วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จิต คือ พุทธะ 1

ต้นฉบับเดิม
 จิตคือพุทธะ 

พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียง จิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งแล้ว มิได้มีอะไรตั้งอยู่เลย จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย มันไม่ใช่เป็นของมีสีเขียว หรือสีเหลือง และ ไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งที่มีการตั้งอยู่ และไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือเก่า ไม่ใช่ของยาวหรือของสั้น ของใหญ่หรือของเล็ก ทั้งนี้ เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และ เหนือการเปรียบเทียบทั้งหมด จิตหนึ่งนี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นตำตาเราอยู่แท้ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล (ว่ามันเป็นอะไร เป็นต้น) กับมันเข้าดูซิ เราจะหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้ เป็นเหมือนกับความว่าง อันปราศจากขอบทุกๆ ด้าน ซึ่งไม่อาจจะหยั่ง หรือวัดได้ จิตหนึ่ง นี้เท่านั้นเป็น พุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเอง ทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำเช่นนั้น เท่ากับ การใช้สิ่งที่เป็นพุทธะ ให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้พยายามจนสุดความสามารถของเขา อยู่ตั้งกัปหนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงพุทธภาวะได้เลย เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเอง เพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหา เสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่า จิต นี้คือ พุทธะ นั่นเอง และ พุทธะ คือ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวง นั่นเอง สิ่งๆ นี้ เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่ สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้ง ๖ ก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ดี เหล่านี้นั้นจงคิดดูเถิด เมื่อเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุกกรณีอยู่แล้ว คือเป็น จิตหนึ่ง หรือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะทั้งหลายอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งที่สมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นไม่ใช่หรือ เมื่อไหร่โอกาสอำนวยให้ทำก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน ถ้าเราไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิต นั้นคือ พุทธะ ก็ดี และถ้าเรายัง ยึดมั่นถือมั่น ต่อรูปธรรมต่างๆ อยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ อยู่ก็ดี และต่อวิธีการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ ก็ดี แนวความคิดของเราก็ยังคงผิดพลาดอยู่ และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับ ทาง ทางโน้นเสียแล้ว จิตหนึ่ง นั่นแหละคือ พุทธะ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือ มันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆ เลย ถ้าเราใช้จิตของเราให้ปรุงแต่งความคิดฝันต่างๆ นั้น เท่ากับเราทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตัวเองอยู่กับรูปธรรม ซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้น ไม่ใช่พุทธะของความยึดมั่นถือมั่น การปฏิบัติปารมิตาทั้ง ๖ และการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะเป็นพุทธะสักองค์หนึ่งนั้น เป็นการปฏิบัติชนิดที่คืบหน้าทีละขั้นๆ แต่พุทธะซึ่งมีอยู่ตลอดกาลดังที่กล่าวแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆ เช่นนั้นไม่ เรื่องมันเป็นเพียงแต่ ตื่น และ ลืมตา ต่อจิตหนึ่งนั้นเท่านั้น และ ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะที่แท้จริง พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือ จิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้อีกเลย จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสน และความไม่ดีต่างๆ ดังจะเห็นได้ ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้น ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก เพราะว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ย่อมให้ความสว่างทั่วพื้นโลก ความว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ตก ความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่าง และความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความว่างนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง จิตของพุทธะและของสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น ถ้าเรามองดูพุทธะ ว่าเป็นผู้แสดงออก ซึ่งความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธิ์ผ่องใส และรู้แจ้งก็ดี หรือมองสัตว์โลกทั้งหลายว่า เป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ อันเป็นผลที่เกิดมาจากความคิดยึดมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะกันเราไว้เสียจากความรู้อันสูงสุด ถึงแม้ว่าเราจะได้ปฏิบัติมาตลอดกี่กัปนับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแล้วก็ตาม มีแต่จิตหนึ่งเท่านั้น และไม่มีสิ่งใดแม้แต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศัยได้ เพราะ จิตนั้นเอง คือ พุทธะ เมื่อพวกเราที่เป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้นไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ จิตนี้ พวกเราจะปิดบัง จิต นั้นเสีย ด้วยความคิดปรุงแต่งของเราเอง พวกเราจะเที่ยวแสวงหา พุทธะ นอกตัวเราเอง พวกเรายังคงยึดมั่นต่อรูปธรรมทั้งหลาย ต่อการปฏิบัติเมาบุญต่างๆ ทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันตราย และไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้อันสูงสุดที่กล่าวนั้นแต่อย่างใด เนื้อแท้แห่งสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น โดยภายในแล้วย่อมเหมือนกับไม้หรือก้อนหิน คือภายในนั้นปราศจาก การเคลื่อนไหว และโดยภายนอกแล้วย่อมเหมือนกับความว่าง กล่าวคือ ปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใดๆ สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นฝ่ายนามธรรม หรือฝ่ายรูปธรรม มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง และไม่อาจจะหายไปได้เลย จิตนี้ไม่ใช่จิตซึ่งเป็นความคิดปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ต่างหาก ปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย และสัตว์โลกทั้งปวงก็เป็นเช่นนั้น พวกเราเพียงแต่สามารถปลดเปลื้องตนเองออกจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น พวกเราจะประสบความสำเร็จทุกอย่าง หลักธรรมที่แท้จริงก็คือ จิต นั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วก็ไม่มีหลักธรรมใดๆ จิตนั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่จิต จิตนั้น โดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ใช่ มิใช่จิต การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นมิใช่จิต ดังนี้นั่นแหละ ย่อมหมายถึง สิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และ พฤติของจิต ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว จิตนี้คือ พุทธโยนิ อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในคนทุกคน สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิด กระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของแห่งธรรมชาติอันหนึ่งนี้เท่านั้น และไม่แตกต่างกันเลย ความแตกต่างทั้งหลายเกิดขึ้นจากเราคิดผิดๆ เท่านั้น ย่อมนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว สิ่งนั้นคือ ความว่าง เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกแห่ง สงบเงียบ และไม่มีอะไรเจือปน มันเป็นสันติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับ และก็หมดกันเพียงเท่านั้นเอง จงเข้าไปสู่สิ่งสิ่งนี้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมตาต่อสิ่งนี้ด้วยตัวเราเอง สิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเรานี้แหละ คือสิ่ง สิ่งนั้น ในอัตราที่เต็มที่ทั้งหมดทั้งสิ้น และสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้อีก จิตคือพุทธะ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้าไว้ในตัวมันทั้งหมด นับแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วทั้งหลายเป็นสิ่งที่สุดในเบื้องสูง ลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานและแมลงต่างๆ เป็นที่สุดในเบื้องต่ำ สิ่งเหล่านี้ทุกสิ่ง มันย่อมมีส่วนแห่งความเป็นพุทธะเท่ากันหมด และทุกๆ สิ่งมีเนื้อหาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ พุทธะ อยู่ตลอดเวลา ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจในจิตของเราเองได้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ ด้วยความเข้าใจอันนี้เท่านั้น ก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องแสวงหาแม้แต่อย่างใดเลย

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความอัศจรรย์ในธรรม.. อาหารทิพย์


