวิปัสสนาจารย์ จึงนับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติธรรม และเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม เพื่อแก้ปัญหาโรคทางใจของสังคมไทยให้สำเร็จผลตามที่มุ่งหมาย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ พระวิปัสสนาจารย์ จึงเป็นบุคลากรในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่คณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจำต้องปรารถนา และต้องเร่งระดมส่งเสริมสนับสนุนสร้างให้เพิ่มจำนวนและพัฒนาให้มีคุณภาพ เพื่อรองรับในการแก้ปัญหาความทุกข์ทางใจของคนในสังคมไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงจัดตั้งโครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ขึ้น โดยมีเป้าหมายเป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้ผ่านการฝึกอบรม ปีละ ๕๔๐ รูป

จากวิชาพระพุทธศาสนา ม.๖ เรื่องหน้าที่ของชาวพุทธ
.....
ชาวพุทธคือ ผู้ที่เลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ประกอบด้วย นักบวช คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา โดยเรียกรวมๆว่า พุทธบริษัท 4 ซึ่งสามารถแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
                        1. กลุ่มสงฆ์ แยกเป็น พระภิกษุสงฆ์ และพระภิกษุณีสงฆ์
                        2. กลุ่มคฤหัสถ์ แยกเป็นอุบาสก และอุบาสิกา
                        ชาวพุทธทั้ง 2 กลุ่ม ต่างมีหน้าที่และบทบาทต่อพระพุทธศษสนาแตกต่างกัน ดังนี้


1. หน้าที่และบทบาทของพระภิกษุในฐานะเป็นพระนักเทศน์ พระธรรมฑูต พระธรรมจาริก พระวิทยากร พระวิปัสสนาจารย์ และพระนักพัฒนา
                       ทั้งพระภิกษุและสามเณร มีบทบาทและหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ดังนี้
              1.1   การศึกษาตามหลักไตรสิกขา คือ จะต้องศึกษาทั้ง 3 ด้าน
                       (1)  ศีล เป็นการศึกษาด้านพระวินัย (ศีล 227 ข้อ) ธรรมเนียม วัตรปฏิบัติ และมารยาทต่าง ๆ ของพระสงฆ์ เพื่อให้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและด้วยอาการสำรวมระวัง
                       (2)  สมาธิ เป็นการศึกษาด้านสมาธิ ฝึกเจริญวิปัสสนาเพื่อให้จิตสงบ
                       (3)  ปัญญา เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาด้านปัญญา โดยใช้ปัญญาคิดพิจารณาให้เข้าใจถึงสัจธรรมหรือความจริงของชีวิต รวมทั้งเป็ฯเครื่องมือดับทุกข์หรือแก้ไขปัญหาชีวิตต่าง ๆ
              1.2   เป็นพระนักเทศน์ ได้แก่ พระภิกษุที่ปฏิบัติหน้าที่สอนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยการแสดงธรรม (เทศน์) และจะต้องผ่านการฝึกอบรมเป็นพระนักเทศน์ตามหลักสูตรของมหาเถรสมาคมแต่งตั้ง มี 2 ประเภท คือ
                       (1)  พระนักเทศน์แม่แบบ หมายถึง พระนักเทศน์ที่ผ่านการอบรมจากคณะกรรมการฝึกอบรมพระนักเทศน์ที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้ง
เพื่อไปจัดอบรมพระนักเทศน์ประจำจังหวัด
                       (2)  พระนักเทศน์ประจำจังหวัด หมายถึง พระนักเทศน์ที่ผ่านการอบรมปฏิบัติหน้าที่เทศน์ภายในจังหวัดที่สังกัดหรือสถานที่ที่ทายกอาราธนา
นอกจากนั้น พระภิกษุทั่วไปที่มีความรู้ความสามารถ ก็สามารถเป็นพระนักเทศน์ได้ โดยให้การสอนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และ
ต้องมีความรู้ทางด้านธรรมเป็นอย่างดียิ่ง

              1.3   เป็นพระธรรมฑูต เป็นพระภิกษุที่ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธสาสนาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ในนามคณะสงฆ์ ถ้าเผยแผ่เอง เรียกว่าธรรมกถึก หรือพระนักเทศน์
              1.4   เป็นพระธรรมจาริก ได้แก่ พระภิกษุที่ออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขา โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะสงฆ์ และกรมประชาสงเคราะห์ โดยการปฏิบัติงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาเผ่าต่างๆ รวม 6 เผ่า ได้แก่ ม้ง เย้า มูเซอ ลีซอ อีก้อ และกระเหรี่ยง ณ สถานที่ต่างๆ ในภาคเหนือ
               1.5   เป็นพระวิทยากร ได้แก่ พระภิกษุผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อบรมให้ความรู้ด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป และเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน ตลอดจนถึงการจัดอบรมต่างๆ ตามที่คณะสงฆ์มอบหมาย หรือหน่วยงานนั้นๆ ขอความอนุเคราะห์
นอกจากนั้น พระวิทยากร ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอบรมมาแล้วเป็นอย่างดี มีทักษะความคล่องตัวในการสอนตามเนื้อหาวิชาเฉพาะที่ได้รับมอบหมาย มีการเตรียมการล่วงหน้า มีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีบุคลิกลักษณะดี และเหมาะสมเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความสุภาพอ่อนโยน และมีศรัทธาในเรื่องการอบรมอย่างแท้จริง มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบดีไม่หลีกเลี่ยง และตรงต่อเวลา
               1.6   เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ได้แก่ พระภิกษุผู้ทำการสอนการปฏิบัติกรรมฐานตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ กล่าวคือ ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับการอบรมโดยผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด และผ่านการอบรมหลักสูตรพระวิปัสสนาจารย์จากกรมการศาสนา
นอกจากนั้น พระภิกษุที่มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็อาจเผยแผ่การปฏิบัติกรรมฐานได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา
               1.7   พระนักพัฒนา ได้แก่ พระสงฆ์ที่ทำงานสงเคราะห์ชุมชนด้วยการให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือชาวบ้านด้วยกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เช่น การจัดตั้งศูนย์เด็กในวัด การอบรมเยาวชน การทำโครงการฝึกอาชีพ ธนาคารข้าว หรือการส่งเสริมการแพทย์พื้นบ้าน ให้คำแนะนำด้านสุขอนามัย รวมทั้งการส่งเสริมชาวบ้านในเรื่องเกษตรผสมผสาน หรือเกษตรกรรมเพื่อการพึ่งตนเอง ซึ่งการทำงานดังกล่าวนี้เกิดจากความคิดริเริ่มของท่านเอง มิใช่เพราะการชักนำของหน่วยงานรัฐหรือเพื่อสนองนโยบายรัฐ

