วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จัตุรารักษ์


จตุรารักษ์ สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ๏ อนึ่งเมื่อจะระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พึงระลึกดังนี้ก็ได้ว่า เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ลุกโพลงรุ่งเรือง ไหม้สัตว์เผาสัตว์ให้รุ่มร้อนอยู่เป็นนิตย์ในภพทั้ง ๓ เพลิงกิเลสนั้น คือ ราคะ ความกำหนัดยินดี และ โทสะ ความเคืองคิดประทุษร้าย และโมหะ ความหลง รู้ไม่จริง ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ นี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเครื่องร้อนรนกระวนกระวายของสัตว์ เพลิงทุกข์นั้น คือ ชาติ ความเกิด คือขันธ์และอายตนะ และนามรูปที่เกิดปรากฏขึ้น และชรา ความแก่ทรุดโทรมคร่ำคร่า และ มรณะ ความตาย คือ ชีวิตขาด กายแตก วิญญาณดับ และโสก ความเหือดแห้งเศร้าใจ และ ปริเทวะ ความบ่นเพ้อ คร่ำครวญ ร่ำไร และทุกข์ทนยากเจ็บปวด เกิดขึ้นในกาย และ โทมนัส ความเป็นผู้มีใจชั่ว เสียใจ และอุปายาส ความคับแค้น อัดอั้นใจ ทุกข์มีชาติเป็นต้นเหล่านี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นทุกข์ให้เกิดความร้อนรน กระวนกระวายต่าง ๆ แก่สัตว์ เพลิงกิเลส เพลิงทุกข์เหล่านี้ ยกพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งในโลกดับได้ แต่ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเพลิง เครื่องร้อนเท่านั้นก็หายากเสียแล้ว ผู้ที่จะดับเพลิงนั้น จะได้มาแต่ใดเล่า ก็ในโลกหมดทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งดับได้ จึงพากันร้อนรนกระวนกระวายอยู่ด้วยเพลิงหมดทั้งโลก ก็ไม่รู้สึกตัวว่า เพลิงมันไหม้มันเผาเอา ให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ เพราะอวิชชาความหลงไม่รู้จริง สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคที่เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้ชอบ ตรัสรู้ดีแล้วเอง ตรัสรู้จริงเห็นจริง ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้ด้วยพระองค์นั้น จึงเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ ประเสริฐกว่าสัตว์ เป็นผู้อัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริง ๆ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วดี ทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ของสัตว์ผู้ปฏิบัติชอบ ช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผล นฤพาน พระธรรมนั้น ท่านทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้อย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริง ๆ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์ผู้สาวกของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา บันลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของตนได้ด้วย และเป็นเขตต์ให้เกิดบุญเกิดกุศล แก่เทวดามนุษย์มากมายนัก พระสงฆ์นั้นท่านปฏิบัติดีอย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริง ๆ ฯ ๏ เมื่อนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้ ตรึกตรองด้วยปัญญา ครั้นเห็นจริง เกิดความเลื่อมใสขึ้นแล้ว จะนึกแต่ในใจ หรือจะเปล่งวาจาว่า อโห พุทฺโธ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้จริง เห็นจริง สำเร็จประโยชน์ตน สำเร็จประโยชน์อื่นได้แล้ว ควรซึ่งทักษิณาอันเลิศ เป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง อโห ธมฺโม พระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณคือ ดับกิเลสเครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง อโห สงฺโฆ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว เป็นเขตต์บุญอันเลิศ หาเขตต์บุญอื่นยิ่งกว่าไม่มี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง ภาวนาดังนี้ ก็ได้ดีทีเดียว ฯ ๏ เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้เป็นที่พึ่งของตนจริง ๆ เสมอด้วยชีวิตแล้ว ท่านกล่าวว่าถึงสรณะแล้ว มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทานหมดทั้งสิ้น อนึ่งผู้ใดได้ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้แล้ว ผู้นั้นชื่อว่าเลื่อมใสแล้วในที่อันเลิศ ผลที่สุกพิเศษ เลิศใหญ่ยิ่งกว่าผลแห่งกุศลอื่น ๆ ทั้งสิ้น ย่อมมีแก่ผู้เลื่อมใสในรัตนะทั้ง ๓ นั้น อนึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ เป็นรัตนะอันเลิศวิเศษยิ่งกว่ารัตนะอื่นหมดทั้งสิ้น ย่อมให้สำเร็จความปรารถนาแก่สัตว์ผู้ที่เลื่อมใสได้ทุกประการ เหตุนั้นเราทั้งหลายจงอุตส่าห์นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความเลื่อมใสทุก ๆ วันเถิด จะได้ไม่เสียทีประสพพบพระพุทธศาสนานี้ ฯ ๏ นี้วิธีระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ฯ ๏ อนึ่งเมื่อจะเจริญเมตตา พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อเวรา จงเป็นสุข เป็นสุข เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อพฺยาปชฺฌา จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความเจ็บไข้ลำบากกาย ลำบากใจเลย สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อนีฆา จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ฯ ๏ เมตตาภาวนานี้ เป็นข้าศึกแก่พยาบาทโดยตรง เมื่อเจริญเมตตานี้ย่อมละพยาบาทเสียได้ด้วยดี เมตตานี้ชื่อว่า เจโตวิมุติ์ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นจากพยาบาทของใจ มีผลอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าทานและศีลหมดทั้งสิ้น อนึ่งเมตตานี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่ามีอานิสงส์ ๑๑ ประการ อานิสงส์ ๑๑ ประการนั้น คือ ผู้เจริญเมตตานี้ หลับก็เป็นสุขที่ ๑ ตื่นก็เป็นสุข ที่ ๒ ฝันเห็นก็เป็นมงคล ไม่ลามก ที่ ๓ เป็นที่รักของมนุษย์ ที่ ๔ เป็นที่รักของอมนุษย์ ที่ ๕ เทวดาย่อมรักใคร่รักษาไว้ให้พ้นภัย ที่ ๖ ไฟก็ไม่ไหม้ ไม่ทำให้ร้อนได้ และ พิษต่าง ๆ และสาตราวุธก็ไม่ประทุษร้ายทำอันตรายแก่ชีวิตได้ ที่ ๗ จิตต์กลับตั้งมั่นได้โดยเร็วพลัน ที่ ๘ มีผิวหน้าผ่องใสงาม ที่ ๙ เป็นผู้มีสติไม่หลงตาย ที่ ๑๐ ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกด้วยเมตตาฌานนี้ ที่ ๑๑ เมตตามีอานิสงส์วิเศษมากต่าง ๆ ดังว่ามานี้ เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้แระมาทในเมตตาภาวนานี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิดจะได้ประสพอานิสงส์วิเศษต่าง ๆ ซึ่งว่ามานี้เทอญ ฯ ๏ นี้วิธีเจริญเมตตา ฯ ๏ อนึ่งเมื่อจะเจริญอสุภะ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อตฺถิ อิมสิมึ กาเย ของไม่งามเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดมีอยู่ในกายนี้ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ คือ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ คือ เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ คือ ไส้ใหญ่ สายเหนี่ยวไส้ ราก ขี้ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท คือ น้ำดี น้ำเสมหะ น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฆาณีกา ลสิกา มุตฺตํ คือ น้ำตา น้ำมันเปลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำเยี่ยว ฯ ๏ ผม นั้นงอกอยู่ตามศีรษะ ดำบ้าง ขาวบ้าง ขน นั้นงอกอยู่ตามขุมขนทั่วกาย เว้นไว้แต่ฝ่ามือฝ่าเท้า เล็บ นั้นงอกอยู่ตามปลายมือปลายเท้า ฟัน นั้น งอกอยู่ตามกระดูกคาง ข้างบนข้างล่าง สำหรับบดเคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์ หนัง นั้นหุ้มทั่วกายผิวนอก ออกเสียแล้วมีสีขาว เนื้อนั้นมีสีแดงเหมือนกะชิ้นเนื้อสัตว์ เอ็น นั้นรึงรัดรวบโครงกระดูกไว้ มีสีขาว กระดูก นั้นเป็นร่างโครงค้ำแข็งอยู่ในกาย มีสีขาว เยื่อในกระดูก นั้นมีสีขาวเหมือนกะยอดหวายที่เผาไฟอ่อนแล้วใส่ไว้ในกระบอกไม้ฉะนั้น เยื่อในขมองศีรษะ นั้นเป็นยวง ๆ เหมือนกะเยื่อในหอยจุกแจง ม้าม นั้นคือแผ่นเนื้อมีสีแดงคล้ำ ๆ สองแผ่นมีขั้วอันเดียวกัน เหมือนกะผลมะม่วงสองผล มีขั้วอันเดียวกันฉะนั้น อยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ เนื้อหัวใจ นั้นมีสีแดง สัณฐานดังดอกบัวตูม ตั้งอยู่ท่ามกลางอก ตับ นั้นคือแผ่นเนื้อสองแผ่น สีแดงคล้ำ ๆ ตั้งอย่างข้างขวาเคียงเนื้อหัวใจ พังผืด นั้นมีสีขาวเหนี่ยวหนังกับเนื้อ เอ็นกับเนื้อ กระดูกกับเอ็นติดกันไว้บ้าง ไต นั้นเป็นชิ้นเนื้อสีดำคล้ำเหมือนกับลิ้นโคดำ อยู่ชายโครงข้างซ้าย ปอด นั้นเป็นแผ่นเนื้อสีแดงคล้ำ ชายเป็นแฉกปกเนื้อหัวใจอยู่ท่ามกลางอก ไส้ใหญ่ นั้นปลายข้างหนึ่งอยู่คอหอย ปลายข้างหนึ่งอยู่ทวาร ทบไปทบมามีสีขาว ชุ่มอยู่ด้วยเลือดในท้อง สายเหนี่ยวไส้ใหญ่ นั้นมีสีขาว รากนั้นคือของที่กลืนกินแล้วสำรอกออกมาเสียฉะนั้น คูถ นั้นคือของที่กินขังอยู่ในท้องแล้วถ่ายออกมาฉะนั้น น้ำดีนั้นสีเขียวคล้ำ ที่เป็นฝักตั้งอยู่ท่ามกลางอก ที่ไม่เป็นฝักซึมซาบอยู่ในกาย น้ำเสมหะ นั้นมีสีขาวคล้ำ ๆ เป้นมวก ๆ ติดอยู่กับพื้นไส้ข้างใน น้ำเหลือง น้ำหนอง นั้น มีอยู่ในที่สรีระมีบาดแผลเป็นต้น น้ำเลือด นั้นมีอยู่ตามขุมในกายและซึมซาบอยู่ในกาย น้ำเหื่อ นั้นสร้านออกตามขุมขนในกาลเมื่อร้อนหรือกินของเผ็ด น้ำมันข้น นั้นมีสีเหลือง ติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ น้ำตานั้นไหลออกจากตาในกาลเมื่อไม่สบาย น้ำมันเปลว นั้นเป็นเปลวอยู่ในพุงเหมือนกับเปลวสุกร น้ำลาย นั้นใสบ้าง ข้นบ้าง น้ำมูก นั้นเหลวบ้างข้นบ้างเป้นยวงออกจากนาสิก น้ำไขข้อ นั้นติดอยู่ตามข้อกระดูก น้ำเยี่ยว นั้นเกรอะออกมาจากรากและคูถฯ ๏ อยเมว กาโย กายคือประชุมส่วน เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดนี้นั่นแหละ อุทฺธํ ปาทตถา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา อโธ เกสมตฺถกา เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป ตจปริยนฺโต มันมีหนังหุ้มอยู่ที่สุดรอบ ปูโร นานปฺปการสฺส อสุจิโน มันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น เชตุจฺโฉ ปฏิกฺกุโล แต่ล้วนเป็นของไม่งาม มีกลิ่นเหม็น ปฏิกูลน่าเกลียดหมดทั้งสิ้น ฯ ๏ อสุภกัมมัฏฐาน อสุภสัญญานี้ เป็นข้าศึกแก่ราคะความกำหนัดยินดีโดยตรง ผู้ใดมาเจริญอสุภะเห็นเป็นของไม่งามในกาย เห็นกายเป็นของไม่งาม ปฏิกูล น่าเกลียด จนเกิดความเบื่อหน่ายไม่กำหนัดยินดี ดับราคะโทสะโมหะเสียได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรส คือพระนฤพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสรรเสริญกายคตาสติอสุภกัมมัฏฐานนี้ว่า ผู้ใดได้เจริญกายคตาสตินี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าบริโภคซึ่งรสคือนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มีดังนี้ นฤพานนั้นก็ดับราคะ โทสะ โมหะ นั้นเอง เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทในกายคตาสตินี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิดจะได้ประสพพบพระนฤพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เลิศกว่าธรรมหมดทั้งสิ้น ๏ นี้วิธีเจริญอสุภะ ฯ ๏ อนึ่งเมื่อจะเจริญมรณสติ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า มรณธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต (หญิงว่า มรณธมฺมามฺหิ มรณํ อนตีตา) แปลว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ล่วงความตายไปไม่ได้แล้ว ความตายนั้น คือสิ้นลมหายใจ กายแตกวิญญาณดับ ฯ ๏ อนึ่งพึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อธุวํ ชีวิตํ ชีวิตของเรามันไม่ยั่งยืน ธุวํ มรณํ ความตายของเรามันยั่งยืน อวสฺสํ มยา มริตพฺพํ เราคงจะตายเป็นแน่ มรณปริโยสานํ เม ชีวิตํ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตํ เม อนิยตํ ชีวิตของเรามันไม่เที่ยง มรณํ เม นิยตํ ความตายของเรามันเที่ยงแล้ว ฯ ๏ อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ สัตว์ที่ตายอยุ่เยวนี้ก็ดี มรึสุ จ มริสฺสเร ที่ตายดับศูนย์ไปแล้วก็ดี จักตายต่อไปข้างหน้าก็ดี ตเถวาหํ มริสฺสามิ เราก็จักตายดับศูนย์ไปเช่นนั้นเหมือนกันนั่นแหละ นตฺถิ เม เอตฺถ สํสโย ความสงสัยในความตายนี้ไม่มีแก่เรา เราไม่สงสัยในความตายนี้แล้ว เหตุนั้นเราจงเร่งขวนขวายก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตนเสียให้ได้ทันเป็นมีชีวิตอยู่นี้เถิด อย่าให้ทันความตายมาถึงเข้า ถ้าความตายมาถึงเข้าแล้ว จะเสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว ฯ ๏ ผู้ใดได้เจริญมรณสติ นึกถึงความตายได้เห็นจริง ตนเกิดความสังเวชได้ ผู้นั้นย่อมไม่เมาในชีวิต ละอาลัยในชีวิตเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท รีบร้อนปฏิบัติละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ชำระตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์โดยเร็วพลัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญมรณสติที่บุคคลเจริญทำให้มากนี้ว่า มีผลานิสงส์ยิ่งใหญ่มากนัก นับเข้าในพระนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มีดังนี้ มรณสติมีผลานิสงส์มากอย่างนี้ อนึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งไว้ว่า ให้คิดถึงความตายให้ได้ทุก ๆ วัน มาในอภิณหปัจจเวกขณ์ เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอุตส่าห์เจริญมรณสติคิดถึงความตายให้เห็นจริง จนเกิดความสังเวชให้ได้ทุก ๆ วันเถิด จะได้ประสพผลอานิสงส์ที่วิเศษ เป็นเหตุไม่ประมาทในอันก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตน ฯ ๏ นี้วิธีเจริญมรณสติ ฯ ๏ ที่นึกถึงคุณพระรัตนตรัย และเจริญเมตตาและอสุภและมรณสติ ทั้งสี่อย่างซึ่งว่ามานี้ ท่านกล่าวว่า จตุรารักษ์ เพราะเป็นธรรมป้องกันปกครองรักษาผู้ที่เจริญนั้นให้พ้นจากทุกข์ภัยอันตรายวิบัติทั้งสิ้นได้ และเป็นทางสวรรค์และนฤพานด้วย เหตุนั้น เรามั้งหลายจงอุตส่าห์เจริญให้ได้ทุก ๆ วันเถิด อย่าให้ขาดได้เลย จะได้เป็นความดีความชอบอย่างยิ่งของเรา ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เทอญ ฯ ๏ นี้วิธีเจริญจตุรารักษ์ ต่อนี้ไปวิปัสสนา ๚ ๏ เมื่อเจ็บไข้หรือเมื่อจะตาย พึงศึกษาทำไว้ในใจดังนี้ว่า อาตุรกายสฺส เม สโต เมื่อกายของเราอาดูรกระวนกระวายอยู่ด้วยทุกขเวทนา จิตฺตํ อนาตุรํ ภวิสฺสติ จิตต์ของเราจักไม่อาดูรเดือดร้อนไปตามกาย ภิทุรายํ กาโย กายนี้มันจักแตก วิราคธมฺมํ วิญฺญาณํ วิญญาณจิตต์ผู้รู้แจ้งนี้มันจะดับไป เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ช่างมันเถิด อนิจฺจา สงฺขารา เพราะสังขารคือร่างกายจิตต์ใจนี้มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วแตกดับไปเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง ตงฺกุเตตฺถ ลพฺภา ความเที่ยงยั่งยืนอยู่นั้นจะพึงได้มาแต่ไหน ในสังขารคือร่างกาย จิตต์ใจเหล่านี้เล่า อนึ่ง พึงเห็นจริงแจ้งชัดด้วยปัญญาดังนี้ว่า เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ห้ามันเกิดขึ้น, ขันธ์ห้ามันแตกไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ขันธ์ห้าต่างหาก ช่างมันเถิด เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ อายตนะหก มันเกิดขึ้น, อายตนะหก มันดับไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน อายตนะหกต่างหาก ช่างมันเถิด เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ธาตุหก มันเกิดขึ้น, ธาตุหกมันแตกไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ธาตุหกต่างหาก ช่างมันเถิด เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นามรูปมันเกิดขึ้น, นามดับรูปแตกไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน นามรูป ต่างหาก ช่างมันเถิด อนึ่งเมื่อเกิดก็ไม่ได้เอาอะไรมา เมื่อตายก็ไม่ได้เอาอะไรไป เข้าของที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณหมดทั้งสิ้น เป็นของกลางสำหรับแผ่นดิน ไม่ใช่ของใคร ช่างมันเถิด เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นจริงแจ้งชัดอย่างว่านี้แล้ว จิตต์ก็ไม่อาดูรเดือดร้อนไปตามกาย ที่กระวนกระวายอยู่ด้วยทุกข์เวทนา อนึ่ง ก็ไม่อาลัยพัวพันติดข้องอยู่ในเข้าของเหล่านั้นหมดทั้งสิ้น ด้วยความที่เห็นจริงแจ้งชัดดังนี้ เมื่อปฏิบัติทำใจได้อย่างนี้ ขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งนั้นก็ดี ก็ได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรส คือพระนฤพาน เป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี เป็นอันได้ประสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจ ในขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งนั้น เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคตดังนี้ ๏ อนึ่ง พึงพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นจริงแจ้งชัดดังนี้ว่า รูปํ อนิจฺจํ รูปเป็นของทรุดโทรม ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วแตกทำลายไป ดังฟองก้อนใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว แตกละลายเป็นน้ำไปฉะนั้น เวทนา อนิจฺจา ความสบายและไม่สบายและเฉย ๆ อยู่ที่วิญญาณรู้แจ้ง มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป ดังต่อมน้ำตั้งขึ้นใส ๆ แล้วแตกไปโดยเร็วฉะนั้น สัญญา อนิจฺจา ความสำคัญจำหมายไว้มันไม่เที่ยง ขึ้นแล้วหายไป ดังพยับแดด เข้าใกล้แล้วหายไปหมด ไม่ปรากฏฉะนั้น สงฺขารา อนิจฺจา ความคิดเป็นเครื่องตกแต่งจิตต์ที่เป็นบุญและเป็นบาป มันไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับศูนย์ไป ไม่มีแก่นสารอันใด ดังต้นกล้วยฉะนั้น วิญฺญานํ อนิจฺจํ จิตต์ผู้รู้แจ้งอารมณ์มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นหลอกลวงให้สัตว์ลุ่มหลงว่าของเรา ว่าเรา ว่าตัว ว่าตน แล้วดับไป ดังมายาหลอกลวงให้ลุ่มหลงเหมือนกะเล่นกลฉะนั้น รูปํ อนตฺตา รูปเป็นของทรุดโทรม ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เวทนา อนตฺตา สุข ทุกข์ อุเบกขา เฉย ๆ ที่มีวิญญาณรู้แจ้ง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน สญฺญา อนตฺตา ความสำคัญจำหมายไว้ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน สงฺขารา อนตฺตา เจตนาเป็นเครื่องตกแต่งจิตต์ที่เป็นบุญและเป็นบาป ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ธรรมที่ปัจจัยตกแต่งสร้างขึ้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วแปรปรวนแตกดับไป สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะว่าตัวตน สัตว์บุคคลไม่มี มีแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวทุกข์ และมีทุกข์ดับหมด คือ พระนฤพาน และมีสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ไปต่างหาก ไม่มีใครผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นจริงแจ้งชัดว่า เราเขา สัตว์ บุคคล ตัวตนไม่มีดังนี้แล้ว ก็ปล่อยวางเสียได้ ไม่ถือว่าของเรา ว่าเรา ว่าตัว ว่าตน ละสักกายทิฏฐิได้ในขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งนั้นก็ดี ก็ได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรสคือพระนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี และได้ประสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจในขณะหนึ่งครู่หนึ่งนั้น เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคตดังนี้ ๏ อนึ่ง เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นจริงแจ้งชัดว่า เรา เขา สัตว์ บุคคล ตัวตนไม่มีดังนี้แล้ว ใจก็บริสุทธิ์เป็นสุขใหญ่ยิ่ง ทุกข์โทมนัสคับแค้นเครื่องร้อนใจก็ดับเสียได้ คุณคือใจบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า และคุณพระธรรมที่ดับเพลิงเครื่องร้อนใจได้ และคุณพระสงฆ์ปฏิบัติดี คือละกิเลสเครื่องเศร้าหมองเสียได้ ก็ย่อมปรากฏขึ้นในใจของตน เป็นผู้มีความเชื่อความเลื่อมใส หยั่งลงมั่นในคุณพระรัตนตรัย เป็นอันได้ถึงสรณะทั้ง ๓ นี้เป็นที่พึ่งของตนด้วยดี ด้วยปัญญาที่มาพิจารณาเห็นซึ่งสภาวธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตาว่ามานี้ ฯ ๏ ก็วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหาร ภาวนา ย่อมทำผู้ที่เจริญนั้นให้มีสติ ไม่หลงทำกาลกิริยา มีสุคติภาพคือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า นี้ว่าโดยไม่บัลลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำผู้นั้นบัลลุมรรคผล ทำให้แจ้งพระนฤพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว อนึ่ง เมื่อเกิดก็ไม่ได้เอาอะไรมา เมื่อตายก็ไม่ได้เอาอะไรไป ทรัพย์สมบัติเข้าของเงินทองทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ใช่ของเรา เป็นของกลางสำหรับแผ่นดิน ตายแล้วทิ้งเสียหมด เอาไปก็ไม่ได้ อย่าหลงมัวเมาไปเลย แต่ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้เป็นของ ๆ เราแท้ หนีไม่พ้น เหตุนั้นเราจงอุตส่าห์รีบเร่งก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตน จงอุตส่าห์บำเพ็ญศีล และเจริญจตุรารักษ์และวิปัสสนา ซึ่งว่ามานี้เป็นทางสวรรค์และนฤพานเถิด ดีกว่าประกอบกิจอื่น ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน เตรียมตัวไว้ท่าความตายเถิดดีกว่า เพราะเราจะต้องตายเป็นแท้ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร อนึ่งยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือศีล ๕ และ กุศลกรรมบถ ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ ชีวิตทีเป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตรายของชีวิตทั้งภายในภายนอกกายมีมากต่าง ๆ การที่ได้ฟังธรรมของสัปบุรุษ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะกาลที่เปล่าว่างอยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบบางสมัยจึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง เหตุนั้น เราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย ฯ ๏ ขอท่านผู้สัปบุรุษที่ได้รับหนังสือนี้ไป จงอ่านให้ได้ทุก ๆ วันเถิด เมื่ออ่านจงตรองตามไปให้ได้ความเห็นจริง เมื่อได้ความเห็นจริงแล้ว ก็เป็นอันได้ประสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจ อนึ่งเป็นอันได้เจริญภาวนามัยกุศล มีผลใหญ่เลิศเกิดขึ้นแก่ตนด้วย เพราะทำความเห็นจริงให้เกิดขึ้นในจิตต์ได้นี้ จึงเป็นภาวนามัยกุศลมีผลเลิศ ถ้ากิจการมีมากไม่มีโอกาสที่จะอ่านแล้ว เมื่อจะนอน พึงอ่านเสียก่อนจบหนึ่งแล้วจึงนอน จะได้เป็นนิพัทธกุศลมีผลเลิศเกิดแก่ตนทุกวัน ๆ เพราะภาวนามัยกุศลนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญว่ามีผลใหญ่กว่าทานและศีล ในสูตรมี เวลามสูตร เป็นตัวอย่างเหตุนั้น ควรที่เราทั้งหลายจะพึงไม่ไประมาท ในภาวนามัยกุศลนี้ อุตส่าห์เจริญให้ได้ทุกวัน ๆ เทอญ ๚ ๏ ต่อไปนี้เป็นปกิรณกกถาซึ่งเป็นสุภาษิต ๚ ๏ ว่าด้วยคนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสติเตียนไว้มีอยู่ ๔ จำพวก พวก ๑ เป็นอยู่เหมือนกับคนตายเสียแล้ว พอกนี้อาศัยคนที่ประมาท ปล่อยสติเสีย ไม่คิดถึงแก่ ถึงเจ็บ ถึงตาย ทิ้งบุญ ทิ้งกุศลเสียหมด พวก ๑ มีตาดีอยู่ เหมือนกับคนตาบอดเสียแล้ว พวกนี้อาศัยตา คือปัญญาที่รู้จริงเห็นจริงไม่มี หลงไปตามสมมติที่ไม่จริง พวก ๑ มีเงินทองทรัพย์สมบัติมาก ก็เหมือนกับคนจน พวกนี้อาศัยอริยทรัพย์ ๗ มีศรัทธาและศีลเป็นต้น ไม่มี เป็นคนจนในธรรมวินัยนี้ พวก ๑ ปฏิบัติอยู่ในพระศาสนานี้ กลับกลายเป็นคนนอกศาสนานี้ไปเสียไม่รู้ตัว พวกนี้อาศัยปฏิบัติผิดจากศาสนาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, เมื่อรู้อยู่อย่างนี้แล้ว จงปฏิบัติให้ดีเถิด อย่าให้เหมือนกับคน ๔ จำพวก ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสติเตียนไว้อย่างว่ามานี้เลย จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ ฯ ๏ อนึ่ง คนโง่ คนหลงมีอีก ๔ จำพวก พวก ๑ ตัวของตัวไม่รัก ไปหลงรักคนอื่นมากกว่าตัว นี้ก็เป็นคนโง่ คนหลง ไม่รู้ว่าตัวของตัวเป็นที่พึ่งแก่ตัว, พวก ๑ สิ่งของที่จะนำไปได้ไม่ขวนขวายหา หลงขวนขวายหาแต่ของที่ตายแล้วทิ้งเสียหมด เอาไปไม่ได้ นี้ก็เป็นคงโง่ คนหลง, พวก ๑ หาเข้าของที่เอาไปไม่ได้ แต่ไม่เลือกหา ขนเอาแต่ของที่ชั่ว คือบาปอกุศลติดตนไปเสวยทุกข์ภายหน้า นี้ก็เป็นคนโง่ คนหลง, พวก ๑ อยากได้ความสุขสำราญ ทางเตียน ๆ ที่จะเดินไปได้ความสุขมีอยู่ไม่เดิน หลงไปเดินทางรก กลับได้ทุกข์ ไม่ได้สุขตามประสงค์ นี้ก็เป็นคงโง่ คนหลง, ทางเตียนนั้นคือกุศลกรรมบถ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น คือ บริสุทธิ์กาย ๓ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ฆ่าสัตว์ที่ ๑ ไม่ฉ้อลักเข้าของของเขา ที่ ๒ ไม่ประพฤติผิดในกาม คือ ล่วงประเวณี หรือเว้นเมถุนเสีย ที่ ๓ และ ความบริสุทธิ์วาจา ๔ คือ พูดจริงไม่ปดใคร ที่ ๑ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกร้าว ที่ ๒ ไม่พูดหยาบช้าด่าว่าผู้ใด ที่ ๓ พูดที่เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย ที่ ๔ และบริสุทธิ์ใจ ๓ ไม่เพ่ง มุ่งเอาแต่ของ ของใคร ที่ ๑ ไม่คิดประทุษร้ายใคร ที่ ๒ เห็นชอบไม่ผิดจากจริง ที่ ๓ นี้เป็นกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางเตียนไปยังสุคติ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์ ทางรกนั้นคือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ อกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น คือ ความไม่บริสุทธิ์กาย ๓ ไม่บริสุทธิ์วาจา ๔ ไม่บริสุทธิ์ใจ ๓ นี้เป็นฝ่ายอกุศล กรรมบถ ๑๐ เป็นทางรก ไปยังทุคติคืออบาย ๔ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้แล้ว ก็อย่าพึงปฏิบัติให้เหมือนกับคนโง่ คนหลง ๔ จำพวกอย่างว่ามานี้เลย จะได้ไม่เสียทีที่ประสพพบพระพุทธศาสนานี้ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดเป็นคนให้พึงรู้จักคนดีคนชั่ว ถ้าไม่รู้จักแล้ว ยากอยู่ที่จะได้สุข กลับจะได้ทุกข์เดือดร้อนภายหลังเสียอีก ด้วยความโง่ที่ไม่รู้จักคนชั่วนั้นนั่นแหละ เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า เหตุที่จะไปอบายของสัตว์ที่โง่ ไม่รู้จักคนชั่วคนดี มีอยู่ ๔ จำพวก จำพวก ๑ คนดี ๆ มีคุณควรสรรเสริญ กลับไปติเตียนเขา พวก ๑ คนชั่วไม่ดี ควรติเตียน กลับไปสรรเสริญเขา พวก ๑ คนที่มีคุณ ควรเลื่อมใส ไม่เลื่อมใส พวก ๑ คนที่มีโทษทุจริตปฏิบัติผิด ไม่ควรเลื่อมใส ไปหลงเลื่อมใส ทั้งนี้ก็เพราะเหตุหลงเป็นคนโง่ ไม่รู้จักคนดีคนชั่ว จึงจะไม่พ้นจากทุกข์ในอบาย เพราะมาประกอบเหตุที่จะไปอบาย ๔ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างว่ามานี้ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดมาเป็นคน ให้พึงรู้จักที่พึ่งที่อาศัยของตน ถ้าไม่รู้จักที่พึ่งที่อาศัยของตนแล้ว ไม่พ้นทุกข์ ไม่ได้สุขเกษมเลย ที่พึ่งที่อาศัยของตนนั้น ไม่ใช่สิ่งอื่น คือ บุญกุศลสุจริตความชอบนั้นเอง จำไว้เถิด อย่าประมาทเลย อุตส่าห์ก่อสร้างบุญกุศลสุจริตนั้น ให้เกิดให้มีขึ้นในสันดานของตนเถิด จะได้ความสุขพ้นจากทุกข์กัน สมดังความหวังของตน ฯ ๏ อนึ่ง เกิดเป็นคน พึงตั้งตนไว้ชอบ อย่าพึงตั้งตนไว้ผิด ถ้าตั้งตนไว้ผิด ประพฤติทุจริตความชั่วอยู่แล้ว ไม่แคล้วอบาย ไม่ได้ความสุข ไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย เสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว ตั้งตนไว้ชอบนั้น คือทำตนให้ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จึงจะได้ความสุข พ้นจากทุกข์ สมดังความหวังของตนได้นั่นแหละ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยอำนาจธรรมของมนุษย์ที่ตนได้สั่งสมมาแล้ว ถ้าไม่ตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ได้แล้ว ยากอยู่ที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกในภายหน้า ก็ธรรมของมนุษย์นั้นอย่างน้อยคือศีล ๕ อย่างใหญ่คือกุศลกรรมบถ ๑๐ นี้เป็นธรรมของมนุษย์แท้ จำไว้เถิด จงอุตส่าห์ปฏิบัติให้ดี ทำให้บริบูรณ์ในศีล ๕ และกุศลกรรมบถ ๑๐ เถิด จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้สุคติโลกสวรรค์เสวยความสุขเกษมสำราญ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดมาเป็นคน เมื่อต้องการสุขประโยชน์แก่ตนแล้ว พึงมีสติระวังไว้ให้ดี อย่าหลงไปตามลมปากพูดของคน เพราะว่าลมปากพูดนั้นมันล่อลวงให้ลุ่มหลงเสียคนวุ่นวายไป เขาก็ย่อมว่าอยู่ว่า ลมแรงมันไม่แรงเหมือนลมปากพูด อนึ่ง เมื่อจะใคร่พบพระพุทธเจ้าแล้ว จงตรึกตรองค้นหาของจริงให้ได้เถิด อย่าหลงไปตามสมมติของโลกที่ไม่จริง ถ้าหลงไปตามสมมติของโลกที่ไม่จริงแล้ว ไม่ได้พบพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่รู้เห็นซึ่งธรรมเป็นของจริงในใจนั้นเอง เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมของจริง ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคตดังนี้ อนึ่ง เมื่อปรารถนาจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานแล้ว ก็จงทำให้บริบูรณ์ในศีลและสมาธิ และเจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารให้เห็นจริงตามลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาเถิด ถ้ารู้ไม่เท่าต่อสังขาร หลงไปตามสังขารแล้ว ไม่พ้นทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้เลย เพราะสังขารเหล่านั้นมันหลอกลวงให้ลุ่มหลงอยู่เป็นนิตย์ สัตว์ที่ลุ่มหลงอยู่เหล่านั้น จึงมีแต่ความรัก ความชัง รุ่มร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลสถ่ายเดียวเท่านั้น อนึ่งความหลงของสัตว์มีอีก ๔ อย่าง คือหลงรัก หลงชัง หลงถือตัวถือตน หลงกลัวภัยต่าง ๆ ความหลง ๔ อย่างนี้คือตัวอวิชชา ความหลงที่ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสังขารที่ไม่เที่ยว เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯ ๏ อนึ่ง วิบัติมี ๖ อย่าง คือ วิบัติคติ และวิบัติกาล และวิบัติประเทศ และวิบัติตระกูล และวิบัติอุปธิ คือร่างกาย และวิบัติทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯ ๏ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก แสดงธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ (ตรงนี้ความไม่ชัด น่าจะตกคำว่า แต่บุคคลผู้เกิดมาแล้ว) ได้ไปเกิดเสียในอบาย มีเดียรัจฉานกำเนิดเป็นต้น อย่างนี้ วิบัติคติ มาเกิดในมนุษยโลกนี้แล้ว ไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นกาลว่างเปล่า พระพุทธเจ้าไม่เกิดในโลก โลกมืด อย่างนี้ วิบัติกาล พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว พระพุทธศาสนาไม่แผ่ไปในประเทศทั้งสิ้น ประเทศในแผ่นดินมีมากนัก ประเทศใดที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ไปเกิดในประเทศนั้น อย่างนี้ วิบัติประเทศ มาเกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาแล้ว ประเทศนั้นมีตระกูลมาก ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มี ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ไปเกิดในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย อย่างนี้ วิบัติตระกูล เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วเป็นคนหูหนอวกตาบอด เป็นง่อย เป็นเปลี้ย เป็นบ้า เป็นใบ้ เสียจริตไป อย่างนี้ วิบัติอุปธิ คือร่างกาย เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว บริบูรณ์ด้วยอุปธิ ร่างกายไม่เป็นคนหูหนวก ตาบอด ไม่เป็นง่อย เป็นเปลี้ย ไม่เป็นบ้า เป็นใบ้ บริบูรณ์ด้วยอุปธิร่างกายแล้ว ไปส้องเสพคบคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสีย อย่างนี้ วิบัติทิฏฐิ เห็นผิด เราทั้งหลายพ้นจากวิบัติ ๖ ประการดังว่ามานี้ เป็นลาภของเราแล้ว ความเป็นมนุษย์อันเราได้ด้วยดีแล้ว เพราะบุญกุศลของเรามีได้ก่อสร้างไว้ในชาติก่อนแล้ว จึงได้พ้นจากวิบัติ ๖ ประการนี้ ควรเราทั้งหลายจะพึงยังกุศลสุจริตความชอบที่เป็นที่พึ่งของตน ให้ถึงให้พร้อมบริบูรณ์ด้วยดีเถิด ฯ ๏ อนึ่ง สมบัติเข้าของเงินทองหมดทั้งสิ้น เป็นของกลางสำหรับแผ่นดิน ไม่ใช่ของใคร ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ใครคิดได้อย่างนี้ ผู้นั้นคล้ายกับพระโสดา คิดไม่ได้ให้ไปดูที่ป่าช้าเถิด อะไร ๆ ทั้งสิ้นทิ้งเสียหมด เอาไปไม่ได้ ศูนย์เปล่า เหลืออยู่แต่กระดูกอย่างเดียวเท่านั้น นี้เป็นของแท้จริงจำไว้เถิด เราทั้งหลายเกิดมามีกรรมอย่างเดียวนั่นแหละเป็นของ ๆ ตัว อย่ามัวเมาหลงทำบาปกรรมความชั่ว เพราะสมบัติเข้าของเงินทองที่ตายแล้วทิ้งเสีย เอาไปไม่ได้ แต่บาปกรรมความชั่วที่ทำไว้นั้น ย่อมติดตัวไปให้ผลได้ทุกข์ภายหน้า อย่างนี้ไม่ดีเลยแก่เราทั้งหลาย เสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว นี้เป็นสุภาษิตสั่งสอนไว้ด้วยกรุณา หวังจะให้ปฏิบัติให้ได้สุข พ้นจากทุกข์อย่างเดียว พระพุทธศาสนานี้หายาก จะได้ประสพด้วยยากยิ่งนัก เหตุนั้นเราทั้งหลายจงมีสติ อุตส่าห์ก่อสร้างบุญกุศล สุจริตความชอบ ซึ่งเป็นที่พึ่งของตน ให้ถึงพร้อม ให้บริบูรณ์ด้วยดี ด้วยความไม่ไประมาทเถิด ฯ ๏ จบจตุรารักษ์แต่เท่านี้ ๚ ๏ หนังสือพิมพ์เล่มนี้ นามมี ชื่อว่าธรรมเจดีย์ ดั่งอ้าง ทวยชนทั่วคฤหัสถ์ชี เชิญท่าน จำแฮ เป็นกุศลสืบสร้าง ส่างพ้นบาปกษัย ฯ ๏ พึงทำในจิตต์ไว้ นิจจกาล สำหรับเมื่ออวสาน ป่วยไข้ อารมณ์เนื่องชำนาญ จนตลอด ตายแฮ เป็นที่พึ่งตนได้ ดั่งนี้อย่าฉงน ฯ