  ผู้เขียน(พระมหาธีรนาถ อัคคธีโร)ขอไขปริศนาที่หลวงตาพระมหาบัวได้เล่าเฉพาะที่โรงน้ำร้อนวัดปาบ้านตาด ต้นปี ๒๕๕o นี้เอง
 คือตามปกติท่านจะไม่เล่าเรื่องลึกลับลี้เร้นเหล่านี้ เพราะท่านว่าเป็นปัจจัตตัง รู้เห็นเฉพาะตน การนำออกมาเผยแผ่บางคนอาจไม่เข้าใจ เกิดการตำหนิลบหลู่เป็นการก่อกรรมแก่เขาได้
   ท่านเล่าว่า คราวหนึ่งท่านอยู่ในป่าลึกเพียงรูปเดียว เร่งความเพียรภาวนาอดอาหารเป็นเวลาหลายวัน ร่างกายซูบซีดผอมเหลือง เรี่ยวแรงหดหาย เหลือแต่ใจอันดวงเด่น มีพลังมหาศาลข้างใน หมุนไปด้วยธรรมจักรตลอดวันคืน แต่พลังกายเหนื่อยล้าเต็มที
 ขณะที่ท่านเดินจงกรมพิจารณาธรรมบางประการในยามค่ำคืน เทพธิดาตนหนึ่งได้ปรากฏกายเข้ามานั่งกราบไหว้ข้างบริเวณทางจงกรม เฝ้ารักษาอยู่โดยตลอดด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แล้วนางเทพธิดาจึงกราบเรียนท่านว่า
 “...เขาเคยเป็นแม่ของท่านในอดีตชาติ เกี่ยวข้องกันมานาน บัดนี้ได้มาเจอกัน ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นท่านซูบผอมซีดเซียวก็อยากมาช่วยเหลือด้วยการถวายอาหารทิพย์ อันจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้น ขอให้ท่านเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าในอดีตชาติที่เคยเป็นแม่เป็นลูก โปรดเมตตารับอาหารทิพย์เถิด” 
  หลวงตาท่านตอบว่า “...เวลานี้เป็นเวลาวิกาลโภชน์ (เลยเที่ยง) รับภัตตาหารไม่ได้”
   “อาหารนี้ไม่มีสี ไม่มีรส เป็นอาหารวิเศษไม่ต้องกินด้วยปาก เพียงไล้ไปตามร่างกาย การไล้นั้นก็ไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัว..ก็ถือว่าได้ดื่มด่ำรสของทิพย์แล้ว” นางเทพธิดากล่าวสาธยาย
  “แม้ถึงกระนั้นก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเจตนานั้นแหละเป็นตัวกรรมคือการกระทำ.... แม้เป็นอาหารทิพย์ก็ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถึงไม่มีใครเห็นเราก็รู้อยู่แก่ใจ ใจนี่แหละเป็นตัวพาสร้างเวรสร้างกรรม มิใช่อวัยวะอื่นใด”
   เมื่อหลวงตาท่านพูดจบ ก็ก้าวเดินจงกรมต่อไป ท่ามกลางความเงียบในไพรสณฑ์ นางเทพธิดาก็นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมเคลื่อนร่างที่เบาเหมือนปุยนุ่นไปไหน เพ่งมองท่านด้วยความห่วงใยและภูมิใจที่มีพระลูกชายเป็นพระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อความพ้นทุกข์
  แล้วนางจึงกราบเรียนท่านว่า “พรุ่งนี้เช้าจะนำอาหารทิพย์มาถวายใหม่”
  พอรุ่งเช้านางเทพธิดาได้มานั่งรออยู่หน้ากุฏิหลังน้อยมุงด้วยหญ้า กิริยาแช่มช้อยงดงาม หาสตรีใดในโลกเหมือนหรือเพียงเทียบเทียมมิมีได้ สตรีที่เขาว่าสวยที่สุดในโลกเป็นนางงามจักรวาลเมื่อเทียบกับนางเทพธิดาแล้วก็เหมือนลิงโก๊กตัวหนึ่งเท่านั้น น่าขำจริงๆ โลกมนุษย์เอย..
   เมื่อพระหลวงตาเห็นดังนั้นจึงถามนางว่า...การที่เธอมานั่งอยู่หน้ากุฏิเราตั้งแต่เช้าเช่นนี้ ใครมาเห็นเข้า เดี๋ยวจะเข้าใจผิดเอาได้ ว่าพระอยู่กับผู้หญิงสองต่อสอง ข้อครหาต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้
  นางตอบว่า “ท่านไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนั้น ไม่มีใครสามารถเห็นฉันได้..นอกจากท่านเท่านั้น นี่เป็นเทพเนรมิตเพื่อมาถวายอาหารทิพย์แก่ท่านได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”
   “ถวาย ก็ถวายมาสิ” หลวงตาตวาดนางเทพธิดาหน่อยๆ
   นางจึงบอกให้ท่านนั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่ง การถวายอาหารทิพย์ก็เป็นอันเริ่มขึ้นและจบลง ร่างกายของท่านกระปรี้กระเปร่าอย่างเห็นได้ชัด เหมือนปลาขาดน้ำแล้วพลันได้น้ำ เหมือนคนหิวกระหายมานานวัน พลันมาเจอบ่อน้ำอันใสสะอาด ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณที่ซีดเซียวกลับผุดผ่อง หายเมื่อย หายหิว
   ปฏิบัติภาวนาต่อไปได้อีกหลายวันโดยไม่ต้องมีอาหารตกท้อง..อยู่เย็นสบายคลายความทุกข์กังวล 
=======