                        พระสงฆ์เหล่านี้ได้ทำให้สังคมไทยได้ตระหนักว่า พระนั้นไม่ได้มีบทบาทเฉพาะพิธีกรรมแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านยังมีบทบาทที่สำคัญในพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีอีกด้วย
....

การเข้าใจในกิจของพระภิกษุ 

    เช่น การศึกษา การปฏิบัติธรรม และการเป็นนักบวชที่ดีพระภิกษุเป็นพุทธบริษัทระดับนำ จึงมีภาระหน้าที่ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยทำหน้าที่หลักใหญ่ ๆ 3 ประการคือ

                1. การศึกษา ได้แก่ การทำ “คันถธุระ” หมายถึง พระภิกษุจะต้องศึกษาหลักพระธรรมวินัยตามพระคัมภีร์พระไตรปิฎก
เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย อย่างถูกต้อง สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสมณเพศ 

                  2. การปฏิบัติ ได้แก่การทำ “วิปัสสนาธุระ” หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิ ให้มีพลัง เพื่อนำไปใช้ในการข่ม
หรือกำจัดกิเลสคือความเศร้าหมองแห่งจิต และให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง จากการทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ส่วนตนทั้ง 2 ประการนั้นก็เพื่อนำไปสั่งสอน ถ่ายทอด และเผยแพร่พระธรรม แก่พุทธศาสนิกชนและบุคคลทั่วไปการสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของพระภิกษุในการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้พุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไป ได้เข้าใจในหลักธรรมและสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของตนเองและสังคมได้อย่างปกติสุข เป็นการทำประโยชน์แก่สังคมโดยรวม 

             ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระพุทธเจ้าได้ตรัสหน้าที่ของพระสงฆ์ในการสั่งสอนเผยแพร่หลักธรรมแก่ประชาชนไว้ 6 ประการคือ

            1) สอนให้ละเว้นความชั่ว คือ การชักจูงใจให้บุคคลพึงละเว้นจากสิ่งที่กระทำลงไปแล้วเกิดโทษ ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น 
ทำให้เกิดเป็นความทุกข์

            2) สอนให้ทำความดี คือ การชักจูงใจให้บุคคลประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สิ่งที่เป็นกุศล เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข 

            3) อนุเคราะห์ด้วยจิตใจอันงาม หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ และแนะนำสั่งสอนด้วยความปรารถนาดี มุ่งประโยชน์ที่บุคคลถึงได้รับเป็นสำคัญ ไม่หวังสินจ้างรางวัล ลาภ ยศ หรือชื่อเสียงใด ๆ เป็นการตอบแทน

            4) สอนสิ่งที่เขาไม่เคยสดับตรับฟังมาก่อน ประชาชนส่วนมากมักวุ่นวายอยู่กับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาและสดับพระธรรม พระสงฆ์ผู้ได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติมากกว่าชาวบ้าน จึงต้องนำเอาสิ่งที่ตนเรียนรู้มาถ่ายทอดให้เขาได้รู้ด้วย

             5) อธิบายสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังมาแล้วให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น บางเรื่องที่เขาฟังมาแล้วเกิดความสงสัยไม่แน่ใจ ก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งหายสงสัย โดยรู้จักการจับประเด็นที่สำคัญมาขยาย และชี้แจงแต่ละประเด็นให้ชัดเจน

             6) บอกทางสวรรค์ให้ หมายถึง การบอกทางสุข ทางเจริญ โดยการแนะนำทางดำเนินชีวิตที่ดีงาม และเป็นประโยชน์สุขแก่ประชาชน

          3. การเป็นนักบวชที่ดี พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา มีหน้าที่ศึกษา ปฏิบัติธรรม เผยแผ่คำสอน ดังที่กล่าวมาแล้ว พระภิกษุจะต้องเป็นผู้สืบต่อพระพุทธศาสนา มีคุณธรรมและหลักความประพฤติที่ต้องปฏิบัติมากมาย นอกจากอนุเคราะห์พุทธศาสนิกชนแล้ว พระภิกษุจะต้องหมั่นพิจารณาตนเอง คือ พิจารณาเตือนใจตนเองอยู่เสมอตามหลัก ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ (ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ) 10 ประการดังนี้คือ