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ภิกษุผู้มีศีลในจิตใจ สีย่อมเป็นอันเดียวกัน


บทสรุปของศีลทีพระพุทธองค์ทรงประทานไว้คือ ... สี เล นะ สุ ขะ ติง ยัน ติ... ศึลนำมาซึ่งความสุข..
การปฏิบัติตัวของพระภิกษุ ในศาสนานี้ พึงปฏิบัติเพื่อให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์เป็นเป้าหมาย...
แต่ว่า ด้วยปัญญาของสัตว์โลกที่สะสมมา เมื่อเป็นมนุษย์ย่อมเป็นสัตว์ที่มีความคิด มีปัญญามากกว่าสัตว์ทั้งปวง แต่ว่า ความคิด กับความรู้ ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ปัญญา เพราะ ความคิดเป็น สัมมาสังกัปโป และ ความรู้เป็นสัมมาทิฏฐิ  ...
มนุษย์โดยทั่วไป ที่ขาดการภาวนา คือ ขาดการเจริญ ใน อธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา ย่อมจะแยก ความคิดกับความรู้ของตนไม่ออก หากเรามีสติ ที่ถูกต้องเป็นสัมมาสติ แล้ว สติตนจะต้องทันกับความรู้ หรือ ความรู้สึกขณะที่ตนรับรู้และแสดงออกได้ทันที เช่น ยุงกัด ชวน(ชะ วะ นะ) ที่เป็นความชำนาญของจิตจะนำเอามือไปตบยุงให้ตายทันที สติเราไม่ทันสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็ใช้คำพูดว่าขาดสติ...
พระพุทธองค์ ตรัสสอน สัมมาอริยมรรคไว้ เพื่อเป็นแนวทางให้เราเจริญในสิ่ง 8 อย่าง ผู้ที่กระทำให้มาก ทำอย่างถูกทางแล้ว ย่อมพบ นิโรธ อริยสัจอย่างแน่นอน
ดังนั้น สำนักสงฆ์ฯนี้ จึงขอต้อนรับพระคุณเจ้าที่มีความมั่นคงในทางเส้นเดียวกันนี้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติความเพียร โดยไม่กำหนดว่า จะนุ่งห่มจีวรสีใดๆ ขอให้จิตใจเป็นผู้มีปัญญา มีความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เพราะหากท่านใดมิได้ตั้งใจจริงเพื่อจะปฏิบัติแล้ว สถานที่นี้จะมีเหตุทำให้ไม่สามารถอยู่พักอาศัยได้ โดยเฉพาะ ผู้ที่ต้องการมาหาสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า เช่น มาหา โชค ลาภ สักการะ หวังสร้างศรัทธาว่าเราสามารถอยู่ลำพังในป่าได้ หรือผู้ที่ต้องการมาสร้างสถานที่ให้เจริญเป็นแหล่งท่องเที่ยว จะได้มีคนเข้ามามากๆ นโยบายหลักของสำนักสงฆ์นี้ ต้องการสร้างจิตใจของผู้ที่ต้องการมาฝึกจิต มาเสาะหาสถานที่ที่เหมาะกับการ สงบจิต ขาดจากการวุ่นวายจากสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้กิเลสพองตัว คับจิตใจเรา
การก่อสร้างทั้งหลาย ที่นี่จะก่อสร้างเพื่อสร้างความบริสุทธิใจ ว่าได้นำเงินตามปัจจัยที่ญาติโยมนำมาถวายไว้แล้ว เรามิได้นำออกไปใช้จ่ายที่อื่นเท่านั้น แต่จุดประสงค์ให้ใหญ่โต หรืออำนวยความสะดวกทั้งหลาย ของดไว้มิให้มี
ขณะนี้ สถานที่มีพระประจำอยู่เพียงรูปเดียว การบริหารจัดการก็เป็นไปอย่างสะดวก เพราะสามารถกระทำได้ตามนโยบายนี้ หากแม้ว่าในอนาคต จะมีการเปลี่ยนแปลงพระที่มาอยู่ในภายหน้า ก็ขอแสดงนโยบายหลักที่ได้เริ่มต้นเป็นสำนักสงฆ์ไว้ให้ทราบก่อน เพราะอนาคต เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปแน่นอน แต่จะเปลี่ยนไปตามนโยบายนี้หรือไม่ ขณะนี้ไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้
ฉะนั้นจึงได้แสดง จุดมุ่งหมายเริ่มแรกไว้เพียงเท่านี้