ส่วนของหลวงปู่จาม
สามวันแล้วที่ไม่ได้ฉันจังหัน วันนี้ท้องหิวแต่อิ่มใจ แต่ก็เหนื่อยเมื่อยล้ากับการเดินทางตลอดวันค่ำ แต่เช้าจนค่ำมาหลายวันแล้ว ก่อนหน้านี้หลายวันมาก็ขบฉันไม่ค่อยอิ่มท้องอิ่มไส้
  ได้แต่ฉันน้ำเปล่ามาหลายวันแล้ว เช้าสายบ่ายคล้อย แดดก็ร้อน ใจก็หวิวๆ อยู่ หูอื้อกำลังเรี่ยวแรงเริ่มอ่อน เดินลัดดงลัดป่าขึ้นเขาลงห้วยขึ้นลง ขึ้นลง ขึ้นลงตลอดวัน เวลาตะวันเที่ยงตรงหัวนั่งพักฉันน้ำในกระบอกจนหมด กะว่าลงต่ำลงห้วยก็จะกรองเอาน้ำอีก
 ฉันน้ำแล้วก็นั่งพัก หายเหนื่อยแล้วก็เดินทางต่อ ใจยังสั่นๆ อยู่ อดใจเดินต่อไปอีก มองดูตะวันก็บ่ายคล้อย เดินต่อไปอีกได้เหนื่อยใหญ่ๆ หนึ่ง
 หูอื้อหนักเข้าตาก็ลายมืดตึบเข้ามา วูบดับทั้งยืนอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่ามันล้มลงในตอนไหน คงนอนสลบอยู่นานอยู่หรอก
  มารู้สึกตัวก็ว่า เอ...กูมานอนอยู่ตรงนี้แต่เมื่อไหร่ จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นเห็นดินเห็นใบไม้แห้ง เห็นก้อนหิน เห็นรากไม้ต้นไม้ เห็นป่าไม้
 โอ... กูนอนตายสลบไปนี่ นานเท่าใดหนอ จึงค่อยๆ พลิกตัวมองหาพระอาทิตย์ตะวันก็ค่ำลงมาก กะประมาณได้ประมาณสัก ๒ ชั่วโมง
 พอกำหนดสติได้แล้ว มีความรู้สึกเหมือนกับลมพัดลมเป่าเย็นเบาๆ เริ่มแต่ต้นคอไล่ลงไปจนบั้นเอว จากบั้นเอวก็กลับคืนขึ้นหาต้นคอตีนผม
  บาตรก็ยังคล้องไหล่อยู่ กลดก็วางข้างๆ ถุงย่ามก็ยังคล้องไหล่ อยู่ ความเย็นเบาๆ นั้นค่อยๆ ชัดขึ้น ชัดขึ้น
  ตัวเราเองก็เหมือนกับว่าพละกำลังเรี่ยวแรงมากขึ้นๆ จึงได้พลิกตัวไปทางหลัง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณ ๒๐ ปี รูปร่างงดงาม หน้าตาดูดีเป็นคนหนุ่มรูปงาม ผิวดำแดง ดูมือเล็บดูเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านไม่เหมือนคนบ้านดงบ้านป่า
   เขาถามว่า “ท่านคงจะเหนื่อยมากนะครับ” 
 “เหนื่อยอยู่” เราตอบพร้อมพยักหน้า
 “ไม่เป็นอะไรมากหรอก ให้นอนพักอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวผมจะเป่าให้หายเหนื่อย ขอโอกาสเน้อครับ” 
  เขาว่าแล้วก็เริ่มเป่าให้อีกรอบไล่ลงจากหัวจนถึงปลายเท้า กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ๓ รอ
 ก็บอกว่า “เอาล่ะท่านเอ๊ย ให้อดทนเน้อ บุพพกรรมมาถึงแล้ว ไม่เป็นไรหรอก สักพักคงจะหายเหนื่อย”
  เขาเป่าไปทั่วหมด เย็นๆ เบา เป่าไปถึงไหนมีกำลังเรี่ยวแรงไปถึงนั่น แล้วเขาก็ให้เราลุกขึ้น
  เราก็ว่า “ ดีแล้ว หายแล้ว สบายแล้ว คงจะนอนสลบอยู่ตรงนี้ เพราะเหนื่อยมาก หน้ามืดตาลาย ไม่ได้ฉันจังหันมาหลายวันแล้ว”
  “ท่านจะไปไหน ? ”
  “ตั้งใจจะไปป่าเมี่ยงแม่สม เลยหลงทางขึ้นๆ ลงๆ หลายดอยมาแล้ว แต่เช้า”
  “โอ... ดีล่ะผมก็จะไปทางนั้นเหมือนกัน ขอเอาของๆ ท่านมาให้ผมช่วยถือ ทั้งบาตร ทั้งย่าม ทั้งกลด ตัวท่านให้ถือเอาแต่ไม้เท้า ค่อยๆ เดินตามผมก็ได้”
  เราก็เอาบริขารให้เขาไป ถือเอาผ้าอาบน้ำผืนเดียวคลุมไหล่เดินตามเขาไป
   เดินไปไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็ไม่พอที่จะทันเขาได้ ในใจก็ว่าจะพูดคุยนั่นนี่อยู่ เราจ้ำเดินให้ทันตัวเขาก็เดินไวขึ้น เราเดินช้าเขาก็เดินช้า ระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล จะคุยกันก็ไม่สะดวก
   จึงได้กำหนด “พุทโธ” เดินตามไป ทีนี้ไม่สนใจกับเขา กำหนดจิตอยู่รู้อยู่ตลอด สักพักมีความรู้สึกวูบวาบๆ ในจิต ยังตั้งตัวไม่ทันว่าอะไรเป็นอะไร ก็มาถึงทางแยก
  “ถึงทางแยกแล้วล่ะท่านเอย ผมเองมีธุระจะไปทางปลายห้วยน้ำแม่สมนี้ บ้านแม่สมให้ท่านเดินไปอีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว”
  ว่าแล้วเขาก็ประเคนบาตร ประเคนย่ามให้คืน เราก็ให้พรแก่เขา เราก็นั่งพักอยู่ตรงนั้นมองดูชายหนุ่มคนนั้นอยู่
  แต่พอเราเผลอเขาก็เดินไปได้ไกลแล้ว พอเขาเลยต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไปเท่านั้นก็ไม่เห็นเดินต่อไปอีก
   เราก็รีบลุกด่วนไปดูว่าเขาจะยืนอยู่ตรงนั้นอยู่หรือ เมื่อไปถึงต้นไม้นั้นแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร รอยเท้าที่เดินไปตามทางเดินก็ไม่มี
  เรื่องแปลกประหลาดวันนี้ก็เรื่องของหนุ่มน้อยคนนี้ เรื่องของบุพพกรรมของตัวเอง จึงเดินกลับคืน เดินตามทางไปสู่ป่าเมี่ยงแม่สม ตะวันค่ำมืดพอดี พวกญาติโยมเขาเห็นแล้วเขาก็ด่วนมารับบริขารทันที

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บริขาร ๘ ของพระภิกษุ


อัฐบริขาร คือ ของเครื่องใช้ที่จำเป็น ๘ อย่างสำหรับพระภิกษุสงฆ์ได้แก่
๑.  ผ้าจีวร
๒.  ผ้าสังฆาฎิ
๓.  ผ้าสบง
๔.  ประคดเอว
๕.  มีดโกน
๖.  บาตร
๗.  เข็มเย็บผ้า
๘.  ธมกรก (เครื่องกรองน้ำ)
ในปัจจุบัน กุลบุตรที่ต้องการจะอุปสมบท จะต้องจัดหาเครื่องอัฐบริขารให้ครบ โดยแบ่งเป็น
๑.   ไตรครอง   ๑  ชุด
๒.   ไตรอาศัย  ๑  ชุด
๓.   บาตร       ๑  ชุด
๔.   มีดโกน หินลับมีด เข็มเย็บผ้าพร้อมทั้งกล่องเข็มและด้าย
๕.   ผ้าเช็ดหน้า ร่ม รองเท้า แก้วน้ำ จาน ช้อน ส้อม
๖.   เสื่อ หมอน ผ้าห่ม มุ้ง ไฟฉาย สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ขันน้ำ
๗.   อุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ เช่น โคมไฟ กาต้มน้ำ กระติกน้ำร้อน ฯลฯ
ไตรครอง ได้แก่ อันตรวาสก อุตราสงค์ สังฆาฏิ กายพันธน์ ผ้าอังสะ และผ้ารัดอก
อันตรวาสก คือ ผ้าสบง (สำหรับนุ่ง)
อุตราสงค์ คือ ผ้าจีวร (สำหรับห่ม)
สังฆาฏิ คือ ผ้าสำหรับห่มซ้อนนอกเวลาอากาศหนาว ปกติพระสงฆ์ท่านจะพับไว้แล้วพาดซ้อนบ่า
เวลาห่มดอง (เป็นการห่มจีวรอีกแบบหนึ่งของพระ)
กายพันธน์ คือ ผ้าประคดรัดเอว
ผ้าอังสะ คือ ผ้าสีเหลือง ลักษณะคล้ายเสื้อใช้คล้องไหล่เฉียงบ่าปิดไหล่ซ้าย
พระจะใช้เมื่อเวลาอยู่ที่วัดตามลำพัง (ไม่ต้องห่มจีวรคลุมร่างทั้งผืน)
ผ้ารัดอก คือ ใช้สำหรับรัดจีวรเมื่อเวลาห่มดอง นอกจากนี้ยังมีผ้ากราบ
ใช้สำหรับรองเมื่อเวลากราบและใช้ปูรับของเมื่อเวลาผู้หญิงประเคนของถวาย
ไตรอาศัย คือ ไตรสำรองอีกชุดหนึ่ง มีจีวร สบง อังสะ และผ้าอาบน้ำฝน
บาตร จะต้องมีเชิงรองหรือที่สำหรับตั้งบาตรพร้อมฝาบาตร  และถลกบาตร สายโยง ถุงตะเคียว
(ได้แก่ ตาข่ายคลุมบาตรและสายโยงสำหรับใช้สะพาย)