           3.1 เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์ สลัดแล้วซึ่งฐานะ ควรเป็นอยู่ง่าย จะถือเอาแต่ใจตนเองไม่ได้
           3.2 ความเป็นอยู่ของเราต้องอาศัยผู้อื่นในการเลี้ยงชีพ ควรทำตัวให้เลี้ยงง่าย และบริโภคปัจจัย 4 โดยพิจารณา ไม่บริโภคด้วยตัณหา
           3.3 เรามีอากัปกิริยาที่พึงทำต่างจากคฤหัสถ์ อาการกิริยาใด ๆ ของสมณะ พระภิกษุต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ และยังจะต้องปรับปรุงตนให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านี้
           3.4 ตัวเราเองยังติเตียนตัวเราเองโดยศีลไม่ได้อยู่หรือไม่
           3.5 เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้เป็นวิญญูชน พิจารณาแล้ว ยังติเตียนเราโดยศีลไม่ได้อยู่หรือไม่ 
           3.6 เราจักต้องถึงความพรากจากของรักของชอบใจไปทั้งสิ้น
           3.7 เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น
           3.8 วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่
           3.9 เรายินดีในที่สงัดอยู่หรือไม่
           3.10 คุณวิเศษยิ่งกว่ามนุษย์สามัญที่เราบรรลุแล้วมีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน เมื่อถูกเพื่อนบรรชิตถามในกาลภายหลัง

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

พระครูสุนทรธรรมประยุต






สรีระร่างกาย..อันทอดไว้นอนทับซึ่งแผ่นดินของหลวงปู่เสนาะ วัดบางคาง จ.ปราจีนบุรี จะถูกเตโชธาตุ คือ ไฟเผาให้สลาย หายจากรูปที่เคยครอง ในวันอาทิตย์ที่ ๓๑ ม.ค. ๕๙ โดยสำนักพระราชวัง เป็นผู้ดำเนินการ..
ในยามมีชีวิตอยู่ หลวงปู่ได้ศึกษาวิชาและธรรมะจากครูบาอาจารย์หลายท่าน มีหลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา เป็นอาทิ
หลวงปู่เมตตาเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งที่บวชใหม่ๆ เป็นเพราะแม่ อยากตอบแทนพระคุณแก่มารดาเป็นกำลัง จึงตั้งใจเข้ามาบวชแบบเอาจริงเอาจัง แรกเริ่มก็ขวนขวายในวิชาอาคม ตามเกจิอาจารย์ผู้ทำประโยชน์ให้แก่โลก เป็นที่พึ่งให้แก่มวลมนุษย์ เมื่อหลวงปู่ได้ไปศึกษาวิชาอาคม แต่ก็มิได้ทิ้งการศึกษานักธรรม ท่านก็เร่งเรียนศึกษาจนจบนักธรรมชั้นเอก ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปราว ๗๐ กว่าปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหนังหา ตำรับตำรา และผู้มีความรู้แค่อ่านออกเขียนได้ แทบจะหาทำยายากเอาการ หลวงปู่จึงได้เป็นครูสอนนักธรรมแก่พระในสมัยนั้นโดยปริยาย เพราะถึงจะไม่อยากรับหน้าที่ แต่ไม่มีคนจะจบมาสอน หรือมีความรู้พอจะสอนได้เลย ก็ต้องรับเป็นครูไปในตัว ด้วยสติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณของท่าน ที่แตกฉานในตำรา และแม่นมาก จะกล่าวคำโวหาร ก็คล่องแคล่ว จะกล่าวแก้คำผู้อื่นก็แม่นยำ ทำให้หลวงปู่กลายเป็นนักเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ ที่แม้แต่ นักเทศน์อวุโส ที่เจนจบ ก็ต้องหมดทางแก้บนธรรมาสน์ แต่หลวงปู่ก็เล่าว่า เมื่อท่านลงจากเวทีนั้น ท่านก็ลงไปกราบขอขมาต่อภันเต หรือผู้แก่อวุโสท่านนั้นด้วยความเคารพ ซึ่งเป็นการผูกมิตรไมตรีของทั้งสองฝ่ายไปตลอดชีวิตฯ ท่านว่าไว้เช่นนั้น.. และหลวงปู่จึงรับหน้าที่เป็นองค์แสดงธรรมในหลายที่ ที่ผู้คนรู้จัก..
ส่วนด้านการปฏิบัตินั้น หลวงปู่เป็นผู้รักษาวินัยได้งดงามท่านหนึ่ง สมเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า น่าเคารพกราบไหว้บูชา ...
และเรื่องของจิตภาวนา หลวงปู่ได้มุ่งมั่นไปร่ำเรียนมาหลายเกจิอาจารย์ ซึ่งหลวงปู่มาสรุปให้ฟังว่า... ทุกอย่าง มันอยู่ที่ใจ ถ้าได้ใจแล้ว จะทำอะไรก็ได้ จะลงอะไรก็ขลัง, ก็ศักดิ์สิทธิ์...
ด้วยเหตุนี้เองแหละ เมื่อการศึกษาปริยัติ ก็แตกฉาน นำไปปฏิบัติรักษาวินัยก็บริสุทธิ์ จะกล่าวแจกแจงให้ผู้อื่นก็แจ่มแจ้ง ภาวนาจิตก็สงบมีพลัง.. หลวงปู่ท่านจึงไม่หลงทางในการวิปัสสนา ค้นหาตัวตนของตัว ภายในตัว จนเห็นตัว และอบรมตนจนแจ้งในตัวแล้ว หมดทั้งสิ้น... วางภาระที่จะแบกตัวไปในชาติต่อๆไป ไม่ปรุงแต่งจิตตนตามกิเลสอนุสัยใดๆ เสียทั้งหมดแล้ว ..
จิตท่านก็เดินทางไปตามเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนด้วยความสำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยดี..
ขอกราบ กราบ กราบ สรีระสังขารนี้ ก่อนจะแยกสลายกลับคืนไปสู่โลกธาตุ..
สิ่งใดที่ข้าพเจ้า กระทำแล้ว ด้วยกาย,วาจา และใจ อันเป็นสิ่งไม่สมควรใดทั้งหมด ทั้งสิ้น กราบขอขมาแก่หลวงปู่เสนาะ ขอให้จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น ทุกประการเทอญ.. สาธุฯ