[273] สารณียธรรม 6 (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกัน, หลักการอยู่ร่วมกัน — states of conciliation; virtues for fraternal living) สาราณียธรรม ก็ใช้
       1. เมตตากายกรรม (ตั้งเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมคณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — to be amiable in deed, openly and in private)
       2. เมตตาวจีกรรม (ตั้งเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — to be amiable in word, openly and in private)
       3. เมตตามโนกรรม (ตั้งเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน — to be amiable in thought, openly and in private)
       4. สาธารณโภคี (ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน — to share any lawful gains with virtuous fellows) ข้อนี้ ใช้ อัปปฏิวิภัตตโภคี ก็ได้
       5. สีลสามัญญตา (มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ — to keep without blemish the rules of conduct along with one’s fellows, openly and in private)
       6. ทิฏฐิสามัญญตา (มีทิฏฐิดีงามเสมอกันเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น สิ้นทุกข์ หรือขจัดปัญหา — to be endowed with right views along with one’s fellows, openly and in private)

       ธรรม 6 ประการนี้ มีคุณคือ เป็น สารณียะ (ทำให้เป็นที่ระลึกถึง — making others to keep one in mind) เป็น ปิยกรณ์ (ทำให้เป็นที่รัก — endearing) เป็น ครุกรณ์ (ทำให้เป็นที่เคารพ — bringing respect) เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์ (ความกลมกลืนเข้าหากัน — conducing to sympathy or solidarity) เพื่อ ความไม่วิวาท (to non—quarrel) เพื่อ ความสามัคคี (to concord; harmony) และ เอกีภาพ (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน — to unity)

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรื่องของผีฝากทำบุญ

... ประสบการณ์เรื่องหนึ่ง ที่ต้องถ่ายทอดเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานว่า พระพุทธองค์และพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ได้รู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องของโลก ท่านกล่าวไว้เรื่องของภพภูมิต่างๆ แต่คนในสมัยปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์มองไม่เห็น จึงไม่เชื่อถือ ว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่หากว่าผู้ที่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าภพภูมิอื่นมี แต่ว่าไม่ใช่เป็นผู้งมงายว่าเขาจะมาช่วยทำให้เราดีหรือเลว หลงไหลไปเพื่ออิทธืปาฏิหารย์ต่างๆ ทำให้ศักดิ์สิทธ์ ทำให้ร่ำรวย มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นของภายนอก ที่ควรจะสละออกทั้งสิ้น ... สิ่งที่จะนำมาเล่ากล่าวนี้ จะนำมาเพื่อเป็นอุธาหรณ์สำหรับ ผู้ไม่กลัวสวรรค์นรก เหมารวมไปเสียทั้งหมดว่างมงาย ทั้งๆที่ตนยังงมงายกับความเมามันกับกามคุณทั้งหลาย ไม่มีโอกาสมาศึกษาธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง แยกแยะไม่ออกว่า ความสุขทางกาย ทางเนื้อหนังมันไม่เที่ยง มีแล้วหายไป มีแล้วหมดไป ไม่แน่นอน ... เริ่มเรื่อง ข้าพเจ้าเป็นพระภิกษุได้เดินทางไปพักในงานนมัสการรอยพระพุทธบาท ที่เขาคิชกุฎจันทบุรี ในปี ๒๕๕๕ เป็นปีที่หลวงพ่อเขียน ท่านมรณะภาพหลังงานไม่นานนัก ในการเดินทางในครั้งนี้ ข้าพเจ้าเดินทางคู่ไปกับพระอาจารย์อ๊อด ซึ่งท่านพรรษามากกว่า ๕ พรรษาแล้ว เมื่องานนมัสการเสร็จลง ข้าพเจ้าและพระอาจารย์อ๊อด ก็ได้เดินทางด้วยเท้าจากวัดพลวงเพื่อไปเกาะช้าง ตามที่ได้วางแผนกันไว้แล้วบนเขาคิชกุฏ
... เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เช้าวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ตามแผนที่แล้ว ต้องเดินออกมาทาง อ.มะขาม เพื่อต่อไป อ.ขลุง เรื่องที่เกิดขึ้นก็ที่อ.ขลุงนี่แหละ เมื่อมีผู้ที่ต้องการนำเงินใส่ซองปัจจัยมาถวาย แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่รับปัจจัยทำให้โยมเกิดอาการต้องเปลี่ยนเป็นการขอไปส่งให้ถึงทางสุขุึมวิทแทน เพราะโยมผู้นั้นขับรถตู้รับส่งนักเรียน ในระหว่างทางข้าพเจ้าก็ได้คุยกับโยมผู้นั้นไปเรื่อยๆ มีข้อน่าสังเกตุใดก็สอบถามไป เช่นเห็นว่าหน้าซองปัจจัยเขียนถึง เด็กชาย เพ็ชรรัตน์ (นุ๊ก) จึงได้สอบถามว่าเป็นลูกชายของเขาหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่า "ไม่ได้เป็นครับ" ก็สอบถามต่อว่า "คงเป็นเด็กนักเรียนที่เขาขับรถรับส่งละมั้ง?" คำตอบก็เหมือนเดิมคือ "ไม่ได้เป็นครับ" จึงต้องสอบถามความเป็นมาว่าเป็นเช่นไร? ทำไมต้องทำบุญส่งไปให้เด็กคนนี้ด้วย?
คำตอบที่ได้รับฟังคือ ... เขาออกตัวก่อนว่า ตัวเขาไม่ใช่คนที่เคยทำบุญมาก่อน ทำไปตามประเพณีเฉยๆ แต่ว่าเหตุการณ์ที่เขาขอใช้คำว่า "ผมคงฝันไป" แต่มันเหมือนมากเลยครับ ผมฝันว่าผมหมดชีวิตลงไปแล้ว เหมือนผมได้ตายจากโลกมนุษย์ไปแล้วจริงๆ ผมเห็นสิ่งที่เคยได้ยินคำเล่าลือถึงเมืองนรกว่ามีลักษณะแบบใด ผมได้เห็นสิ่งเหล่านั้นหลายๆสิ่งเช่นกัน ผมได้เห็นผู้ทีตายจากมนุษย์แล้วหลายๆคน ที่เคยเป็นญาติ เป็นเพื้อน เป็นคนรู้จัก ต่างก็ทักว่า "แกตายแล้วหรือ? ถึงได้มาอยู่ที่นี่้" เขาเล่าต่อไปว่า เขาตกใจมาก และมั่นใจว่าตนเองได้ตายไปแล้วจริงๆ จึงคิดต่อไปว่า จะมีทางใดบ้างที่จะช่วยให้กลับบ้านได้ พอได้คำตอบในตนเองว่า "ต้องให้ทาน" เขาจึงได้ควักเอากระเป๋าสตางค์ออกมา หยิบเงินออกจากกระเป๋า ให้กับผู้คนที่เดินผ่านเขาไป ให้ไปๆๆๆๆ จนมาถึงเด็กชายคนหนึ่ง พอดีว่า "เงินหมด" หมดกระเป๋าไปแล้ว เขาคงทำสีหน้าให้เด็กนั้นพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น... ..เด็กชายนุ๊ก ได้กล่าวคำที่ทำให้เขารู้สึกพอโล่งใจได้บ้างว่า "น้าเงินหมดแล้ว ไม่เป็นไร ผมจะให้น้าเอง ไว้น้าเอาไปทำบุญต่อเถิดนะ !! " ..เขารู้สึกตื้นตัน แต่ก็เกรงใจ จึงได้พูดคุยต่อรองกันซักนิด แต่ว่า"มันจำเป็น" จึงได้สอบถามชื่อ นามสกุล และชื่อเล่นไว้ เพื่อจะได้นำมาชดใช้คืนให้ในภายหลัง ..เมื่อเขารับเงินจากเด็กนั้นแล้ว เขาก็ได้เดินมาพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง เขาดีใจมากสอบถามและขอความช่วยเหลือจากท่านทันที พอจำได้คร่าวๆว่า พระท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ฟัก จ.จันทบุรี เมื่อท่านรับเรื่องแล้ว พระท่านคงพิจารณาซักนิดนึง ก่อนจะรับปากว่าจะช่วย เมื่อพระท่านได้หายไปสักครู่หนึ่ง ได้เดินกลับมาแจ้งแก่เขาว่า โยมกลับไปได้แล้ว ให้เดินไปตามทางที่อาตมาชี้แล้วจะกลับไปถึงบ้านได้ เขาดีใจมาก ได้ถวายปัจจัย และกล่าวขอบพระคุณต่อพระคุณท่านแล้วรีบออกเดินทางกลับทันที... ..จนได้มาตื่นอยู่ที่ที่นอนของตนเอง ญาติต่างพากันดีใจที่เขาฟื้นกลับมา เขารีบจดชื่อนามสกุล และชื่อเล่นไว้ทันที เพื่อกันลืม เมื่อตนเองได้ไปทำบุญที่ไหน ก็ไม่ลืมจะทำบุญถึงน้องนุ๊กด้วย และเมื่อวันที่ข้าพเจ้าและพระอาจารย์อ๊อดได้เดินจาริกผ่านมา เขาก็ไม่ลืมที่จะต้องทำบุญส่งไปถึงน้องนุ๊กนี้อีก...
.. ได้สนทนากันพอคร่าวๆ เพียงเท่านี้รถก็ถึงถนนสุขุมวิท เขาจอดส่งข้าพเจ้าเพียงเท่านี้ แล้วพระอาจารย์อ๊อด ก็กล่าวคำอนุเคราะห์ว่า จะรับซองที่โยมตั้งใจถวายนั้นไปถวายที่วัดอื่นที่จะผ่านไปให้ ไม่ขอรับมาใช้เอง ... เขามีความสุขมากที่พระอาจารย์อ๊อดสงเคราะห์เขา ..หากจะถามว่า ข้าพเจ้าทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน? ตอบได้เลยว่า "ไม่รู้" เพราะรับเรื่องแล้วก็รับฟัง และรับสงเคราะห์ให้เท่านั้นเอง เบอร์โทรก็อยู่หลังรถ ใครจะคิดไปจำว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในภายหน้า.. .. เมื่อถึงถนนสุขุมวิทแล้ว เราทั้งสองก็เดินหน้าต่อไป ผ่านวัดไปหลายๆวัดก็มิได้แวะกัน ต่างพากันเดินเลยไปเรื่อยๆ เย็นมากแล้วต้องหาที่พัก ก็คิดว่าจะหาพักวัดที่ใกล้ๆแถวๆนั้น แต่ว่ากลับกลายเป็นไปพักที่ ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ ซึ่งก็ได้รับการอุปัฏฐากดูแลเป็นอย่างดีก็ขอขอบคุณในความมีน้ำใจในครั้งนี้
.. วันต่อมาหลังที่เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันถวายภัตตาหารเช้าแล้ว จึงเดินทางต่อด้วยเท้า มาทางแหลมงอบ ต้องขอบอกตามตรงว่าตั้งแต่เช้าจนจะเย็นแล้ว ไม่มีรถจอดนิมนต์รับเราทั้งสองท่านเลย ต้องเดินไปแวะไปเมื่อเวลาร้อนจัดๆ แต่เรื่องน้ำและอาหารต่างๆที่โยมนำมาถวายนั้น ต้องคอยสละให้เด็กบ้าง ผู้ที่สมควรบ้างไปเรื่อยๆ เพราะเดินไม่พอกิโล(เมตร)น้ำหนักของสัมภาระคือน้ำและของกินต่างๆ มากกว่าสัมภาระที่เราติดตัวมาเสียอีก.. .. ราวสี่โมงเย็นได้ มีรถกระบะที่วัยรุ่นสองคนขับมาได้จอดรับ เมื่อได้ขึ้นรถแล้ววัยรุ่นทั้งสอง รับทราบว่าเรากำลังจะไปเกาะช้าง ก็ยินดีที่จะไปส่งให้ แต่ว่าจะไปพักวัดไหน ก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้จักเกาะช้างเลย ด้วยความหวังดีของวัยรุ่นทั้งสอง จึงนิมนต์ให้พักที่วัดบ้านของเขาก่อน คือ วัดเขาดินแดง อ.แหลมงอบ เพราะว่าบ้านเขาอยู่ข้างวัด รู้จักเจ้าอาวาสเป็นอย่างดี เขาเองก็พึ่งจะสึกออกมาเช่นกัน เป็นอันว่า เราก็ต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะว่าวันพรุ่งนี้เขาจะได้มารับเราไปส่งได้ง่ายกว่า หาวัดได้ง่ายกว่าด้วย .. เป็นอันว่าข้าพเจ้ากับพระอาจารย์อ๊อดก็ได้มาพักที่วัดเขาดินแดงนั่นเอง หลังจากที่เราเข้าจัดเก็บสัมภาระที่กุฏิตามที่พระอาจารย์สมชาย เจ้าอาวาสวัดเขาดินแดงจัดให้แล้ว ก็มานั่งคุยเล่นกับท่าน พระอาจารย์อ๊อดก็ได้นำซองปัจจัยเพื่อจะหาตู้ปัจจัยใส่ลงในตู้ แต่ว่าที่วัดนี้หาไม่พบจึงได้สอบถามพระอาจารย์สมชาย ว่าต้องการจะนำเอาปัจจัยที่โยมถวายมา ใส่ตู้รับบริจาค พระอาจารย์สมชาย ว่า"ที่นี้ไม่มีตู้รับบริจาค" พระอาจารย์อ๊อดจึงได้นำซองนั้นถวายไว้กับพระอาจารย์สมชาย.. .. เมื่อพระอาจารย์สมชาย รับซองปัจจัยนั้นแล้ว อ่านหน้าซอง จึงพูดว่า "นี่เขานำปัจจัยมาถวายทำบุญให้ ไอ้นุ๊กนี่" .. "อ้าว!! ... พระอาจารย์รู้จักนุ๊ก !! ด้วยหรือครับ????" .. พระอาจารย์สมชายกล่าวตอบว่า "ก็นี่ไงล่ะ เขาเขียนชื่อ นามสกุล ชื่อเล่นมาถูกทั้งหมดเลย"... .. "แล้ว นุ๊ก นี่อยู่ที่ไหน? ละครับ , แล้วพระอาจารย์รู้จักนุ๊ก ได้ยังไงละครับ?" .. "ก็อยู่ที่หมู่บ้านถัดไปนี่เองแหละ" "ก็รู้จักซิ เพราะไอ้นุ๊กมันเป็นลูกศิษย์ผม... ผมเป็นคนไปสวด,ไปเทศน์หน้าศพให้มันเองแหละ.." "มันเป็นเด็กวัยรุ่น ผมสอนธรรมะให้เด็กๆใน รร.แถวๆนี้ มันก็ตามผมมาที่วัด มาเป็นลูกศิษย์.. แต่เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว ไอ้นุ๊กมันขี่รถเครื่องตามกันไปสองคัน คันแรกมันผ่านรถสิบล้อที่กำลังถอยหลังออกจากซอยได้ แต่ไอ้นุ๊กขี่ตามมาพอดีเสียบเอาตูดรถสิบล้อพอดี ตายคาที่เลย"... .. นี่แหละข้าพเจ้า ขอนำเอาเรื่องที่ได้ประสบมาด้วยตนเอง มาเผยแผ่ให้กับผู้ที่ต้องการนำไปเป็นสติเตือนใจว่า ภพภูมิอื่นมีมาให้รับทราบกัน ว่า แม้แต่ผี ก็ยังมีจิตคิดจะทำบุญกับอาจารย์ของตัว โดยฝากส่งมาผ่านข้าพเจ้ากับพระอาจารย์อ๊อด มาจากโยมที่อ.ขลุง ไปถึงยังอาจารย์สมชายเป็นที่เรียบร้อย..ทุกประการ