บริขาร ๘

ภาพสบงใช้สำหรับนุ่ง
ประคตรัดเอว
อังสะ ใส่ชั้นใน(เช่นกับเสื้อกล้าม)
(แต่มิได้เป็นบริขาร ๘)
เมื่อนุ่งสบงแล้วต้องคาดประคตรัดเอวทุกครั้ง
จีวรใช้สำหรับห่ม
สังฆาฏิ เป็นเหมือนจีวร แต่หนา ๒ ชั้น
ใช้สำหรับห่มคลุมกันหนาว
สมัยนี้กลายเป็นผ้าพาดบ่า




มีดโกนผม โกนหนวด 
มีทั้งแบบสำเร็จ, เปลี่ยนใบได้ และแบบเล่ม
แล้วแต่พระที่ท่านจะถนัดในการใช้งาน

บาตร
อาจต้องใช้ ถลกบาตร, สายบาตร และขาบาตร 
ร่วมด้วยเป็นชุดที่ต้องหามาประกอบ
เข็ม ด้าย

เครื่องกรองน้ำ หรือ ธมกรก

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเดินทางท่านพ่อลีในปราจีนบุรี


  ออกมาจากประเทศเขมรแล้วต่อจากนั้นได้เดินทางต่อไปจนถึงเขตแดนอำเภออรัญประเทศเข้าเขตประเทศไทย ได้พักอยู่ที่อำเภออรัญประเทศพอสมควรแล้วก็ออกเดินทางวิเวกไปตามชายเขาบรรทัด ตัดเข้าลึกจะข้ามเข้าเขต จ.นครราชสีมา มาทางช่องบุพราหมณ์ ขณะนั้นเป็นเวลาจวนเข้าพรรษา มีฝนตกมากตลอดทาง ทากชุม การเดินทางไม่ค่อยจะสะดวก จึงพากันเดินวกออกมาทางชายเขาพะงอบ เดินทางเรื่อยไปทาง ช่องวังหอก จนถึงบ้านตะคร้อ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เส้นทางช่องวังหอกนี้ ถ้าเดินตรงเรื่อยไปข้ามดงอีกดงหนึ่งก็เข้าเขตอำเภอกิ่งสะแกบ่าง และถึงนครราชสีมา แต่ตกลงใจไม่เดินทางต่อไปเพราะฝนกำลังตกชุกมาก และได้อยู่จำพรรษาในหมู่บ้านตะคร้อนี้ นับเป็นปี พ.ศ. ๒๔๗๗

หมู่บ้านตะคร้อนี้ตั้งอยู่บนเชิงเขา มีห้วยใหญ่ไหลลงมาอำเภอประจันตคาม ได้พักจำพรรษาอยู่ที่เชิงเขา มีศิษย์องค์หนึ่งชื่อพระภิกษุสนธิ์ไม่ยอมอยู่ด้วย เขาได้เดินทางกลับผ่าน จ.ปราจีนบุรี ไปจำพรรษที่เขาคอก จ.นครนายก ตกลงจำพรรษาอยู่ด้วยกัน ๒ รูปและลูกศิษย์อีก ๒ คน ได้พักจำพรรษาอยู่ที่ศาลาเก่าๆ หลังหนึ่งริมห้วยใหญ่น้ำลึก ในพรรษานั้นได้ถูกน้ำป่าท่วมถึง ๗ ครั้ง บางครั้งท่วมมากถึงกับต้องขึ้นไปนอนอยู่บนขื่อศาลา รู้สึกว่าได้รับการทรมานอยู่มากในกลางพรรษานี้ หมู่บ้านนี้หนาแน่นด้วยยาเบื่อ ราษฎรนิยมการขโมยวัวขโมยควายมาฆ่า โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมได้พยายามอบรมญาติโยมให้ละความชั่ว ประพฤติแต่ความดีจนกระทั่งบางคนถึงกับละทิ้งเรื่องยาเบื่อ และงดเว้นการฆ่าสัตว์ใหญ่ๆ อาทิเช่น วัวควาย ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ได้โด่งดังไปเข้าหูเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี วัดมะกอก

เมื่อออกพรรษาแล้ว เจ้าคณะจังหวัดปราจีนฯ ได้ขึ้นไปติดตามจนพบแล้วได้เรียกให้เราลงมาอยู่ด้วย เพราะท่านต้องการพระกรรมฐาน จึงได้พร้อมกับท่านเดินทางไปยัง จ.ปราจีนบุรี ท่านได้นำไปให้รู้จักกับผู้กำกับการตำรวจปราจีนบุรี ได้นำไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด คือ หลวงสินธุสงคราม ซึ่งหลวงสินธุสงครามได้พูดกับเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรีคำหนึ่งว่า ให้ขอร้องให้เราอยู่สั่งสอนปราบคนร้ายตามชายเขาในเขตจังหวัดนี้ เมื่อได้ยินดังนั้นตัวเองนึกในใจว่า เราต้องรีบหนีออกจากจังหวัดนี้ มิฉะนั้นจะมีข้อผูกมัด เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็ได้นมัสการลาเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรีเดินทางไปอยู่ถ้ำหลวงตาเคน เขาอีโต้ แล้วเดินทางไปยังกิ่งอำเภอสระแก้ง อำเภอกบินทร์บุรีได้เดินทางเข้าดงลึก ไปสำรวจที่พักในเขาแห่งหนึ่งชื่อ เขาสิงห์โต เมื่อไปเห็นถ้ำแล้ว ไม่ชอบเพราะเป็นถ้ำทึบ จึงออกเดินทางหันหลังกลับลงมาจากเขา วันนั้นได้เดินลัดตัดดงจะข้ามไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งได้เดินหลงทางเพราะเป็นเวลากลางคืน ได้เดินอยู่จนกระทั่งเวลาประมาณตี ๔ บุกดงบุกป่าเพื่อมุ่งตรงไปหาหมู่บ้าน แต่กลับวกคืนกลับมาทางเดิม จนเกือบถึงกิ่งอำเภอสระแก้ว

วันรุ่งขึ้นเมื่อฉันจังหันเสร็จแล้ว ได้ออกเดินตัดดงมุ่งไปยังเขาฉกรรจ์ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกิ่งอำเภอสระแก้วประมาณ ๑๕ กิโลเมตร พอไปถึงหมู่บ้านนี้ก็ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในถ้ำเขาฉกรรจ์ ภายในถ้ำนี้เป็นสถานที่เงียบสงัดวิเวกไม่มีคนรบกวน เพราะเขาลูกนี้อุดมไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด เช่น เสือ หมี ซึ่งอาศัยอยู่รอบๆ เชิงเขา เวลากลางคืนดึกสงัด ขณะนั่งสมาธิได้ยินเสียงช้างร้องเดินเอางวงหักกิ่งไม้รอบๆ เชิงเขา มีหมู่บ้านตั้งห่างประมาณ ๑ กิโลเมตร ได้พักอยู่เป็นเวลาหลายวัน ต่อจากนั้นได้ออกเดินทางตัดข้ามดงใหญ่ซึ่งไม่มีบ้านคนเลยเป็นระยะทางประมาณ ๗๐ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ๒ คืน ระหว่างทางต้องพักนอนกลางดงทั้ง ๒ คืนเพราะไม่มีหมู่บ้านเลย