พิธีศพ หลวงพ่อเสนาะ วัดบางคาง


















พระครูสุนทรธรรมประยุต หรือหลวงพ่อเสนาะ 
เจ้าอาวาสวัดบางคาง ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี
ประวัติ
พระครูสุนทรธรรมประยุต หรือหลวงพ่อเสนาะ เกิดในวันพฤหัสบดี เดือน ๗ ปีมะแม พ.ศ.๒๔๖๒ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 5 มิ.ย.2462
ท่านเกิดที่บ้านมอญ หมู่ ๕ ตำบลกระแจะ อำเภอเมืองปราจีนบุรี (ปัจจุบันคือตำบลรอบเมือง) 
 ในช่วงวัยเยาว์ เข้าศึกษาหาความรู้ที่โรงเรียนวัดบางคาง จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่ออายุได้ 13 ปี
ครั้นอายุ 21 ปี ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดบางคาง ในวันพุธที่ 17 เม.ย.2483 มีพระครูด้วง เกสโร วัดหลวงปรีชากูล เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า ปัญญาวโร แปลว่า ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ
เมื่อบวชแล้วหนึ่งพรรษาผ่านไปได้ติดตามพระอาจารย์เชย วัดสันติ ออกเดินธุดงค์จากวัดบางคางมุ่งหน้าไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งเส้นทางในสมัยนั้นยังเป็นป่ารกชัฏ เต็มไปด้วยอันตรายและความยากลำบาก แต่ท่านก็ผ่านมาได้ด้วยดี

 เมื่อกลับมาวัดแล้วได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย จนสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2484-2486
ในปี พ.ศ.2486 ได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี โท เอก เรื่อยมาจนถึงปี 2514
 หลวงพ่อเสนาะท่านเคยไปปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา พระเกจิอาจารย์ ชื่อดังยุคสงครามอินโดจีน และเคยไปกราบสนทนาธรรมกับหลวงพ่อผิว วัดสง่างาม พระเกจิชื่อดังยุคนั้น โดยท่านบอกว่าไปกราบด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งหลวงพ่อทุกองค์บอกกับท่านว่า "ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่จิต ที่กาย และวาจา ถ้าจิตดี กายบริสุทธิ์ วาจาสัจจะ ทำอะไรตั้งจิตมุ่งไปให้ถึง ทุกอย่างก็สำเร็จ สมประสงค์ทุกประการ"
ด้านวิทยาคม ด้วยเหตุที่ท่านเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ มีความจำเป็นเลิศ เป็นผู้สังเกตการณ์ จึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้ต่างๆ จากครูบาอาจารย์ ในลักษณะครูพักลักจำ ศึกษาวิชาอาคมต่างๆ รวมทั้งการเขียนอักขระเลขยันต์ ท่านได้ศึกษาจากคัมภีร์ใบข่อยเป็นตำราโบราณจนสามารถอ่านออกเขียนได้ และนำมาปฏิบัติฝึกฝนจนมีพลังจิตแก่กล้า

ในปี 2490 เจ้าอาวาสวัดบางคางองค์เดิมได้ลาออกเพื่อกลับภูมิลำเนาที่ประเทศกัมพูชา ท่านจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเจ้าอาวาส แม้ท่านจะปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง แต่ด้วยความเป็นผู้ที่มีพรรษามากกว่าพระภิกษุสงฆ์รูปอื่น จึงต้องยอมรับด้วยประการทั้งปวง โดยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางคางตั้งแต่ปี 2490 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในปี 2513
ในทางด้านการปกครอง ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล และเลื่อนเป็นเจ้าคณะอำเภอ จนกระทั่งถึงวัยเกษียณอายุ จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอ

ในด้านการเผยแผ่ธรรม หลวงพ่อเสนาะเป็นพระที่ทันสมัย ใช้ธรรมะสั่งสอนชาวบ้าน ให้รู้จักทำมาหากินด้วยความสุจริต มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร มิให้ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข ใช้ชีวิตอย่างสมถะ และพอเพียง
หลวงพ่อเสนาะ ยังสั่งสอนให้ชาวบ้านได้เจริญภาวนาสมาธิ ให้ยึดมั่นในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามศีล 5 ศีล 8 หรืออุโบสถศีล อย่างเคร่งครัด ให้เป็นคนคิดดี ทำดี พูดดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน ถือเป็นผู้นำทางคุณธรรมศีลธรรมของชาวบ้านอย่างแท้จริง
เกียรติคุณของหลวงพ่อเสนาะ จึงเป็นที่รู้จักศรัทธาเลื่อมใส เป็นพระที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม


“วัดบางคาง” คำว่า บางคาง นั้น เป็นคำในภาษาจีนแต้จิ๋ว ออกเสียงเรียกเมืองปราจีน ว่า “มั่งคั้ง” เวลาออกเสียงทับศัพท์กับภาษาไทยกลายเป็นคำว่า “บางคาง” ไปในที่สุด
ความสำคัญของวัดบางคาง เคยเป็นที่ตั้งค่ายพักแรมกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และปัจจุบันมีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่เพื่อเป็นอนุสรณ์ หน่วยงานราชการในจังหวัดปราจีนบุรี จะประกอบพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นประจำ ในวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี ณ วัดบางคาง แห่งนี้