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความเปลี่ยนแปลงไปของสำนักสงฆ์

กุฏิพักหน้าเขา ทางเข้าถ้ำ

ศาลาทำบุญด้านล่างตอนแรกเริ่ม



แรกเริ่มที่เข้ามาอยู่ ยังไม่ได้ทำการสะสางป่าบริเวณด้านล่าง ทางเข้าอุ่งเขา

สภาพโขดหิน ก่อนทำการถมลูกรัง

ได้นำเอาลูกรังเข้ามาถมทางเข้า บริเวณทางขึ้นเขา

ขณะทำการถมดินลูกรังด้านล่างที่พัก วันวิสาขะ ปี ๒๕๕๖

สภาพด้านหน้าทางขึ้น

การเตรียมการก่อนวันทอดกฐิน ปี ๒๕๕๖

สภาพทางเข้าอุ่งเขา จากทางแยกจากเส้นลูกรัง

สภาพทางเข้าเมื่อยามหน้าฝนในพรรษา ๒๕๕๖
อยู่จำพรรษาเหมือนกับถูกปล่อยเกาะ
เพราะขาดการติดต่อกับชาวบ้านโดยปริยาย

สภาพทางเข้าก่อนปรับถมลูกรัง

เมื่อทำการถมลูกรังทางเข้าด้วยเงินกฐินปี ๒๕๕๖

ขณะเริ่มทำการก่อสร้างศาลาทำบุญ ปี ๒๕๕๖
ศาลาพักที่ยอดเขา
ศาลาที่ยอดเขา(ภาพจากด้านหน้า)

กุฏิหลังแรกที่เริ่มทำ

เมื่อทำเสร็จหลังออกพรรษา
เข้ามาอยู่พักอาศัยครั้งแรก วันลอยกระทง ๒๕๕๕
ซึ่งคราวนั้นยังมุงหลังคาไม่เสร็จ ใช้กลดกางนอน


สภาพศาลาทำบุญในปัจจุบัน

สภาพที่พักบนเขา มีกุฏิ ศาลา และ อุโบสถ

พระมหาวินัย ได้เมตตามาผูกสีมาให้ เมื่อ ปี ๒๕๕๖

ภาพการตีตารางเพื่อทำการสวดถอนสีมาเก่า

ภาพศาลาทำบุญ ก่อนสร้างอุโบสถ

ภาพศาลาอุโบสถที่สร้างแล้ว

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รับพระบรมสารีริกธาตุเพื่อไว้บูชาที่สำนักฯ

7 มิ.ย. 56 สมเด็จพระสังฆราชฯ จากประเทศศรีลังกา ได้เสด็จมาที่วัดพระยาสุเรนทร์ คลองสามวา มีนบุรี เพื่อนำพระเขี้ยวแก้ว อันเป็นพระบรมสารีริกธาตุ คู่บ้านคู่เมือง ประจำประเทศ อันเชิญมาให้คนไทยได้มีโอกาสกราบไหว้บูชา
ในโอกาสนี้ ที่พักสงฆ์อุ่งเขาตะกุด ได้รับโอกาสอันดีคือ ได้รับ ประทานพระบรมสารีริกธาตุจากพระหัตถ์พระองค์ และพระองค์ท่านยังเมตตานำพระเขี้ยวแก้วมาครอบศรีษะ เพื่อความเป็นศิริมงคล
ในนามที่พักสงฆ์อุ่งเขาตะกุด ขอกราบน้อมนมัสการคาราวะในพระกรุณาของพระองค์ด้วยความเคารพสักการะ และจะนำเอาพระบรมสารีกธาตุที่ได้รับมอบนี้ นำให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชาต่อไป..ุ






วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มุตโตทัย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

 รวมธรรมบรรยายของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


คำนำ
ของดีมีอยู่กับตัว
ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
มูลกรรมฐาน
ศีล
ปาฏิโมกขสังวรศีล
ธรรมคติวิมุตติ
อัจฉริยะ - อัพภูตธรรม
วาสนา
สนทนาธรรมตามกาล
การทำจิตให้ผ่องใส
วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก
ข้อปฏิบัติเป็นของมีอยู่ทุกเมื่อ
ได้ฟังธรรมทุกเมื่อ
ปริญเญยฺยธรรม
บั้นต้นโพธิสัตว์
โสฬสกิจ
สำคัญตนว่าได้บรรลุอรหัตตผล
อุณหัสสวิชัยสูตร
มุตโตทัย
สาเหตุของการต้องตั้งนโม
อุบายแห่งวิปัสสนา


มุตโตทัย
แนวทางการปฏิบัติให้ถึงความหลุดพ้น มุตโตทัย
บันทึกโดยพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร
ณ วัดป่าบ้านนามน กิ่ง อ. โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร พ.ศ. 2486
ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อธรรมดังต่อไปนี้