ประวัติสมเด็จพระสังฆราช กรุงรัตนโกสินทร์


   สมเด็จพระสังฆราช เป็นตำแหน่งที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ดังมีหลักฐานจากศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้จารึกคำว่าสังฆราชไว้ด้วยสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ไทย ทรงเป็นประธานการปกครองคณะสงฆ์ ตำแหน่งนี้น่าจะมีที่มาจากคณะสงฆ์ไทย นำแบบอย่างมาจาก ลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงอัญเชิญพระเถระผู้ใหญ่ของลังกา ที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่าย เถรวาทในประเทศไทย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็น สกลมหาสังฆปรินายก มีอำนาจว่ากล่าวออกไปถึงหัวเมือง โดยมีพระสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่าย คามวาสี เป็นสังฆราชขวา สมเด็จพระวันรัตเจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี เป็นสังฆราชซ้าย องค์ใดมีพรรษายุกาลมากกว่า ก็ได้เป็นพระสังฆราช ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอริยมุนี ได้ไปสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป มีความชอบมาก เมื่อกลับมาได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับจนเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชดำริให้คงราชทินนามนี้ไว้ จึงทรงตั้งราชทินนามสมเด็จพระสังฆราชเป็น สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี และมาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาญาณ ในสมัยกรุงธนบุรี และได้ใช้ต่อมาจนถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จึงได้ทรงปรับปรุงเพิ่มเติมเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ซึ่งได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ตามทำเนียบสมณศักดิ์ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่มีตำแหน่งสังฆปรินายก ๒ องค์ ที่เรียกว่า พระสังฆราชซ้าย ขวา ดังกล่าวแล้ว ยังมีคำอธิบายอีกประการหนึ่งว่า สมเด็จพระอริยวงศ์ เป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาว่า คณะเหนือ พระพนรัตน์เป็นพระสังฆราชฝ่ายซ้ายว่า คณะใต้ มีสุพรรณบัตรจารึกพระนามเมื่อทรงตั้งทั้ง ๒ องค์ แต่ที่สมเด็จพระพนรัตน์ โดยปกติไม่ได้เป็นสมเด็จ ส่วนพระสังฆราชฝ่ายขวานั้นเป็นสมเด็จทุกองค์
จึงเรียกว่าสมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นมหาสังฆปรินายก มีศักดิ์สูงกว่าพระสังฆราชฝ่ายซ้าย ที่พระพนรัตน์แต่เดิม ทรงยกเกียรติยศเป็นสมเด็จแต่บางองค์ มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงเป็นสมเด็จทุกองค์ เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วิธีการปกครองพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลจากราชธานี เป็นเมืองประเทศราชโดยมาก แม้เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ราชธานี ก็ตั้งเจ้านายในราชวงศ์ออกไปครอง ทำนองเจ้าประเทศราช เมืองใหญ่แต่ละเมือง จึงน่าจะมีสังฆราชองค์หนึ่ง เป็นสังฆปรินายกของสังฆบริษัทในเมืองนั้น ดังปรากฎเค้าเงื่อนในทำเนียบชั้นหลัง ยังเรียกเจ้าคณะเมืองว่าพระสังฆราชอยู่หลายเมือง จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จึงได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสังฆปาโมกข์
พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีนี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือฝ่ายที่พำนักอยู่ใกล้เมืองเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย เรียกว่า คามวาสี อีกฝ่ายหนึ่งบำเพ็ญสมณธรรมในที่สงบเงียบตามป่าเขา ห่างไกลจากบ้านเมืองเรียกว่า อรัญวาสี ภิกษุ แต่ละฝ่ายยังแบ่งออกเป็นคณะ แต่ละคณะจะมีพระราชาคณะปกครอง หัวหน้าพระราชาคณะเรียกว่า สมเด็จพระราชาคณะ
แบบแผนการปกครองคณะสงฆ์ของไทย เริ่มจัดวางหลักตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีการพัฒนาเพิ่มเติมใน สมัยกรุงศรีอยุธยาและต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยมาตามลำดับ จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ การปกครองคณะสงฆ์ก็ยังจัดโดยมีตำแหน่งเปรียบเทียบดังนี้
สกลสังฆปรินายก ได้แก่สมเด็จพระสังฆราช
มหาสังฆนายก ได้แก่เจ้าคณะใหญ่
สังฆนายก ได้แก่เจ้าคณะรอง
มหาสังฆปาโมกข์ ได้แก่เจ้าคณะมณฑล
สังฆปาโมกข์ ได้แก่เจ้าคณะจังหวัดที่เป็นพระราชาคณะ
สังฆวาห ได้แก่เจ้าคณะจังหวัดที่เป็นพระครู
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาเปลี่ยนคำนำพระนามพระบรม ราชวงค์ผู้ดำรงสมณศักดิ์ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชขึ้นใหม่ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงเศวตฉัตร ๕ ชั้น พระราชวงค์ชั้นรองลงมา เท่าที่ปรากฎ มีชั้นหม่อมเจ้าผู้ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีคำนำหน้า พระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงฉัตร ๕ ชั้น
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ได้บัญญัติถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ว่า ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนาม สมเด็จพระราชาคณะ ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เพื่อปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำพระนามสมเด็จพระราชาคณะ ๔ รูป คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แล้วนำกราบถวายบังคมทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย และจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป


 ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน มีสมเด็จพระสังฆราช 19 องค์ ดังต่อไปนี้

 องค์ที่ ๑ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)
วัดระฆังโฆสิตาราม
 องค์ที่ ๑๑ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ( หม่อมเจ้าภุชงค์ ป.ธ. ๕ ) วัดราชบพิธ
 องค์ที่ ๒ สมเด็จพระสังฆราช (สุก)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์
 องค์ที่ ๑๒ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ป.ธ. ๕)
วัดสุทัศนเทพวราราม
 องค์ที่ ๓ สมเด็จพระสังฆราช (มี) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ องค์ที่ ๑๓ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
(ม.ร.ว. ชื่น ป.ธ. ๗) วัดบวรนิเวศวิหาร
 องค์ที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราช (สุก)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เดิมอยู่วัดราชสิทธาราม
 องค์ที่ ๑๔ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด ป.ธ. ๙)
วัดเบญจมบพิตร
 องค์ที่ ๕ สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เดิมอยู่วัดสระเกศ
 องค์ที่ ๑๕ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ป.ธ. ๙)
วัดสระเกศ
 องค์ที่ ๖ สมเด็จพระสังฆราช (นาค)
วัดราชบุรณะ (วัดเลียบ)
 องค์ที่ ๑๖ สมเด็จพระสังฆราช (จวน ป.ธ. ๙)
วัดมกุฏกษัตริยาราม
 องค์ที่ ๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) องค์ที่ ๑๗ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ป.ธ. ๖)
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
 องค์ที่ ๘ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร องค์ที่ ๑๘ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ ป.ธ. ๔)
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
 องค์ที่ ๙ สมเด็จพระสังฆราช (สา ป.ธ.๙)
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
 องค์ที่ ๑๙ สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ ป.ธ. ๙)
วัดบวรนิเวศวิหาร (องค์ปัจจุบัน )
 องค์ที่ ๑๐ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระองค์เจ้า มนุษยนาคมานพ ป.ธ.๕) วัดบวรนิเวศวิหาร