วัดบางคาง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลรอบเมือง ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี มีอายุประมาณ 140 ปี เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่อกับสมัยธนบุรี คือ
   สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นดำรงยศเป็น พระยาวชิรปราการ ได้ออกจากกรุงศรีอยุธยามาทางทิศตะวันออก ถึงบ้านพรานนก จึงให้บรรดาทหารไปจัดหาเสบียงมาไว้ในกองทัพ ได้พบกับทหารพม่าที่รักษาเมืองปราจีนยกพลสวนทางมาจากบางคาง ได้เกิดปะทะกันขึ้น จากนั้นจึงยกพลไปทางนาเริ่งและเมืองนครนายก ผ่านด่านบ้านกบแจะต่อมาคือเมืองปจันตคาม ข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรีไปตั้งพักอยู่ทางชายดงศรีมหาโพธิ ฟากตะวันออก นอกจากนี้ “บ้านบางคาง แขวงเมืองปราจีน” ดังกล่าว มีข้อสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองปราจีนแต่เดิม เหตุเพราะมีการสำรวจพบซากเมือง วัตถุโบราณและร่องรอยอื่นๆ อยู่บริเวณใกล้ๆ วัดบางคาง แม้ว่าร่องรอยต่างๆ จะถูกทำลายลงไปบ้าง
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้มีการย้ายเมืองมาตั้งใหม่อยู่บริเวณกองกำกับการตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรีในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากแม่น้ำปราจีน ประมาณ 200 เมตร และยังคงเห็นร่องรอยของซากกำแพงเมืองหลงเหลืออยู่
ภายในบริเวณวัดมี ถาวรวัตถุอยู่มาก เป็นที่ทรงคุณค่าทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ หรือ พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วิหาร พระพุทธรูปปางลีลาวัดบางคาง   พร้อมพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและขวา  พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช  
หอระฆังแปดเหลี่ยม   ซึ่งเป็นหอระฆังรูปทรงแปลก ล้อมรอบด้วยเสาหงส์รอบด้าน บนหอระฆังแขวนระฆังไว้หลายใบ บันไดทางขึ้นสร้างเอาไว้ในชั้นล่างมองจากด้านนอกไม่เห็น ยอดของหอระฆังก็สร้างได้อย่างสวยงาม


พระครูสุนทรธรรมประยุติ (หลวงพ่อเสนาะ) เป็นพระเถระที่มีอาวุโสสูงอีกรูปหนึ่งของเมืองปราจีนบุรี  มีความเมตตา มีศีลาจารวัตร ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดำรงตนอย่างสมถะเรียบง่าย เรื่องทำวัตรเช้า-เย็น ท่านกระทำเป็นประจำมิได้ขาด
ทุกวันพระ จะขึ้นศาลาการเปรียญเทศนาโปรดญาติโยมที่มาทำบุญ ซึ่งการเทศน์ของท่านนั้นไพเราะเสนาะหู สร้างความประทับใจและความศรัทธาให้แก่ผู้ได้ยินได้ฟังอย่างยิ่ง
บัดนี้ แม้ท่านจะละสังขารไปแล้ว แต่ความสมถะเรียบง่าย มักน้อย สันโดษ มีความเป็นอยู่แบบพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ยังคงอยู่ในศรัทธาของสาธุชนและศิษยานุศิษย์อย่างมิรู้เสื่อมคลาย

หลวงพ่อเสนาะ ปัญญาวโร ได้มรณภาพด้วยโรคชราและโรคมะเร็ง  โดยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 กรุงเทพฯ สิริอายุได้ 97 ปี  พรรษา 76 เมื่อเวลา 05.20 น.วันที่ 6 ก.พ. 2558 โดยมีการเคลื่อนย้ายศพจากกรุงเทพฯ มาตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลาเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา ในวันที่ 7 ก.พ. 2558 จากนั้น ประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ  พร้อมให้ศิษยานุศิษย์ ประชาชนเข้ารดน้ำศพ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป  โดยพลโท ประสงค์ ฟักสังข์ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธี และมีพิธีบำเพ็ญกุศลจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 กพ. 2558 จนถึงวันจันทร์ที่ 16 ก.พ.2558 เวลา 19.30 น. แสดงพระธรรมเทศนา และ เวลา 20.00 น. สวดพระอภิธรรม


 วันอังคารที่ 17 ก.พ.2558 ประกอบพิธีบรรจุศพเก็บไว้เป็นเวลา 1 ปี เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิง ในวันอาทิตย์ที่ 31 ม.ค. 2559 เวลา 16.30 น.

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

ความเป็นกลาง... มัฌชิมา!หลายครั้งที่เราคิดว่า เรานั้นเป็นกลาง!!แต่เปล่าเลย#! มันก็แค่คิดว่าเป็นเท่านั้น..สังเกตุได้ที...

Posted by ผู้ตั้งมั่น ในความเพียร on 5 มกราคม 2016

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สวดพระอภิธรรม ในงานศพ ทำไม?