1. การปฏิบัติ เป็นเครื่องยังพระสัทธรรมให้บริสุทธิ์
2. การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า
2. การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า
4. มูลฐานสำหรับทำการปฏิบัติ
5. มูลเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุ
6. มูลการของสังสารวัฏฏ์
7. อรรคฐาน เป็นที่ตั้งแห่งมรรคนิพพาน
8. สติปัฏฐาน เป็น ชัยภูมิ คือสนามฝึกฝนตน
9. อุบายแห่งวิปัสสนา อันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส
10. จิตเดิมเป็นธรรมชาติใสสว่าง แต่มืดมัวไปเพราะอุปกิเลส
11. การทรมานตนของผู้บำเพ็ญเพียร ต้องให้พอเหมาะกับอุปนิสัย
12. มูลติกสูตร
13. วิสุทธิเทวาเท่านั้นเป็นสันตบุคคลแท้
14. อกิริยาเป็นที่สุดในโลก - สุดสมมติบัญญัต
15. สัตตาวาส 9
16. ความสำคัญของปฐมเทศนา มัชฌิมเทศนา และปัจฉิมเทศนา
17. พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ
1. การปฏิบัติ เป็นเครื่องยังพระสัทธรรมให้บริสุทธิ์
           สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมของพระตถาคต เมื่อเข้าไปประดิษฐานในสันดานของปุถุชนแล้ว ย่อมกลายเป็นของปลอม (สัทธรรมปฏิรูป) แต่ถ้าเข้าไปประดิษฐานในจิตสันดานของพระอริยเจ้าแล้วไซร้ ย่อมเป็นของบริสุทธิ์แท้จริง และเป็นของไม่ลบเลือนด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อยังเพียรแต่เรียนพระปริยัติถ่ายเดียว จึงยังใช้การไม่ได้ดี ต่อเมื่อมาฝึกหัดปฏิบัติจิตใจกำจัดเหล่า กะปอมก่า คือ อุปกิเลส แล้วนั่นแหละ จึงจะยังประโยชน์ให้สำเร็จเต็มที่ และทำให้พระสัทธรรมบริสุทธิ์ ไม่วิปลาสคลาดเคลื่อนจากหลักเดิมด้วย
2. การฝึกตนดีแล้วจึงฝึกผู้อื่น ชื่อว่าทำตามพระพุทธเจ้า
           ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็น พุทฺโธ ผู้รู้ก่อนแล้วจึงเป็น ภควา ผู้ทรงจำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์ สตฺถา จึงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การทรมานในภายหลัง จึงทรงพระคุณปรากฏว่า กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ชื่อเสียงเกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้วก็เช่นเดียวกัน ปรากฏว่าท่านฝึกฝนทรมานตนได้ดีแล้ว จึงช่วยพระบรมศาสดาจำแนกแจกธรรม สั่งสอนประชุมชนในภายหลัง ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏเช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าบุคคลใดไม่ทรมานตนให้ดีก่อนแล้ว และทำการจำแนกแจกธรรมสั่งสอนไซร้ ก็จักเป็นผู้มีโทษ ปรากฏว่า ปาปโกสทฺโท คอเป็นผู้มีชื่อเสียงชั่วฟุ้งไปในจตุรทิศ เพราะโทษที่ไม่ทำตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าในก่อนทั้งหลาย
3. มูลมรดกอันเป็นต้นทุนทำการฝึกฝนตน
           เหตุใดหนอ ปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดี จึงต้องตั้ง นโม ก่อน จะทิ้ง นโม ไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จึงยกขึ้นพิจารณา ได้ความว่า น คือธาตุน้ำ โม คือ ธาตุดิน พร้อมกับบาทพระคาถา ปรากฏขึ้นมาว่า มาตาเปติกสมุภโว โอทนกุมฺมาสปจฺจโย สัมภวธาตุของมารดาบิดาผสมกัน จึงเป็นตัวตนขึ้นมาได้ น เป็นธาตุของ มารดา โม เป็นธาตุของ บิดา ฉะนั้นเมื่อธาตุทั้ง 2 ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจนได้นามว่า กลละ คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ถือปฏิสนธิในธาตุ นโม นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว กลละ ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น อัมพุชะ คือเป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น ฆนะ คือเป็นแท่ง และ เปสี คือชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็นปัญจสาขา คือ แขน 2 ขา 2 หัว 1 ส่วนธาตุ พ คือลม ธ คือไฟ นั้นเป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลังเพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละก็ต้องทิ้งเปล่าหรือสูญเปล่า ลมและไฟก็ไม่มี คนตาย ลมและไฟก็ดับหายสาปสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุทั้ง 2 คือ นโม เป็นเดิม
           ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย น มารดา โม บิดา เป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมาด้วยการให้ข้าวสุกและขนมกุมมาส เป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอนความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียกมารดาบิดาว่า บุพพาจารย์ เป็นผู้สอนก่อนใครๆ ทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้ มรดกที่ทำ
           ให้กล่าวคือรูปกายนี้แล เป็นมรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของภายนอกก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลยเพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น "มูลมรดก" ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณท่านจะนับจะประมาณมิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ นโม ตั้งขึ้นก่อนแล้วจึงทำกิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง นโม ท่านแปลว่านอบน้อมนั้นเป็นการแปลเพียงกิริยา หาได้แปลต้นกิริยาไม่ มูลมรดกนี้แลเป็นต้นทุน ทำการฝึกหัดปฏิบัติตนไม่ต้องเป็นคนจนทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ
4. มูลฐานสำหรับทำการปฏิบัติ
           นโม นี้ เมื่อกล่าวเพียง 2 ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบหรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้ คือ เอาสระอะจากตัว น มาใส่ตัว ม เอาสระ โอ จากตัว ม มาใส่ตัว น แล้วกลับตัว มะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น มโน แปลว่าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ทั้งกายทั้งใจเต็มตามส่วน สมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้ มโน คือใจนี้เป็นดั้งเดิม เป็นมหาฐานใหญ่ จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมด ได้ในพระพุทธพจน์ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก ใจ คือมหาฐาน นี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้จัก มโน แจ่มแจ้งแล้ว มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมมติทั้งหลายในโลกนี้ต้องออกไปจากมโนทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมมติบัญญัติตามกระแสแห่งน้ำโอฆะจนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลง หลงถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไปหมด
5. มูลเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุ
           พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ เว้นมหาปัฏฐาน มีนัยประมาณเท่านั้นเท่านี้ ส่วนคัมภีร์มหาปัฏฐาน มีนัยหาประมาณมิได้เป็น "อนันตนัย" เป็นวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรอบรู้ได้ เมื่อพิจารณาพระบาลีที่ว่า เหตุปจฺจโย นั้นได้ความว่า เหตุซึ่งเป็นปัจจัยดั้งเดิมของสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุนั้นได้แก่ มโน นั่นเอง มโน เป็นตัวมหาเหตุเป็นตัวเดิม เป็นสิ่งสำคัญ นอนนั้นเป็นแต่อาการเท่านั้น อารมฺมณ จนถึงอวิคฺคต จะเป็นปัจจัยได้ก็เพราะมหาเหตุคือใจเป็นเดิมโดยแท้ ฉะนั้น มโนซึ่งกล่าวไว้ในข้อ 4 ก็ดี ฐีติ ภูตํ ซึ่งจะกล่าวในข้อ 6 ก็ดี และมหาธาตุซึ่งกล่าวในข้อนี้ก็ดี ย่อมมีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัยก็ดี รู้อะไรๆ ได้ด้วย ทศพลญาณ ก็ดี รอบรู้ สรรพเญยฺยธรรม ทั้งปวงก็ดี ก็เพราะมีมหาเหตุนั้นเป็นดั้งเดิมทีเดียว จึงทรงรอบรู้ได้เป็นอนันตนัย แม้สาวทั้งหลายก็มีมหาเหตุนี้แลเป็นเดิม จึงสามารถรู้ตามคำสอนของพระองค์ได้ด้วยเหตุนี้แลพระอัสสชิเถระผู้เป็นที่ 5 ของพระปัญจวัคคีย์จึงแสดงธรรมแก่ อุปติสฺส (พระสารีบุตร) ว่า เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ความว่า ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ...เพราะว่ามหาเหตุนี้เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวเดิม เมื่อท่านพระอัสสชิเถระกล่าวถึงที่นี้ (คือมหาเหตุ) ท่านพระสารีบุตรจะไม่หยั่งจิตลงถึงกระแสธรรมอย่างไรเล่า? เพราะอะไร ทุกสิ่งในโลกก็ต้องเป็นไปแต่มหาเหตุถึงโลกุตตรธรรม ก็คือมหาเหตุ
           ฉะนั้น มหาปัฏฐาน ท่านจึงว่าเป็น อนันตนัย ผู้มาปฏิบัติใจคือตัวมหาเหตุจนแจ่มกระจ่างสว่างโร่แล้วย่อมสามารถรู้อะไรๆ ทั้งภายในและภายนอกทุกสิ่งทุกประการ สุดจะนับจะประมาณได้ด้วยประการฉะนี้
6. มูลการของสังสารวัฏฏ์
           ฐีติภูตํ อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา อุปาทานํ ภโว ชาติ
คนเราทุกรูปนามที่ได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ล้วนแล้วแต่มีที่เกิดทั้งสิ้น กล่าวคือมีบิดามารดาเป็นแดนเกิด ก็แลเหตุใดท่านจึงบัญญัติปัจจยาการแต่เพียงว่า อวิชฺชา ปจฺจยา ฯลฯ เท่านั้น อวิชชา เกิดมาจากอะไรฯ ท่านหาได้บัญญัติไว้ไม่ พวกเราก็ยังมีบิดามารดาอวิชชาก็ต้องมีพ่อแม่เหมือนกัน ได้ความตามบาทพระคาถาเบื้องต้นว่า ฐีติภูตํ นั่นเองเป็นพ่อแม่ของอวิชชา ฐีติภูตํ ได้แก่ จิตดั้งเดิม เมื่อฐีติภูตํ ประกอบไปด้วยความหลง จึงมีเครื่องต่อ กล่าวคือ อาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชาแล้วจึงเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งเป็นสังขารพร้อมกับความเข้าไปยึดถือ จึงเป็นภพชาติคือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียก ปัจจยาการ เพราะเป็นอาการสืบต่อกัน วิชชาและอวิชชาก็ต้องมาจากฐีติภูตํเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อฐีติภูตํกอปรด้วยวิชชาจึงรู้เท่าอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง นี่พิจารณาด้วยวุฏฐานคามินี วิปัสสนา รวมใจความว่า ฐีติภูตํ เป็นตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่ายตายเกิด) ท่านจึงเรียกชื่อว่า "มูลตันไตร" (หมายถึงไตรลักษณ์) เพราะฉะนั้นเมื่อจะตัดสังสารวัฏฏ์ให้ขาดสูญ จึงต้องอบรมบ่มตัวการดั้งเดิมให้มีวิชชารู้เท่าทันอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง ก็จะหายหลงแล้วไม่ก่ออาการทั้งหลายใดๆ อีก ฐีติภูตํ อันเป็นมูลการก็หยุดหมุน หมดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ด้วยประการฉะนี้
7. อรรคฐาน เป็นที่ตั้งแห่งมรรคนิพพาน
           อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ มคฺคํ สตฺตวิสุทธิยา
ฐานะอันเลิศมีอยู่ในมนุษย์ ฐานะอันดีเลิศนั้นเป็นทางดำเนินไปเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ โดยอธิบายว่าเราได้รับมรดกมาแล้วจาก นโม คือ บิดามารดา กล่าวคือตัวของเรานี้แล อันได้กำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีคือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโนสมบัติบริบูรณ์ จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้ จะสร้างสมเอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษก็ได้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง มา โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้ ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนาน้อย เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้สมด้วยเทศนานัยอันมาในเวสสันดรชาดาว่า ทานํ เทติ สีลํ รกฺขติ ภาวนํ ภาเวตฺวา เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ นิสฺสํสยํ เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์ บางพวกทำมากและขยันจริงพร้อมทั้งวาสนาบารมีแต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกสัตว์ดิรัจฉานท่านมิได้กล่าวว่าเลิศ เพราะจะมาทำเหมือนพวกมนุษย์ไม่ได้ จึงสมกับคำว่ามนุษย์นี้ตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีสามารถนำตนเข้าสู่มรรคผล เข้าสู่พระนิพพานอันบริสุทธิ์ได้แล
8. สติปัฏฐาน เป็น ชัยภูมิ คือสนามฝึกฝนตน
           พระบรมศาสดาจารย์เจ้า ทรงตั้งชัยภูมิไว้ในธรรมข้อไหน? เมื่อพิจารณาปัญหานี้ได้ความขึ้นว่า พระองค์ทรงตั้งมหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิ
           อุปมาในทางโลก การรบทัพชิงชัย มุ่งหมายชัยชนะจำต้องหา ชัยภูมิ ถ้าได้ชัยภูมิที่ดีแล้วย่อมสามารถป้องกันอาวุธของข้าศึกได้ดี ณ ที่นั้นสามารถรวบรวมกำลังใหญ่เข้าฆ่าฟันข้าศึกให้ปราชัยพ่ายแพ้ไปได้ ที่เช่นนั้นท่านจึงเรียกว่า ชัยภูมิ คือที่ที่ประกอบไปด้วยค่ายคูประตูและหอรบอันมั่นคงฉันใด
           อุปไมยในทางธรรมก็ฉันนั้น ที่เอามหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิก็โดยผู้ที่จะเข้าสู่สงครามรบข้าศึก คือ กิเลส ต้องพิจารณากายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้นก่อน เพราะคนเราที่จะเกิด กามราคะ เป็นต้น ขึ้น ก็เกิดที่กายและใจ เพราะตาแลไปเห็นกายทำให้ใจกำเริบ เหตุนั้นจึงได้ความว่า กายเป็นเครื่องก่อเหตุ จึงต้องพิจารณากายนี้ก่อน จะได้เป็นเครื่องดับนิวรณ์ทำให้ใจสงบได้ ณ ที่นี้พึง ทำให้มาก เจริญให้มาก คือพิจารณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว ในเมื่ออุคคหนิมิตปรากฏ จะปรากฏกายส่วนไหนก็ตาม ให้พึงถือเอากายส่วนที่ได้เห็นนั้นพิจารณาให้เป็นหลักไว้ไม่ต้องย้ายไปพิจารณาที่อื่น จะคิดว่าที่นี่เราเห็นแล้ว ที่อื่นยังไม่เห็น ก็ต้องไปพิจารณาที่อื่นซิ เช่นนี้หาควรไม่ ถึงแม้จะพิจารณาจนแยกกายออกมาเป็นส่วนๆ ทุกๆอาการอันเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ได้อย่างละเอียด ที่เรียกว่าปฏิภาคก็ตาม ก็ให้พิจารณากายที่เราเห็นทีแรกด้วยอุคคหนิมิตนั้นจนชำนาญ ที่จะชำนาญได้ก็ต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ที่เดียวนั้นเอง เหมือนสวดมนต์ฉะนั้น อันการสวดมนต์ เมื่อเราท่องสูตรนี้ได้แล้ว ทิ้งเสียไม่เล่าไม่สวดไว้อีก ก็จะลืมเสียไม่สำเร็จประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ทำให้ชำนาญด้วยความประมาทฉันใด การพิจารณากายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อได้อุคคหนิมิตในที่ใดแล้ว ไม่พิจารณาในที่นั้นให้มากปล่อยทิ้งเสียด้วยความประมาทก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไรอย่างเดียวกัน