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อ่างสลุง-ดอยขะม้อ




  ตำนานของดอยหลวงหรือดอยอ่างสลุง (อ่านว่าสรง) กล่าวไว้ว่าในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับที่ดอยหลวงและทรงสรงน้ำในอ่างเชิงเขานี้ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ดอยอ่างสลุง” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ดอยหลวงเชียงดาว”
ดอยหลวงเชียงดาว อ่างสลุง ถ้ำเชียงดาว ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อความเชื่อของคนในท้องถิ่น ซึ่งแสดงออกได้จากการกระทำพิธีทำบุญของคนพื้นเมืองไม่ว่าจะเป็นที่วัดถ้ำเชียงดาว วัดถ้ำปากเปียงและวัดถ้ำผาปล่อง คนท้องถิ่นมักมองดอยหลวงเชียงดาวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณค่าทางใจ เช่นบริเวณอ่างสลุง มีน้ำฝนตกลงมาไหลรวมกัน ทุก ๆ ปีทางสำนักพระราชวัง พระราชพิธีหรือพิธีกรรมอะไรที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ก็จะเอาน้ำจากที่แห่งนี้ไปประกอบพิธีกรรม คนท้องถิ่นเชียงดาวเชื่อว่า บริเวณดังกล่าวเป็นที่สิงสถิตย์ของเจ้าหลวงคำแดง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าแห่งภูตผีทั้งหลายที่คนล้านนานับถือ
====