พระอภิธรรม...
 การสวดพระอภิธรรมในงานศพ
 เรียบเรียงโดย นายวิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ 
คัดลอกจาก http://www.geocities.com/gogfox/aphithum2.html
 ทุกท่านคงจะพบคำว่า สวดพระอภิธรรม หรือ ตั้งศพสวดพระอภิธรรม ในบัตรเชิญหรือในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเชิญไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลแด่ท่านผู้วายชนม์อยู่บ่อย ๆ
..ที่ว่า สวดพระอภิธรรม นั้น เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ย่อมทราบดีแล้วว่าหมายถึงอะไร ตามหลักฐานของท่านผู้รู้กล่าวว่ามีการนำเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของพุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่าการบำเพ็ญกุศลในงานศพเพื่ออุทิศให้ ผู้วายชนม์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความกตัญญูต่อผู้วายชนม์ซึ่งจากไปไม่มีวันกลับ การที่ พุทธศาสนิกชนชาวไทยนำเอาคัมภีร์พระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเพณีนี้นั้นตามข้อสันนิษฐาน คงจะเกิดจากเหตุผลประการต่าง ๆ ดังนี้
.. ประการแรก เป็นเพราะ พระอภิธรรม ไม่กล่าวถึงสัตว์ ไม่กล่าวถึงบุคคล ไม่มีตัวตน เรา เขา แต่ทรงจำแนกธรรมออกเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต (ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล) ทรงกระจายสรีระกายซึ่งเป็นกลุ่มก้อนออกเป็นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง อินทรีย์ ๒๒ บ้าง อัน เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยซึ่งต้องมีการเสื่อมสลายไปตามสภาวะมิสามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไป การได้ฟังพระอภิธรรมจะทำให้ผู้ฟังน้อมนำมาเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้วายชนม์ ทำให้เห็นสัจจธรรมที่ แท้จริงของชีวิต ท่านโบราณบัณฑิตคงจะเห็นว่าในงานเช่นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ท่านผู้ฟังและท่านผู้ ร่วมบำเพ็ญกุศลในงานศพจะสามารถพิจารณาเห็นความจริงของชีวิตได้โดยง่าย จึงได้นำเอาพระอภิธรรมมาแสดงให้ฟัง 
...อีกประการหนึ่ง เพราะเห็นว่าในการตอบแทนพระคุณพุทธมารดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้เสด็จขึ้นไปทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดาซึ่ง สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อบุพพการีอันได้แก่ มารดา บิดา ถึงแก่กรรมลง ท่านผู้เป็นบัณฑิตจึงได้นำเอาพระอภิธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในการบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ โดยถือว่าเป็นการสนองพระคุณมารดา บิดา ตามแบบอย่างพระจริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมา แม้ว่าท่านผู้วายชนม์จะมิใช่มารดาบิดาก็ตาม แต่การนำเอาพระอภิธรรมมาแสดงในงานศพก็ถือเป็นประเพณีไปแล้ว
... ประการสุดท้าย เพราะเชื่อว่า พระอภิธรรมเป็นคำสอนขั้นสูงที่มีเนื้อหาละเอียดลึกซึ้ง เกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ หากนำมาแสดงในงานบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ผู้วายชนม์จะได้บุญมากการสวดพระอภิธรรมก็คือการนำเอาคำบาลีขึ้นต้นสั้น ๆ ในแต่ละคัมภีร์ของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์มาเรียงต่อกัน
..การสวดพระอภิธรรมนี้บางทีเรียกว่า สวดมาติกา ถ้าเป็นงานพระศพบุคคลสำคัญในราชวงศ์เรียกว่า พิธีสดับปกรณ์ ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า สัตตปกรณ์ อันหมายถึง พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ นั่นเอง (สัตต = เจ็ด ปกรณ์ = คัมภีร์ ตำรา) ต่อมาภายหลังมีผู้รู้ได้นำเอาคาถาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ของพระอนุรุทธาจารย์มาสวดเป็นทำนอง สรภัญญะ (คือการสวดเป็นจังหวะสั้น ยาว) เรียกว่า สวดสังคหะ โดยนำเอาคำบาลีในตอนต้นและตอนท้ายของแต่ละปริจเฉท ซึ่งมีทั้งหมด ๙ ปริจเฉทมาเรียงต่อกันเป็นบทสวด

อีกประการ..