           การพิจารณากายนี้มีที่อ้างมาก ดั่งในการบวชทุกวันนี้ เบื้องต้นต้องบอกกรรมฐาน 5 ก็คือ กายนี้เอง ก่อนอื่นหมดเพราะเป็นของสำคัญ ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์พระธรรมบทขุทฺทกนิกายว่า อาจารย์ผู้ไม่ฉลาด ไม่บอกซึ่งการพิจารณากาย อาจทำลายอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ของกุลบุตรได้ เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้จึงต้องบอกกรรมฐาน 5 ก่อน
อีกแห่งหนึ่งท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าจะไม่กำหนดกาย ในส่วนแห่ง โกฏฐาส (คอการพิจารณาแยกออกเป็นส่วนๆ) ใดโกฏฐาสหนึ่งมิได้มีเลย จึงตรัสแก่ภิกษุ 500 รูปผู้กล่าวถึงแผ่นดินว่า บ้านโน้นมีดินดำดินแดงเป็นต้นนั้นว่า นั่นชื่อว่า พหิทฺธา แผ่นดินภายนอกให้พวกท่านทั้งหลายมาพิจารณา อัชฌัตติกา แผ่นดินภายในกล่าวคืออัตตภาพร่างกายนี้ จงพิจารณาไตร่ตรองให้แยบคาย กระทำให้แจ้งแทงให้ตลอด เมื่อจบการวิสัชชนาปัญหานี้ ภิกษุทั้ง 500 รูปก็บรรลุพระอรหันตผลเหตุนั้นการพิจารณากายจึงเป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกทั้งหมดล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้น จะรวบรวมกำลังใหญ่ได้ต้องรวบรวมด้วยการพิจารณากาย แม้พระพุทธองค์เจ้าจะได้ตรัสรู้ทีแรกก็ทรงพิจารณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร? เพราะฉะนั้นมหาสติปัฏฐาน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น จึงชื่อว่า "ชัยภูมิ" เมื่อเราได้ชัยภูมิดีแล้ว กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว ก็จงพิจารณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลายด้วยอุบายแห่งวิปัสสนา ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า
9. อุบายแห่งวิปัสสนา อันเป็นเครื่องถ่ายถอนกิเลส
           ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ย่อมเกิดมาแต่ของไม่ดี อุปมาดั่งดอกปทุมชาติอันสวยๆ งามๆ ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเป็นของสกปรก ปฏิกูลน่าเกลียด แต่ว่าดอกบัวนั้น เมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งที่สะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ และเสนาบดี เป็นต้น และดอกบัวนั้นก็มิได้กลับคืนไปยังโคลนตมนั้นอีกเลย ข้อนี้เปรียบเหมือนพระโยคาวจรเจ้า ผู้ประพฤติพากเพียรประโยคพยายาม ย่อมพิจารณาซึ่ง สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครกคือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มูตรคูถ) ทั้งปวง สิ่งที่ออกจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ก็เรียกว่า ขี้ ทั้งหมด เช่น ขี้หัว ขเล็บ ขี้ฟัน ขี้ไคล เป็นต้น
           เมื่อสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นลงสู่อาหาร มีแกงกับ เป็นต้น ก็รังเกียจ ต้องเททิ้ง กินไม่ได้ และร่างกายนี้ต้องชำระอยู่เสมอจึงพอเป็นของดูได้ ถ้าหาไม่ก็จะมีกลิ่นเหม็นสาป เข้าใกล้ใครก็ไม่ได้ ของทั้งปวงมีผ้าแพรเครื่องใช้ต่างๆ เมื่ออยู่นอกกายของเราก็เป็นของสะอาดน่าดู แต่เมื่อมาถึงกายนี้แล้วก็กลายเป็นของสกปรกไป เมื่อปล่อยไว้นานๆ เข้าไม่ซักฟอกก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย เพราะเหม็นสาบ ดั่งนี้จึงได้ความว่าร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตร เรือนคูถ เป็นอสุภะ ของไม่งาม ปฏิกูลน่าเกลียด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นถึงปานนี้ เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว ยิ่งจะสกปรกหาอะไรเปรียบเทียบมิได้เลย เพราะฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายจึงพิจารณาร่างกายอันนี้ให้ชำนิชำนาญด้วย โยนิโสมนสิการ ตั้งแต่ต้นมาทีเดียว
            คือขณะเมื่อยังเห็นไม่ทันชัดเจนก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกายอันเป็นที่สบายแก่จริตจนกระทั่งปรากฏเป็นอุคคหนิมิต คือ ปรากฏส่วนแห่งร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วก็กำหนดส่วนนั้นให้มาก เจริญให้มาก ทำให้มาก การเจริญทำให้มากนั้นพึงทราบอย่างนี้ อันชาวนาเขาทำนาเขาก็ทำที่แผ่นดิน ไถที่แผ่นดินดำลงไปในดิน ปีต่อไปเขาก็ทำที่ดินอีกเช่นเคย เข้าไม่ได้ทำในอากาศกลางหาว คงทำแต่ที่ดินอย่างเดียว ข้าวเขาก็ได้เต็มยุ้งเต็มฉางเอง เมื่อทำให้มากในที่ดินนั้นแล้ว ไม่ต้องร้องเรียกว่า ข้าวเอ๋ยข้าว จงมาเต็มยุ้งเน้อ ข้าวก็จะหลั่งไหลมาเอง และจะห้ามว่า เข้าเอ๋ยข้าว จงอย่ามาเต็มยุ้งเต็มฉางเราเน้อ ถ้าทำนาในที่ดินนั้นเองจนสำเร็จแล้ว ข้าวก็มาเต็มยุ้งเต็มฉางเอง ฉันใดก็ดีพระโยคาวจรเจ้าก็ฉันนั้น จงพิจารณากายในที่เคยพิจารณาอันถูกนิสัยหรือที่ปรากฏมาให้เห็นครั้งแรก อย่าละทิ้งเลยเป็นอันขาด
           การทำให้มากนั้นมิใช่หมายแต่การเดินจงกรมเท่านั้น ให้มีสติหรือพิจารณาในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอจึงจะชื่อว่า ทำให้มาก เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นจนชัดเจนแล้ว ให้พิจารณาแบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วนๆ ตามโยนิโสมนสิการตลอดจนกระจายออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม และพิจารณาให้เห็นไปตามนั้นจริงๆ อุบายตอนนี้ตามแต่ตนจะใคร่ครวญออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกนั่นเทียว
           พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็น อนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิต แล้วถอยออกมาพิจารณากาย อย่างพิจารณากายอย่างเดียว หรือสงบที่จิตแต่อย่างเดียว พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือ จิต ย่อมจะรวมใหญ่ เมื่อรวมพึ่บลง ย่อมปรากฏว่าทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันคือหมดทั้งโลกย่อมเป็นธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฏขึ้นพร้อมกันว่าโลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่า ป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวของเราก็ต้องลบราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกัน
พร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ คือรู้ขึ้นมาพร้อมกัน ในที่นี้ตัดความสนเท่ห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่า ยถาภูตญาณทัสสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง
           ขั้นนี้เป็นเบื้องต้นในอันที่จะดำเนินต่อไป ไม่ใช่ที่สุดอันพระโยคาวจรเจ้าจะพึงเจริญให้มาก ทำให้มาก จึงจะเป็นเพื่อความรู้ยิ่งอีกจนรอบ จนชำนาญเห็นแจ้งชัดว่า สังขารความปรุงแต่งอันเป็นความสมมติว่าโน่นเป็นของของเรา โน่นเป็นเรา เป็นความไม่เที่ยงอาศัยอุปาทานความยึดถือจึงเป็นทุกข์ ก็แลธาตุทั้งหลาย เขาหากมีหากเป็นอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นเสื่อมไปอยู่อย่างนี้มาก่อน เราเกิดตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็เป็นอยู่อย่างนี้ อาศัยอาการของจิต ของขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไปปรุงแต่งสำคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ
           นับเป็นอเนกชาติเหลือประมาณมาจนถึงปัจจุบันชาติ จึงทำให้จิตหลงอยู่ตามสมมติ ไม่ใช่สมมติมาติดเอาเรา เพราะธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมดในโลกนี้ จะเป็นของมีวิญญาณหรือไม่ก็ตาม เมื่อว่าตามความจริงแล้ว เขาหากมีหากเป็น เกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว โดยไม่ต้องสงสัยเลยจึงรู้ขึ้นว่า ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ธรรมดาเหล่านี้ หากมีมาแต่ก่อน ถึงว่าจะไม่ได้ยินได้ฟังมาจากใครก็มีอยู่อย่างนั้นทีเดียว ฉะนั้นในความข้อนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่า เราไม่ได้ฟังมาแต่ใคร มิได้เรียนมาแต่ใครเพราะของเหล่านี้มีอยู่ มีมาแต่ก่อนพระองค์ดังนี้ ได้ความว่าธรรมดาธาตุทั้งหลายย่อมเป็นย่อมมีอยู่อย่างนั้น
           อาศัยอาการของจิตเข้าไปยึดถือเอาสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นมาหลายภพหลายชาติ จึงเป็นเหตุให้อนุสัยครอบงำจิตจนหลงเชื่อไปตาม จึงเป็นเหตุให้ก่อภพก่อชาติด้วยอาการของจิตเข้าไปยึด ฉะนั้นพระโยคาวจรเจ้ามาพิจารณา โดยแยบคายลงไปตามสภาพว่า สพฺเพ สฺงขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารความเข้าไปปรุงแต่ง คือ อาการของจิตนั่นแลไม่เที่ยง สัตว์โลกเขาเที่ยง คือมีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น ให้พิจารณาโดย อริยสัจจธรรมทั้ง 4 เป็นเครื่องแก้อาการของจิตให้เห็นแน่แท้โดย ปัจจักขสิทธิ ว่า ตัวอาการของจิตนี้เองมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จึงหลงตามสังขาร เมื่อเห็นจริงลงไปแล้วก็เป็นเครื่องแก้อาการของจิต
           จึงปรากฏขึ้นว่า สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ สังขารทั้งหลายที่เที่ยงแท้ไม่มี สังขารเป็นอาการของจิตต่างหาก เปรียบเหมือนพยับแดด ส่วนสัตว์เขาก็อยู่ประจำโลกแต่ไหนแต่ไรมา เมื่อรู้โดยเงื่อน 2 ประการ คือรู้ว่า สัตว์ก็มีอยู่อย่างนั้น สังขารก็เป็นอาการของจิต เข้าไปสมมติเขาเท่านั้น ฐีติภูตํ จิตตั้งอยู่เดิมไม่มีอาการเป็นผู้หลุดพ้น ได้ความว่า ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน จะใช่ตนอย่างไร ของเขาหากเกิดมีอย่างนั้น ท่านจึงว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตน ให้พระโยคาวจรเจ้าพึงพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์ตามนี้จนทำให้จิตรวมพึ่บลงไป ให้เห็นจริงแจ้งชัดตามนั้น โดย ปัจจักขสิทธิ พร้อมกับ ญาณสัมปยุตต์ รวมทวนกระแสแก้อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ หรือรวมลงฐีติจิต อันเป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้นจนแจ้งประจักษ์ในที่นั้นด้วยญาณสัมปยุตต์ว่า ขีณา ชาติ ญาณํ โหติ ดังนี้
           ในที่นี้ไม่ใช่สมมติไม่ใช่ของแต่งเอาเดาเอา ไม่ใช่ของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได้ เป็นของที่เกิดเอง เป็นเอง รู้เอง โดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะด้วยการปฏิบัติอันเข้มแข็งไม่ท้อถอย พิจารณาโดยแยบคายด้วยตนเอง จึงจะเป็นขึ้นมาเอง ท่านเปรียบเหมือนต้นไม้ต่างๆ มีต้นข้าวเป็นต้น เมื่อบำรุงรักษาต้นมันให้ดีแล้ว ผลคือรวงข้าวไม่ใช่สิ่งอันบุคคลพึงปรารถนาเอาเลย เป็นขึ้นมาเอง ถ้าแลบุคคลมาปรารถนาเอาแต่รวงข้าว แต่หาได้รักษาต้นข้าวไม่ เป็นผู้เกียจคร้าน จะปรารถนาจนวันตาย รวงข้าวก็จะไม่มีขึ้นมาให้ฉันใด วิมฺตติธรรม ก็ฉันนั้นนั่นแล มิใช่สิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได้ คนผู้ปรารถนาวิมุตติธรรมแต่ปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติมัวเกียจคร้านจนวันตายจะประสบวิมุตติธรรมไม่ได้เลย ด้วยประการฉะนี้
10. จิตเดิมเป็นธรรมชาติใสสว่าง แต่มืดมัวไปเพราะอุปกิเลส
           ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐํ
ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เสื่อมปภัสสรแจ้งสว่างมาเดิม แต่อาศัยอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองเป็นอาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ จึงทำให้จิตมิส่องแสงสว่างได้ ท่านเปรียบไว้ในบทกลอนหนึ่งว่า "ไม้ชะงกหกพันง่า(กิ่ง) กะปอมก่ากิ้งก่าฮ้อย กะปอมน้อยขึ้นมื้อพัน ครั้นตัวมาบ่ทัน ขึ้นนำคู่มื้อๆ" โดยอธิบายว่า คำว่าไม่ชะงก 6,000 ง่านั้นเมื่อตัดศูนย์ 3 ศูนย์ออกเสียเหลือแค่ 6 คงได้ความว่า ทวารทั้ง 6 เป็นที่มาแห่งกะปอมก่า คือของปลอมไม่ใช่ของจริง กิเลสทั้งหลายไม่ใช่ของจริง เป็นสิ่งสัญจรเข้ามาในทวารทั้ง 6 นับร้อยนับพัน มิใช่แต่เท่านั้น กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้นก็จะทวียิ่งๆ ขึ้นทุกๆ วัน ในเมื่อไม่แสวงหาทางแก้ ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคืออุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุมจึงทำให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆบดบังฉะนั้น อย่าพึงเข้าใจว่าพระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายเมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกำจัดของปลอมด้วยการพิจารณาโดยแยบคายตามที่อธิบายแล้วในอุบายแห่งวิปัสสนาข้อ 9 นั้นเถิด เมื่อทำให้ถึงขั้นฐีติจิตแล้ว ชื่อว่าย่อมทำลายของปลอมได้หมดสิ้นหรือว่าของปลอมย่อมเข้าไปถึงฐีติจิต เพราะสะพานเชื่อมต่อถูกทำลายขาดสะบั้นลงแล้ว แม้ยังต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของโลกอยู่ก็ย่อมเป็นดุจน้ำกลิ้งบนใบบัวฉะนั้น
11. การทรมานตนของผู้บำเพ็ญเพียร ต้องให้พอเหมาะกับอุปนิสัย
           นายสารถีผู้ฝึกม้ามีชื่อเสียงคนหนึ่ง มาเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามถึงวิธีทรมานเวไนย พระองค์ทรงย้อนถามนายสารถีก่อนถึงการทรมาณม้า เขาทูลว่าม้ามี 4 ชนิด คือ 1. ทรมานง่าย 2. ทรมานอย่างกลาง 3. ทรมานยากแท้ 4. ทรมานไม่ได้เลย ต้องฆ่าเสีย พระองค์จึงตรัสว่าเราก็เหมือนกัน 1. ผู้ทรมาณง่าย คือผู้ปฏิบัติทำจิตรวมง่ายให้กินอาหารเพียงพอ เพื่อบำรุงร่างกาย 2. ผู้ทรมานอย่างกลาง คือผู้ปฏิบัติทำจิตไม่ค่อยจะลง ก็ให้กินอาหารแต่น้อยอย่าให้มาก 3. ทรมานยากแท้ คือผู้ปฏิบัติทำจิตลงยากแท้ ไม่ต้องให้กินอาหารเลย แต่ต้องเป็น อตฺตญฺญู รู้กำลังของตนว่าจะทนทานได้สักเพียงไร แค่ไหน 4. ทรมานไม่ได้เลย ต้องฆ่าเสีย คือผู้ปฏิบัติทำจิตไม่ได้ เป็น ปทปรมะ พระองค์ทรงชักสะพานเสีย กล่าวคือไม่ทรงรับสั่งสอน อุปมาเหมือนฆ่าทิ้งเสียฉะนั้น
12. มูลติกสูตร
           ติกแปลว่า 3 มูลแปลว่าเค้ามูลรากเหง้า รวมความว่าสิ่งซึ่งเป็นรากเหง้าเค้ามูลอย่างละ 3 คือ ราคะ โทสะ โมหะ ก็เรียก 3 อกุศลมูล ตัณหา ก็มี 3 คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา โอฆะและอาสวะก็มีอย่างละ 3 คือ กามะ ภาวะ อวิชชา ถ้าบุคคลมาเป็นไปกับด้วย 3 เช่นนี้ ติปริวตฺตํ ก็ต้องเวียนไปเป็น3 3 ก็ต้องเป็นโลก 3 คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก อยู่อย่างนั้นแล เพราะ 3 นั้นเป็นเค้ามูลโลก 3
           เครื่องแก้ก็มี 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อบุคคลดำเนินตนตามศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นเครื่องแก้ น ติปริวตฺตํ ก็ไม่ต้องเวียนไปเป็น3 3 ก็ไม่เป็นโลก 3 ชื่อว่าพ้นจากโลก 3 แล