ดอยขะม้อ จ.ลำพูน





บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
   เป็นบ่อน้ำเล็ก ๆ อยู่ในโพรงหิน กว้างประมาณ 3 ม. ลึกมาก มีเชือกโยงและบันไดเหล็กทอดลงไปเพื่อตักน้ำภายในบริเวณรั้วล้อมห้ามผู้หญิงเข้า เชื่อกันว่าจะทำให้น้ำแห้งเหือดไป นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้แต่แค่บริเวณปากบ่อน้ำทิพย์เท่านั้นไม่สามารถลงไปตักน้ำได้ แต่ทางสำนักปฏิบัติธรรมดอยขะม้อมีโครงการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากยอดดอยมาเก็บไว้ในภาชนะที่ปากทางขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้บูชาเพื่อนเป็นสิริมงคล การขึ้นยอดดอยขะม้อค่อนข้างลำบาก ต้องเดินขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ ถึง 1,749 ขั้น ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1-2 ชม. ตลอดทางมีศาลานั่งพักเป็นระยะ ๆ ทุก ๆ ประมาณ 500 ขั้น นอกจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว บนยอดดอยขะม้อยังมีเจดีย์ขนาดเล็กหนึ่งองค์ และวิหาร มีพระพุทธรูปปูนปั้นหนึ่งองค์ สร้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2470 อยู่ในสภาพทรุดโทรม บนยอดดอยมีจุดชมวิวของเทือกเขาผีปันน้ำ และอ่างเก็บน้ำแม่ธิที่สวยงาม
   ดอยนี้แต่เดิมเรียกขานกันว่าดอยคว่ำหม้อ เพราะลักษณะรูปทรงสัณฐานดูแล้วเหมือนหม้อที่คว่ำอยู่ และภายหลังเพี้ยนมาเป็นดอยขะม้อ ทุกวันนี้เรียกกันว่า “ดอยขะม้อบ่อน้ำทิพย์” ที่เรียกดอยนี้ว่าดอยขะม้อบ่อน้ำทิพย์ก็เพราะว่าบนยอดดอยที่สูงและชันมากนั้นกลับมีบ่อน้ำอยู่ มีลักษณะเป็นโพรงหินลึกลงไปบนยอดเขา เห็นเป็นอัศจรรย์ ถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์ ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลกได้กล่าวถึงดอยขะม้อไว้ว่า เมื่อครั้งพระพุทธองค์ ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้เสด็จจาริกโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่างๆ และได้มาแวะฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อนี้ ก่อนที่จะฉันอาหารพระพุทธองค์ได้เสด็จออกบิณฑบาต และได้เสด็จขึ้นไปจัดแจงแต่งดาบาตรบนยอดดอยแห่งหนึ่งอยู่ทิศเหนือของดอยขะม้อ จัดแจงแต่งดาบาตรนี้ คำเมืองเรียก “ห้างบาตร” ดอยลูกนั้นจึงเรียกขานกันมาแต่โบราณว่า “ดอยห้างบาตร” ดอยห้างบาตรอยู่ในตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ บนยอดดอยห้างบาตรนี้มีพระธาตุเก่าแก่ และรอยบาตรประทับบนแผ่นหิน
    เมื่อพระพุทธองค์ห้างบาตรเสร็จก็เสด็จออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านต่างๆ แล้ว ไปแวะพักฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อ เมื่อฉันอาหารเสร็จไม่มีน้ำจะเสวย จึงโปรดให้พระอานนท์ไปตักน้ำยังลำห้วยแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของดอยขะม้อ พระอานนท์ไปถึงลำห้วยนั้น ลำห้วยก็ตีบตันไปหมด ไม่สามารถตักน้ำได้จึงกลับมากราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกห้วยแห่งนี้ว่า แม่ตีบ” ปัจจุบันเรียกกันมาว่า ห้วยแม่ตีบ ปัจจุบันได้สร้างอ่างเก็บน้ำตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระอานนท์ไปยังลำธารแห่งหนึ่งอยู่ทิศใต้ของดอยนี้ไม่ไกลนัก เมื่อพระอานนท์ไปถึงน้ำในลำธารที่ใสสะอาดบังเอิญมีเกวียนผ่านไปเล่มหนึ่ง ทำให้น้ำในลำธารขุ่นข้นไปหมด พระอานนท์นั่งรอท่าอยู่เป็นเวลานานน้ำก็ไม่ใสสักที จึงกลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกลำธารแห่งนี้ว่า แม่ท่า” ภายหลังเพี้ยนไปเป็น “แม่ทา” พระอานนท์จึงไปยังหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของดอยนี้ เมื่อพระอานนท์ไปถึง พญานาคที่รักษาหนองน้ำนั้นก็บันดาลให้น้ำในหนองแห้งไปหมด พระอานนท์จึงไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ต่อไปนี้ภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า หนองแล้ง” ปัจจุบันก็คือหนองแล้ง อยู่ในท้องที่ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์จึงอธิฐานแล้วใช้หัวพระหัตถ์ (หัวแม่มือ) กดลงบนแผ่นหินบนดอยขะม้อที่ประทับนั้น ฉับพลันก็กลายเป็นบ่อน้ำ มีน้ำพุ่งขึ้นให้เสวยได้สมพระทัย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์เมื่อตถาคตดับขันธ์ปรินิพานไปแล้ว ธาตุของตถาคตจะไปตั้งอยู่ใจกลางเมืองหริภุญไชย ในเดือนแปดเป็ง คนทั้งหลายจะพากันมาเอาน้ำในบ่อนี้ไปสรงธาตุของตถาคต” ดังนั้นตามตำนานจึงเกิดประเพณีตักน้ำทิพย์จากดอยขะม้อเพื่อนำไปสรงพระธาตุเจ้าหริภุญไชย สืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน 
     การกล่าวถึงดอยขะม้อตามหลักฐานที่สามารถเชื่อถือได้ และสืบค้นได้ในปัจจุบันนั้นคือบันทึกของ หลวงพ่อลี ธมฺมธโร (พ่อท่านลี วัดอโศการาม) ซึ่งได้ติดตามหลวงปู่มั่นมาพำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง ราวปี พ.ศ. 2472-2474 ร่วมสมัยกับครูบาศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่วัดสวนดอก ได้กล่าวถึงดอยขะม้อในชื่อว่า ดอยค่อม่อ หรือดอยหัวแม่มือ ไว้ดังนี้ “อยู่ต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้วได้ ๒ วัน ท่าน (หลวงปู่มั่น) ได้สั่งให้เราไปวิเวกบนหลังดอยจังหวัดลำพูน ซึ่งเคยเป็นที่พักของท่านมาแต่ก่อน ได้พักอยู่ที่ตีนเขาประมาณ ๑๐ กว่าวัน ต่อมาเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงได้ปรากฏเหตุการณ์คล้ายๆ กับว่ามีคนมาบอก ได้ยินทางหูขณะกำลังนั่งสมาธิว่า ท่านต้องขึ้นไปอยู่บนยอดเขาในวันพรุ่งนี้ พอรุ่งขึ้น ก่อนเดินทางถึงยอดเขาได้ไปพักอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งเป็นวัดร้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วันใดที่ตรงกับวันพระมักจะปรากฏมีแสงสว่างเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ป่านั้นเป็นป่าลึก มีเสือและช้างชุม เดินทางไปคนเดียว กลัวก็กลัว กล้าก็กล้า แต่เชื่อมั่นในอำนาจธรรมและพระอาจารย์ ได้ค้างนอนอยู่ ๒ คืน ๆ แรกสงบสบายดี คืนที่สองเวลาประมาณ ๑ หรือ ๒ น. ได้มีสัตว์ป่าคือเสือมารบกวน คืนนั้นเป็นอันไม่ได้นอน นั่งสมาธิตัวแข็ง เสือก็เดินวนเวียนอยู่รอบๆ กลด รู้สึกว่าตัวแข็งและมึนชา สวดมนต์ก็คล่องแคล่วเหมือนน้ำไหล ที่ลืมแล้วก็นึกได้ ด้วยอำนาจแห่งการสำรวมจิตและคิดกลัว นั่งอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เวลา ๒ น. ถึง ๕ น. เสือตัวนั้นจึงได้หนีไปรุ่งขึ้นได้เดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีบ้านเพียง ๒ หลังคา เจ้าของบ้านออกไปทำสวนชั่วคราว เมื่อพบกับเขา ๆ เล่าว่าเมื่อคืนนี้มีเสือมากินวัว เราก็นึกกลัวมากขึ้น ในที่สุดเมื่อฉันอาหารแล้วได้เดินทางขึ้นไปบนยอดดอย เมื่อขึ้นไปยอดดอยแล้วมองลงไปเบื้องล่างจะแลเห็นพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ดอยลูกนี้เขาเรียกกันว่า ดอยค่อม่อ (ดอยหัวแม่มือ) บนหลังดอยมีบ่อน้ำลึกแห่งหนึ่ง หยั่งไม่ถึง มีน้ำในสะอาด มีเศียรพระพุทธรูปตั้งอยู่รอบบ่อเดินลงจากพื้นราบ เหยียบหินลึกลงไปประมาณ ๒ เมตรก็ถึงน้ำ
      เขาเล่ากันว่าเวลามีคนตกลงไปในบ่อไม่จมน้ำ จะดำน้ำก็ดำไม่ได้ ถ้าเป็นผู้หญิงลงไม่ได้เด็ดขาด ขืนลงไปจะต้องมีอาการชัก ดอยนี้ชาวบ้านถือกันว่าเป็นดอยศักดิ์สิทธิ์” (ดังนั้นคำว่าขะม้อน่าจะมาจากคำว่า ค่อม่อ ซึ่งอาจเป็นคำในภาษาโบราณ มากกว่าที่จะแผลงมาจากคำว่า คว่ำหม้อ –ผู้เขียน-) น้ำทิพย์จากดอยขะม้อมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวจังหวัดลำพูน เนื่องจากถูกกำหนดให้เป็นน้ำสำหรับสรงพระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งชาวลำพูนให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง เป็นมิ่งขวัญ และเป็นจอมเจดีย์ที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรล้านนาโบราณ ตามตำนานความเชื่อที่ได้กล่าวมาแล้ว สำหรับพิธีการตักน้ำทิพย์บนยอดดอยวันเวลาในการตักน้ำทิพย์ ตามธรรมเนียมพื้นเมือง จะตักในวันขึ้น 12 ค่ำ ก่อนวันสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย 3 วัน จะนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป ขึ้นไปเจริญพระพุทธมนต์ ณ บริเวณยอดดอยขะม้อ เวลาค่ำมีการทำพิธีบวชพราหมณ์ จำนวน 4 ตน ซึ่งจะต้องนอนค้างคืน 1 คืน และประมาณ เวลา 05.00 น. ของเช้าวันขึ้น 12 ค่ำพราหมณ์ ทั้ง 4 ตน จะได้ลงตักน้ำทิพย์ใส่หม้อน้ำทิพย์ขึ้นเสลี่ยงแบกหามลงมาทำพิธีสมโภช หลังจากนั้นจะจัดขบวนอัญเชิญน้ำทิพย์ดอยขะม้อเข้าเมืองหริภุญชัย เพื่อตั้งสมโภชที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นเวลา 3 วัน
   ก่อนนำขึ้นสรงพระบรมธาตุเจ้า ร่วมกับน้ำสรงพระราชทาน น้ำทิพย์ดอยขะม้อ เป็นน้ำศักดิ์สิทธ์ ทางราชการจังหวัดลำพูนได้นำเอาน้ำจากบ่อน้ำทิพย์นี้เข้าร่วม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เมื่อปีพุทธศักราช 2454 เป็นต้นมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นจะมีการพลีกรรมตักน้ำจากแม่น้ำ และแหล่งน้ำต่างๆ ที่ถือว่าสำคัญ และเป็นสิริมงคลในมหานครโบราณทั่วทั้งพระราชอาณาจักร มาตั้งทำน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ มหาเจดียสถานที่เป็นหลักของหานครโบราณนั้นๆ แล้วนำขึ้นถวายเป็นน้ำสรงมูรธาภิเษกแด่องค์พระมหากษัตริย์
    ซึ่งมีแม่น้ำ และแหล่งน้ำทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ 
 1. แม่น้ำป่าสัก ตำบลท่าราบ เมืองสระบุรี
 2. ทะเลแก้ว และสระแก้ว เมืองพิษณุโลก
 3. น้ำกระพังทอง น้ำพระพังเงิน น้ำกระพังโพยสี น้ำโซกชมภู่ น้ำบ่อแก้ว และน้ำบ่อทอง เมืองสวรรคโลก
 4. แม่น้ำนครชัยศรี เมืองนครปฐม
 5. บ่อวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสาชัย บ่อวัดเสมาเมือง ห้วยเขามหาชัย ห้วยปากนาคราช เมือง นครศรีธรรมราช
 6. บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ เมืองลำพูน
 7. บ่อวัดพระธาตุพนม เมืองนครพนม

ข้อมูลเพิ่มเติม..