ข้อควรรู้เกี่ยวกับพระอภิธรรม

คัดลอกและตัดตอนมาจาก หนังสือคู่มือฟังสวดพระอภิธรรม

โดย แผนกพัฒนาจิต มูลนิธิว่องวานิช

คัมภีร์สำคัญในพระพุทธศาสนาเรียกว่า พระไตรปิฎก มีอยู่ ๓ ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก, พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระอภิธรรมเป็นคัมภีร์สำคัญที่สุด ลึกซึ้งที่สุด เข้าใจยากที่สุด และมีเนื้อหามากที่สุด โดยนับเป็นหัวข้อได้ถึง ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ในขณะที่พระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก มีปิฎกละ ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์เท่านั้น
ประเพณีการสวดพระอภิธรรม
เนื่องด้วยในสมัยโบราณไม่นิยมใช้หนังสือบันทึกคำสอนหรือพระพุทธวจนะ แต่ใช้วิธีท่องจำต่อ ๆกันมา และพระพุทธวจนะหรือคำสอนนั้นก็เป็นสาระสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนาก็ว่าได้ จึงเกิดความจำเป็นขึ้นว่า เมื่อจะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่ นอกจากจะท่องจำคำสอนเป็นกิจวัตร และทำความเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องมีการสวดสาธยายธรรมกันเป็นประเพณีด้วย และการสาธยายธรรมนั้น ก็มีข้อน่าสังเกตดัวนี้
  • ๑.    เกี่ยวกับพระวินัยปิฎกนั้น ได้มีพระบัญญัติให้ท่องจำและทบทวนกันทุกกึ่งเดือน ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็คือ การลงอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์นั่นเอง (ต้องทำทุกวันขึ้น ๑๕ค่ำและ แรม ๑๕ค่ำ)
  • ๒.    ส่วนพระสุตตันตปิฎกนั้น ก็เกิดประเพณีที่อนุรักษ์ไว้ ๒ วิธีคือ
    • ๒.๑    การสวดพระธรรมเพื่อรักษาพระพุทธศาสนา โดยถือว่าการสวดเป็นปริยัติศาสนา (การศึกษาเล่าเรียน)อย่างหนึ่ง เรียกว่าสาธยายธรรมได้แก่ประเพณีสวดมนต์ทำวัตรเช้า สวดมนต์ทำวัตรเย็นทุกวันมิได้ขาด จึงเกิดมีหอสวดมนต์ ประจำวัดสืบมาจวบจนปัจจบัน
    • ๒.๒   การสวดพระปริตร เพื่อคุ้มครองป้องกันภัยอัตรายทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นประเพณีในการทำบุญ หรือบำเพ็ญกุศลต่างๆ เช่นงานฉลองหรืองานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ได้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นศิริมงคล บทสวดในงานดังกล่าวนี้ ก็นำข้อความสำคัญจากพระสุตตันตปิฎกนั่นเองมาเป็นแม่บท
  • ๓.    สำหรับพระอภิธรรมปิฎกนั้น จะนำมาสวดเฉพาะในงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในงานศพ เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ แต่เนื้อหาที่แท้จริงล้วนเป็นคำสอนที่มุ่งสอนคนเป็น ไม่ใช่สวดให้คนตายฟัง และการสวดพระอภิธรรมนี้แบ่งเป็น ๒ ตอนคือ
    • ๓.๑   ในวันตั้งศพวันแรก และวันทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน และในเวลาก่อนประชุมเพลิง นิยมนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรมเรียกว่าสวดมาติกาบังสุกุล ถ้าเป็นงานพระศพเจ้านายเรียกว่าพิธีสดัปกรณ์ซึ่งหดเสียงเพี้ยนมาจากคำว่า “สัตตปกรณ์” คือพระอภิธรรม ๗คัมภีร์ โดยออกเสียงเป็นรูปสันสกฤตว่า “สัปตปกรณ์” หรือ “สัปตัปประกรณ์”แล้วออกเสียงเพี้ยนเป็น “สตับปกรณ์”ดังกล่าวแล้ว
    • ๓.๒   ในตอนกลางคืนมีประเพณีสวดสังคหะเป็นทำนองสรภัญญะ(คือการสวดโดยใช้เสียงบริสุทธ์ เป็นจังหวะ สั้น-ยาว) โดยนำสวดเป็นภาษาบาลี หรือภาษามคธมาจากคัมภีร์อภิธรรมมัตถสังคหะ ซึ่งเป็นคำภีร์ที่พระอนุรุทธเถระแต่งขึ้น โดยวิธีเก็บสาระสำคัญจากพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดมาจัดเป็นหมวดหมู่ใหม่เป็น ๙ ปริจเฉท หรือ ๙ บท และสาระสำคัญใน ๙ปริจเฉทนั้นก็เป็นเรื่องของการอธิบายปริมัตถธรรม หรือพุทธอภิปรัชญา ซึ่งโดยสรุปแล้วก็มีเนื้อหาเป็นหลักสำคัยเพียง ๔หัวข้อ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งท่านย่อให้จำง่าย ๆว่า จิ. เจ. รุ. นิ. เนื้อหาสาระสำคัญของพระอภิธัมมัตถสังคหะ ทั้ง ๙ ปริเฉท อธิบายโดยสรุปได้ดังนี้
คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะมี ๙ ปริเฉทคือ
ปริเฉทที่ ๑ชื่อว่า จิตตสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่องของจิต
ปริเฉทที่ ๒ชื่อว่า เจตสิกสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่องของเจตสิก
ปริเฉทที่ ๓ชื่อว่า ปกิณณกสัวคหวิภาคแจกแจงแสดงเรื่อง ธรรมะ
 คือเวทนา เหตุ กิจ ทวาร อารมณ์ และวัตถุ
ปริเฉทที่ ๔ชื่อว่า วิถีสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง วิถีจิต
ปริเฉทที่ ๕.ชื่อว่าวิถีมุตตสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง จิตที่ พ้น
 วิถีและธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกับจิตเหล่านั้น
ปริเฉทที่ ๖.ชื่อว่ารูปสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง รูปและนิพพาน
ปริเฉทที่ ๗.ชื่อว่าสมุจจยสังคหวิภาค แจกแจงเรื่อง ธรรมะที่
 สงเคราะห์เข้าเป็นหมวดเดียวกัน
ปริเฉทที่ ๘.ชื่อว่า ปัจจยสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่องธรรมที่อุป
 การะซึ่งกันและกัน และแสดงบัญญัติธรรมด้วย
ปริเฉทที่ ๙.ชื่อว่า กัมมัฏฐานสังคหวิภาค แจกแจงแสดงเรื่อง กัมมัฏ
 ฐาน ทั้ง สมถะ และวิปัสสนากัมมัฏฐาน