13. วิสุทธิเทวาเท่านั้นเป็นสันตบุคคลแท้
           อกุปฺปํ สพฺพธมฺเมสุ เญยฺยธมฺมา ปเวสฺสนฺโต
บุคคลผู้มีจิตไม่กำเริบในกิเลสทั้งปวง รู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นพหิทธาธรรม ทั้งที่เป็น อัชฌัตติกาธรรม สนฺโต จึงเป็นผู้สงบระงับ สันตบุคคลเช่นนี้แลที่จะบริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ มีธรรมบริสุทธิ์สะอาด มีใจมั่นคงเป็นสัตบุรุษผู้ทรงเทวธรรมตามความในพระคาถาว่า หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร อุปัตติเทวา ผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ วุ่นวายอยู่ด้วยกิเลส เหตุไฉนจึงจะเป็นสันตบุคคลได้ ความในพระคาถานี้ย่อมต้องหมายถึงวิสุทธิเทวา คือพระอรหันต์แน่นอน ท่านผู้เช่นนั้นเป็นสันตบุคคลแท้ สมควรจะเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ และ สุกฺกธรรม คือ ความบริสุทธิ์แท้
14. อกิริยาเป็นที่สุดในโลก - สุดสมมติบัญญัติ
           สจฺจานํ จตุโร ปทา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตา
สัจธรรมทั้ง 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังเป็นกิริยา เพราะแต่ละสัจจะๆ ย่อมมีอาการต้องทำคือ ทุกข์-ต้องกำหนดรู้ สมุทัย-ต้องละ นิโรธ-ต้องทำให้แจ้ง มรรค-ต้องเจริญให้มาก ดังนี้ล้วนเป็นอาการที่จะต้องทำทั้งหมด ถ้าเป็นอาการที่จะต้องทำ ก็ต้องเป็นกิริยาเพราะเหตุนั้นจึงรวมความได้ว่าสัจจะทั้ง 4 เป็นกิริยา จึงสมกับบาทคาถาข้างต้นนั้น ความว่าสัจจะทั้ง 4 เป็นเท้าหรือเป็นเครื่องเหยียบก้าวขึ้นไป หรือก้าวขึ้นไป 4 พักจึงจะเสร็จกิจ ต่อจากนั้นไปจึงเรียกว่า อกิริยา
           อุปมา ดังเขียนเลข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 แล้วลบ 1 ถึง 9 ทิ้งเสีย เหลือแต่ 0 (ศูนย์) ไม่เขียนอีกต่อไป คงอ่านว่า ศูนย์ แต่ไม่มีค่าอะไรเลย จะนำไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้นแต่จะปฏิเสธว่าไม่มีหาได้ไม่ เพราะปรากฏอยู่ว่า 0 (ศูนย์) นี่แหละ คือปัญญารอบรู้ เพราะลายกิริยา คือ ความสมมติ หรือว่าลบสมมติลงเสียจนหมดสิ้น ไม่เข้าไปยึดถือสมมติทั้งหลาย คำว่าลบ คือทำลายกิริยา กล่าวคือ ความสมมติ มีปัญหาสอดขึ้นมาว่า เมื่อทำลายสมมติหมดแล้วจะไปอยู่ที่ไหน? แก้ว่า ไปอยู่ในที่ไม่สมมติ คือ อกิริยา นั่นเอง เนื้อความตอนนี้เป็นการอธิบายตามอาการของความจริง ซึ่งประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะ อันผู้ไม่ปฏิบัติหาอาจรู้ได้ไม่ ต่อเมื่อไรฟังแล้วทำตามจนรู้เองเห็นเองนั่นแลจึงจะเข้าใจได้
           ความแห่ง 2 บาทคาถาต่อไปว่า พระขีณาสวเจ้าทั้งหลายดับโลกสามรุ่งโรจน์อยู่ คือทำการพิจารณาบำเพ็ยเพียรเป็น ภาวิโต พหุลีกโต คือทำให้มาก เจริญให้มาก จนจิตมีกำลังสามารถพิจารณาสมมติทั้งหลายทำลายสมมติทั้งหลายลงไปได้จนเป็นอกิริยาก็ย่อมดับโลกสามได้ การดับโลกสามนั้น ท่านขีณาสวเจ้าทั้งหลายมิได้เหาะขึ้นไปนกามโลก รูปโลก อรูปโลกเลยทีเดียว คงอยู่กับที่นั่นเอง แม้พระบรมศาสดาของเราก็เช่นเดียวกัน พระองค์ประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์แห่งเดียวกัน เมื่อจะดับโลกสาม ก็มิได้เหาะขึ้นไปในโลกสาม คงดับอยู่ที่จิต ทิ่จิตนั้นเองเป็นโลกสาม ฉะนั้น ท่านผู้ต้องการดับโลกสาม พึงดับที่จิตของตนๆ จึงทำลายกิริยา คือตัวสมมติหมดสิ้นจากจิต ยังเหลือแต่อกิริยา เป็นฐีติจิต ฐีติธรรมอันไม่รู้จักตาย ฉะนี้แล
15. สัตตาวาส 9
           เทวาพิภพ มนุสสโลก อบายโลก จัดเป็นกามโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์เสพกามรวมเป็น 1 รูปโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์ผู้สำเร็จรูปฌานมี 4 อรูปโลก ที่อยู่อาศัยของสัตว์ผู้สำเร็จอรูปฌานมี 4 รวมทั้งสิ้น 9 เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ผู้มารู้เท่าสัตตาวาส 9 กล่าวคือ พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ย่อมจากที่อยู่ของสัตว์ ไม่ต้องอยู่ในที่ 9 แห่งนี้ และปรากฏในสามเณรปัญหาข้อสุดท้ายว่า ทส นาม กึ อะไรชื่อว่า 10 แก้ว่า ทสหงฺ เคหิ สมนฺนาคโต พระขีณาสวเจ้าผู้ประกอบด้วยองค์ 10 ย่อมพ้นจากสัตตาวาส 9 ความข้อนี้คงเปรียบได้กับการเขียนเลข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 นั่นเอง 1 ถึง 9 เป็นจำนวนที่นับได้ อ่านได้ บวกลบคูณหารกันได้ ส่วน 10 ก็คือ เลข 1 กับ 0 (ศูนย์) เราจะเอา 0 (ศูนย์) ไปบวกลบคูณหารกับเลขจำนวนใดๆ ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น และ 0 (ศูนย์) นี้เมื่ออยู่โดยลำพังก็ไม่มีค่าอะไร แต่จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งปรากฏอยู่ ความเปรียบนี้ฉันใด จิตใจก็ฉันนั้นเป็นธรรมชาติ มีลักษณะเหมือน 0 (ศูนย์) เมื่อนำไปต่อเข้ากับเลขตัวใด ย่อมทำให้เลขตัวนั้นเพิ่มค่าขึ้นอีกมาก เช่น เลข 1 เมื่อเอาศูนย์ต่อเข้า ก็กลายเป็น 10 (สิบ) จิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน เมื่อต่อเข้ากับสิ่งทั้งหลายก็เป็นของวิจิตรพิสดารมากมายขึ้นทันที แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนอบรมจนฉลาดรอบรู้สรรพเญยฺยธรรมแล้วย่อมกลับคืนสู่สภาพ 0 (ศูนย์) คือ ว่างโปร่งพ้นจากการนับการอ่านแล้ว มิได้อยู่ในที่ 9 แห่งอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ แต่อยู่ในที่หมดสมมติบัญญัติคือ สภาพ 0 (ศูนย์) หรืออกิริยาดังกล่าวในข้อ 14 นั่นเอง
16. ความสำคัญของปฐมเทศนา มัชฌิมเทศนา และปัจฉิมเทศนา
           พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน 3 กาลมีความสำคัญยิ่ง อันพุทธบริษัทควรสนใจพิจารณาเป็นพิเศษ คือ
           ก. ปฐมโพธิกาล ได้ทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี เป็นครั้งแรกเป็นปฐมเทศนา เรียกว่า ธรรมจักร เบื้องต้นทรงยกส่วนสุด 2 อย่างอันบรรพชิตไม่ควรเสพขึ้นมาแสดงว่า เทว เม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ภิกษุทั้งหลาย ส่วนที่สุด 2 อย่างอันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ กามสุขัลลิกา และอัตตกิลมถา อธิบายว่า กามสุขัลลิกา เป็นส่วนแห่งความรัก อัตตกิลมถา เป็นส่วนแห่งความชังทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นตัวสมุทัย เมื่อผู้บำเพ็ญตบะธรรมทั้งหลายโดยอยู่ซึ่งส่วนทั้งสองนี้ ชื่อว่ายังไม่เข้าทางกลาง เพราะเมื่อบำเพ็ญเพียรพยายามทำสมาธิ จิตสงบสบายดีเต็มที่ก็ดีใจ ครั้นเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านรำคาญก็เสียใจ ความดีใจนั้น คือ กามสุขัลลิกา ความเสียใจนั้นแล คือ อัตตกิลมถา ความดีใจก็เป็นราคะ ความเสียใจก็เป็นโทสะ ความไม่รู้เท่าในราคะ โทสะ ทั้งสองนี้เป็นโมหะ ฉะนั้น ผู้ที่พยายามประกอบความเพียรในเบื้องแรกต้องกระทบส่วนสุดทั้งสองนั้นแลก่อน ถ้าเมื่อกระทบส่วน 2 นั้นอยู่ ชื่อว่าผิดอยู่แต่เป็นธรรมดาแท้ทีเดียว ต้องผิดเสียก่อนจึงถูก แม้พระบรมศาสดาแต่ก่อนนั้นพระองค์ก็ผิดมาเต็มที่เหมือนกัน แม้พระอัครสาวกทั้งสอง ก็ซ้ำเป็นมิจฉาทิฐิมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แม้สาวกทั้งหลายเหล่าอื่นๆ ก็ล้วนแต่ผิดมาแล้วทั้งนั้น ต่อเมื่อพระองค์มาดำเนินทางกลาง ทำจิตอยู่ภายใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ได้ญาณ 2 ในสองยามเบื้องต้นในราตรี ได้ญาณที่ 3 กล่าวคืออาสวักขยญาณในยามใกล้รุ่ง จึงได้ถูกทางกลางอันแท้จริงทำจิตของพระองค์ให้พ้นจากความผิด กล่าวคือ...ส่วนสุดทั้งสองนั้น พ้นจากสมมติโคตร สมมติชาติ สมมติวาส สมมติวงศ์ และสมมติประเพณี ถึงความเป็นอริยโคตร อริยชาติ อริยวาส อริยวงศ์ และอริยประเพณี ส่วนอริยสาวกทั้งหลายนั้นเล่าก็มารู้ตามพระองค์ ทำให้ได้อาสวักขยญาณพ้นจากความผิดตามพระองค์ไป ส่วนเราผู้ปฏิบัติอยู่ในระยะแรกๆ ก็ต้องผิดเป็นธรรมดา แต่เมื่อผิดก็ต้องรู้เท่าแล้วทำให้ถูก เมื่อยังมีดีใจเสียใจในการบำเพ็ญบุญกุศลอยู่ ก็ตกอยู่ในโลกธรรม เมื่อตกอยู่ในโลกธรรม จึงเป็นผู้หวั่นไหวเพราะความดีใจเสียใจนั่นแหละ ชื่อว่าความหวั่นไหวไปมา อุปฺปนฺโน โข เม โลกธรรมจะเกิดที่ไหน เกิดที่เรา โลกธรรมมี 8 มรรคเครื่องแก้ก็มี 8 มรรค 8 เครื่องแก้โลกธรรม 8 ฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาแก้ส่วน 2 เมื่อแก้ส่วน 2 ได้แล้วก็เข้าสู่อริยมรรค ตัดกระแสโลก ทำใจให้เป็นจาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย (สละสลัดตัดขาดวางใจหายห่วง) รวมความว่า เมื่อส่วน 2 ยังมีอยู่ในใจผู้ใดแล้ว ผู้นั้นก็ยังไม่ถูกทาง เมื่อผู้มีใจพ้นจากส่วนทั้ง 2 แล้ว ก็ไม่หวั่นไหว หมดธุลี เกษมจากโยคะ จึงว่าเนื้อความแห่งธรรมจักรสำคัญมาก พระองค์ทรงแสดงธรรมจักรนี้ยังโลกธาตุให้หวั่นไหว จะไม่หวั่นไหวอย่างไร เพราะมีใจความสำคัญอย่างนี้ โลกธาตุก็มิใช่อะไรอื่น คือตัวเรานี้เอง ตัวเราก็คือธาตุของโลก หวั่นไหวเพราะเห็นในของที่ไม่เคยเห็น เพราะจิตพ้นจากส่วน 2 ธาตุของโลกจึงหวั่นไหว หวั่นไหวเพราะจะไม่มาก่อธาตุของโลกอีกแล
           ข. มัชฌิมโพธิกาล ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในชุมชนพระอรหันต์ 1,250 องค์ ณ พระราชอุทยานเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ พึงเป็นผู้ทำจิตให้ยิ่ง การที่จะทำจิตให้ยิ่งได้ต้องเป็นผู้สงบระงับ อิจฺฉา โลภสมาปนฺโน สมโณ กึ ภวิสฺสติ เมื่อประกอบด้วยความอยากดิ้นรนโลภหลงอยู่แล้วจักเป็นผู้สงระงับได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ปฏิบัติคือปฏิบัติพระวินัยเป็นเบื้องต้น และเจริญกรรมฐานตั้งต้นแต่การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทำให้มาก เจริญให้มาก ในการพิจารณามหาสติปัฏฐาน มีกายนุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นเบื้องแรก พึงพิจารณาส่วนแห่งร่างกาย โดยอาการแห่งบริกรรมสวนะคือ พิจารณาโดยอาการคาดคะเน ว่าส่วนนั้นเป็นอย่างนั้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะไปเสียก่อน เพราะเมื่อพิจารณาเช่นนี้ใจไม่ห่างจากกาย ทำให้รวมง่าย เมื่อทำให้มาก ในบริกรรมสวนะแล้ว จักเกิดขึ้นซึ่งอุคคหนิมิตให้ชำนาญในที่นั้นจนเป็นปฏิภาค ชำนาญในปฏิภาคโดยยิ่งแล้วจักเป็นวิปัสสนา เจริญวิปัสสนาจนเป็นวิปัสสนาอย่างอุกฤษฏ์ ทำจิตเข้าถึงฐีติภูตํ ดังกล่าวแล้วในอุบายแห่งวิปัสสนาชื่อว่าปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้ว โมกฺขํ จึงจะข้ามพ้น จึงพ้นจากโลกชื่อว่าโลกุตตรธรรม เขมํ จึงเกษมจากโยคะ (เครื่องร้อย) ฉะนั้น เนื้อความในมัชฌิมเทศนาจึงสำคัญเพราะเล็งถึงวิมุตติธรรมด้วยประการฉะนี้และฯ
           ค. ปัจฉิมโพธิกาล ทรงแสดงปัจฉิมเทศนาในที่ชุมชนพระอริยสาวก ณ พระราชอุทยานสาลวันของมัลลกษัตริย์กรุงกุสินารา ในเวลาจวนจะปรินิพพานว่า หนฺทานิ อามนฺตยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เราบอกท่านทั้งหลายว่าจงเป็นผู้ไม่ประมาท พิจารณาสังขารที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เมื่อท่านทั้งหลายพิจารณาเช่นนั้นจักเป็นผู้แทงตลอด พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ก็ปิดพระโอษฐ์มิได้ตรัสอะไรต่อไปอีกเลย จึงเรียกว่า ปัจฉิมเทศนาอธิบายความต่อไปว่า สังขารมันเกิดขึ้นที่ไหน อะไรเป็นสังขาร สังขารมันก็เกิดขึ้นที่จิตของเราเองเป็นอาการของจิตพาให้เกิดขึ้นซึ่งสมมติทั้งหลาย สังขารนี้แล เป็นตัวการสมมติบัญญัติสิ่งทั้งหลายในโลกความจริงในโลกทั้งหลายหรือธรรมธาตุทั้งหลายเขามีเขาเป็นอยู่อย่างนั้น แผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ฟ้า แดด เขาไม่ได้ว่าเขาเป็นนั้นเป็นนี้เลย เจ้าสังขารตัวการนี้เข้าไปปรุงแต่งว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้จนหลงกันว่าเป็นจริง ถือเอาว่าเป็นตัวเรา เป็นของๆ เราเสียสิ้น จึงมี ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นทำจิตดั้งเดิมให้หลงตามไป เกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอเนกภพ อเนกชาติ เพราะเจ้าตัวสังขารนั้นแลเป็นตัวเหตุ จึงทรงสอนให้พิจารณาสังขารว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา ให้เป็นปรีชาญาณชัดแจ้ง เกิดจากผลแห่งการเจริญปฏิภาคเป็นส่วนเบื้องต้น จนทำจิตให้เข้าภวังค์ เมื่อกระแสแห่งภวังค์หายไป มีญาณเกิดขึ้นว่า "นั้นเป็นอย่างนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์" เกิดขึ้นในจิตจริงๆ จนชำนาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์ ก็รู้เท่าสังขารได้ สังขารก็จะมาปรุงแต่งให้จิตกำเริบอีกไม่ได้ ได้ในคาถาว่า อกุปฺปํ สพฺพธมฺเมสุ เญยฺยธมฺมา ปเวสฺสนฺโต เมื่อสังขารปรุงแต่งจิตไม่ได้แล้ว ก็ไม่กำเริบรู้เท่าธรรมทั้งปวง สนฺโต ก็เป็นผู้สงบระงับถึงซึ่งวิมุตติธรรม ด้วยประการฉะนี้
           ปัจฉิมเทศนานี้เป็นคำสำคัญแท้ ทำให้ผู้พิจารณารู้แจ้งถึงที่สุด พระองค์จึงได้ปิดพระโอษฐ์แต่เพียงนี้ พระธรรมเทศนาใน 3 กาลนี้ ย่อมมีความสำคัญเหนือความสำคัญในทุกๆ กาล ปฐมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม มัชฌิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม ปัจฉิมเทศนาก็เล็งถึงวิมุตติธรรม รวมทั้ง 3 กาล ล้วนแต่เล็งถึงวิมุตติธรรมทั้งสิ้น ด้วยประการฉะนี้
17. พระอรหันต์ทุกประเภทบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ
           อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตวา อุปฺปสมฺปชฺช วิหรติ พระบาลีนี้แสดงว่าพระอรหันต์ทั้งหลายไม่ว่าประเภทใดย่อมบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติ...ที่ปราศจากอาสวะในปัจจุบัน หาได้แบ่งแยกไว้ว่า ประเภทนั้นบรรลุแต่เจโตวิมุตติ หรือปัญญาวิมุติไม่ ที่เกจิอาจารย์แต่งอธิบายไว้ว่า เจโตวิมุตติเป็นของพระอรหันต์ผู้ได้สมาธิก่อน ส่วนปัญญาวิมุตติเป็นของพระอรหันต์สุกขวิปัสสกผู้เจริญวิปัสสนาล้วนๆ นั้นย่อมขัดแย้งต่อมรรค มรรคประกอบด้วยองค์ 8 มีทั้งสัมมาทิฏฐิ ทั้งสัมมาสมาธิ ผู้จะบรรลุวิมุตติธรรมจำต้องบำเพ็ญมรรค 8 บริบูรณ์ มิฉะนั้นก็บรรลุวิมุตติธรรมไม่ได้ ไตรสิกขาก็มีทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา อันผู้จะได้อาสวักขยญาณจำต้องบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบูรณ์ทั้ง 3 ส่วน ฉะนั้นจึงว่า พระอรหันต์ทุกประเภทต้องบรรลุทั้งเจโตวิมุตติ ทั้งปัญญาวิมุตติด้วยประการฉะนี้แลฯ