คำแปลพระอภิธรรม ธมฺมสงฺ คณี
กุสลา ธฺมมา.
ธรรมทั้งหลายเป็นกุศล, คือ ไม่มีโทษ อันบัณฑิตติเตียน, มีสุขเป็นวิบากต่อไป
อกุสลา ธฺมา.
ธรรมทั้งหลายเป็นอกุศล, คือ มีโทษอันบัณฑิตติเตียน, มีทุกข์เป็นวิบากต่อไป
อพฺยากตา ธมฺมา
ธรรมทั้งหลายเป็นอัพยากฤต, คือท่านไม่พยากรณ์ว่าเป็นกุศลหรือ อกุศล คือเป็นธรรมกลาง ๆ
กตเม ธมฺมา กุสลา.
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเป็นไฉน?
ยสฺมึ สมเย.
ในสมัยใด?
กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ.
จิตเป็นกุศลอันหยั่งลงสู่กามย่อมเกิดขึ้น.
โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ.
เป็นไปกับโสมนัส ประกอบพร้อมด้วยญาณ.
รูปารมฺมณํ วา.
ปรารภอารมณ์ คือรูป, หรือมีรูปเป็นอารมณ์บ้าง.
สทฺทารมฺมณํ วา.
ปรารภอารมณ์ คือเสียง,หรือมีเสียงเป็นอารมณ์บ้าง.
คนฺธารมฺมณํ วา
ปรารภอารมณ์ คือกลิ่น, หรือมีกลิ่นเป็นอารมณ์บ้าง.
รสารมฺมณํ วา
ปรารภอารมณ์ คือรส, หรือมีรสเป็นอารมณ์บ้าง.
โผฏฐพฺพารมฺมณํ วา.
ปรารภอารมณ์ คือ โผฏฐัพพะ สิ่งที่กายถูกต้อง,หรือมีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์บ้าง
ธมฺมารมฺมณํ วา
ปรารภอารมณ์ คือ ธรรม, เรื่องที่เกิดแก่ใจ,หรือมีธรรมเป็นอารมณ์บ้าง
ยํ ยํ วา ปนารพฺภ.
ปรารภอารมณ์ใด ๆบ้างก็ดี.
ตสฺมึ สมเย.
ในสมัยนั้น
ผสฺโส โหติ.
ความประจวบต้องกันแห่งอายตนะภายนอก,และวิญญาณ ยอมมี ฯลฯ
อวิกฺเขโป โหติ.
ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี.
เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา.
ก็หรือว่า ธรรมทั้งหลายอันไม่มีรูป, ที่อาศัยกันเกิดขึ้นแม้เหล่าอื่นใดมีอยู่ในสมัยนั้น
อิเม ธมฺมา กุสลา.
ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ธรรมยุติกนิกาย


ธรรมยุติกนิกาย หรือ คณะธรรมยุต เป็นคณะสงฆ์ที่พระวชิรญาณเถระทรงตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูศาสนาพุทธในสยาม และแก้ไขวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผนวชอยู่นั้น ได้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานทำให้มีพระวิจารณญาณเกี่ยวกับความเป็นมาของพระพุทธศาสนา และความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
เนื่องด้วยเหตุที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียเมืองแก่พม่า กลุ่มที่มีบทบาทมากกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของพระฝาง ซึ่งผู้นำเป็นพระภิกษุ แต่จับอาวุธ และใช้วิชาอาคมเพื่อการสู้รบ กระทำการเช่นกับนักรบ มีพระภิกษุมากมายที่เป็นสมาชิก เป็นกลุ่มใหญ่มีกำลังพลมาก ทำให้ภาพพจน์ของพระภิกษุในสมัยนั้น เป็นที่เสื่อมศรัทธาของประชาชน แม้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทำการฟื้นฟูศาสนาไปแล้วในเบื้องต้น แต่ภาพที่ผู้คนประชาชนในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
 เป็นเหตุให้รัชกาลที่๔ ในขณะทรงผนวชมีพระราชดำริในอันที่จะฟื้นฟูการสั่งสอนพระพุทธศาสนา และการประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยตามที่ได้ทรงศึกษา และทรงพิจารณาสอบสวนจนเป็นที่แน่แก่พระราชหฤทัยว่าถูกต้องเป็นจริงอย่างไร แล้วพระองค์ได้ทรงนำประพฤติปฏิบัติขึ้นก่อน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทรงเริ่มแก้ไขที่พระองค์เองเป็นอันดับแรก ต่อมาเมื่อมีบุคคลอื่นเห็นชอบและนิยมตาม จึงได้มีผู้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างพระองค์ขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดเป็นพระสงฆ์หมู่หนึ่ง หรือนิกายหนึ่ง ที่ได้ชื่อในภายหลังว่า ธรรมยุติกนิกาย หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ธรรมยุต” อันมีความหมายว่า ผู้ประกอบด้วยธรรม หรือชอบด้วยธรรม หรือยุติตามธรรม ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระสงฆ์นี้เกิดขึ้นด้วยมุ่งแสวงหาว่า ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ (คือคำสั่งสอนของพระศาสดา) แล้วปฏิบัติข้อนั้น เว้นข้อที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นสัตถุศาสน์ แม้จะเป็นอาจินปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติตามกันมาแต่ผิดพระธรรมวินัย) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มีสาระสำคัญคือได้ยกสถานะคณะธรรมยุติ ให้เป็นนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ธรรมยุติกนิกาย ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปและฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์ ให้มีความถูกต้องและเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่บกพร่องของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นความพยายามของพระวชิรญาณเถระเพื่อช่วยปฏิรูปการคณะสงฆ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย

การก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นสาเหตุทำให้พระสงฆ์เถรวาทอื่นซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ได้มีการประชุมและมีมติให้เรียกพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คณะธรรมยุต ว่า "มหานิกาย"