ข้อมูลของดอยขะม้อ
ดอยขะม้อมีบ่อน้ำทิพย์ตั้งอยู่บนยอดดอยที่สูงและชันมาก ต้องเดินขึ้นบันไดได้ทางเดียว มีบันไดทั้งหมด ๑,๗๔๙ ขั้น บ่อน้ำทิพย์มีลักษณะเป็นโพรงหินลึกลงไปบนยอดเขา เห็นเป็นอัศจรรย์ ถือกันมาแต่โบราณว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์ ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลกและตำนานท้องถิ่น ได้กล่าวถึงดอยขะม้อไว้ว่าเมื่อครั้งพระพุทธองค์ ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้เสด็จจาริกโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่างๆ และได้มาแวะฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อนี้ ก่อนที่จะฉันอาหารพระพุทธองค์ได้เสด็จออกบิณฑบาต และได้เสด็จขึ้นไปจัดแจงแต่งดาบาตรบนยอดดอยแห่งหนึ่งอยู่ทิศเหนือของดอยขะม้อ  จัดแจงแต่งดาบาตรนี้ ภาษาเหนือ เรียก “ห้างบาตร” ดอยลูกนั้นจึงเรียกขานกันมาแต่โบราณว่า “ดอยห้างบาตร” เมื่อพระพุทธองค์ห้างบาตรเสร็จก็เสด็จออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านต่างๆ แล้ว ไปแวะพักฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อ เมื่อฉันอาหารเสร็จไม่มีน้ำจะเสวย จึงโปรดให้พระอานนท์ไปตักน้ำยังลำห้วยแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของดอยขะม้อ พระอานนท์ไปถึงลำห้วยนั้น ลำห้วยก็ตีบตันไปหมด ไม่สามารถตักน้ำได้จึงกลับมากราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกห้วยแห่งนี้ว่า แม่ตีบ” พระอานนท์จึงไปยังลำธารแห่งหนึ่งอยู่ทิศใต้ของดอยนี้ไม่ไกลนัก เมื่อพระอานนท์ไปถึงน้ำในลำธารที่ใสสะอาดบังเอิญมีเกวียนผ่านไปเล่มหนึ่ง ทำให้น้ำในลำธารขุ่นข้นไปหมด พระอานนท์นั่งรอท่าอยู่เป็นเวลานานน้ำก็ไม่ใสสักที จึงกลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ต่อไปภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกลำธารแห่งนี้ว่า แม่ท่า” ภายหลังเพี้ยนไปเป็น “แม่ทา” พระอานนท์จึงไปยังหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของดอยนี้ เมื่อพระอานนท์ไปถึง พญานาคที่รักษาหนองน้ำนั้นก็บันดาลให้น้ำในหนองแห้งไปหมด  พระอานนท์จึงไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ต่อไปนี้ภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า หนองแล้ง” เพราะน้ำได้แห้งไปและได้ตรัสกับพระอานนท์ว่าทุกๆแห่งที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะบุพกรรมเมื่อปางก่อนที่พระองค์เคยเกิดมาเป็นพ่อค้าเกวียน ได้แกล้งโคไม่ให้กินน้ำกินหญ้าอันวิบากกรรมนั้นจึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
เมื่อพระองค์ชดใช้และอโหสิกรรมแล้วจึงอธิฐานเอานิ้วพระหัตถ์กดลงไปในดิน เป็นเหตุให้พญานาค ผู้คอยดูแลรักษาบนยอดดอยนี้ ดันน้ำขึ้นมาได้ใช้เสวย  ขณะนั้นมีพญายักษ์ตนหนึ่งคอยแอบติดตามหวังจะจับพระองค์กินเป็นอาหารเมื่อเห็นพุทธานุภาพจึงกลัว คลานเข้ามาน้อมเกล้าขอรับศีล ๕ เขี้ยวอันใหญ่จึงหลุดกระเด็นออกจากปากแตกกระจัดกระจายไป พระพุทธองค์ให้ศีล ๕ แล้วลูบพระเศียรประทานพระเกศา ๑เส้น ให้บรรจุไว้ในถ้ำบนดอยขะม้อ ให้ร่มขาว ๑ คัน ประทับรอยพระพุทธบาทบนยอดดอย ๑ รอย ที่เชิงดอยอีก ๑ รอย  รับสั่งให้พญานาคและพญายักษ์ร่มขาวดูแลรักษารอยพระพุทธบาท   พระเกศาธาตุ ซึ่งจะทำให้บ่อน้ำนี้ศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล พร้อมทั้งพยากรณ์ไว้ว่า น้ำบ่อนี้จะใช้สรงพระธาตุกลางเมืองหริภุญชัยและพญายักษ์ร่มขาวจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในภายภาคหน้าแล้วจึงเสด็จต่อไป  ดังนั้นตามตำนานจึงเกิดประเพณีตักน้ำทิพย์จากดอยขะม้อเพื่อนำไปสรงพระธาตุเจ้าหริภุญไชย สืบมาจนกระทั่งปัจจุบัน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระมหากัสสปะเถระคาถา

เถรคาถา จัตตาฬีสนิบาต 
๑. มหากัสสปเถรคาถา 
คาถาสุภาษิตของพระมหากัสสปเถระ
 [๓๙๘] ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่ เพราะเป็นเหตุทำใจให้ ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก การสงเคราะห์ชนต่างๆ เป็นความลำบาก ดังนี้ จึงไม่ชอบใจหมู่คณะ นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูล ทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มักติด รสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ นักปราชญ์ ได้กล่าวการกราบไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลาย ว่าเป็นเปือกตม และเป็นลูกศรที่ละเอียดถอนได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ ยากยิ่ง เราลงจากเสนาสนะแล้วก็เข้าไปบิณฑบาตยังนคร เราได้เข้าไป หาบุรุษโรคเรื้อน ผู้กำลังบริโภคอาหารด้วยความอ่อนน้อม บุรุษโรคเรื้อน นั้น ได้น้อมเข้าซึ่งคำข้าวด้วยมือโรคเรื้อน เมื่อเขาใส่คำข้าวลง นิ้วมือ ของเขาก็ขาดตกลงในบาตรของเรานี้ เราอาศัยชายคาเรือน ฉันข้าวนั้น อยู่ ในเวลาที่กำลังฉันและฉันเสร็จแล้ว เรามิได้มีความเกลียดชังเลย ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นปัจจัยทั้งสี่ คือ อาหารบิณฑบาตที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ ๑ บังสุกุลจีวร ๑ เสนาสนะคือโคนไม้ ๑ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ ภิกษุ นั้นแล สามารถจะอยู่ในจาตุรทิศได้ในเวลาแก่ ภิกษุบางพวกเมื่อขึ้นเขา ย่อมลำบาก แต่พระมหากัสสปะผู้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ แม้ในเวลาแก่เป็นผู้แข็งแรงด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ย่อมขึ้นไปได้ ตามสบาย พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน ละความหวาดกลัวภัยได้แล้ว กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้หมด อุปาทานเมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ เป็นผู้ดับไฟได้แล้ว กลับจาก บิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌาน อยู่ ภูมิภาคอันประกอบด้วยระเบียบแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้องด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อมทำให้เรา ยินดี ภูเขามีสีเขียวดุจเมฆงดงาม มีธารน้ำเย็นใสสะอาด ดารดาษไป ด้วยหญ้ามีสี เหมือนแมลงทับทิมทอง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขา อันสูงตระหง่านแทบจดเมฆเขียวชะอุ่ม เปรียบปานดังปราสาท กึกก้อง ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์นัก ย่อมยังเราให้ยินดี ภูเขาที่ฝนตกรด แล้ว มีพื้นน่ารื่นรมย์ เป็นที่อาศัยของเหล่าฤาษี เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ สถานที่เหล่านั้นเหมาะสำหรับเราผู้ยินดีในการเพ่ง ฌาน มีใจเด็ดเดี่ยว มีสติ เหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ประโยชน์ รักษาตน ดีแล้ว ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เหมาะสำหรับเราผู้ปรารถนาความผาสุก มีใจเด็ดเดี่ยว เหมาะสำหรับเราผู้ปรารถนา ประกอบความเพียร มีใจ แน่วแน่ ศึกษาอยู่ ภูเขาที่มีสีดังดอกผักตบ ปกคลุมด้วยหมู่เมฆบน ท้องฟ้า เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นกต่างๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาอัน ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน มีแต่หมู่เนื้ออาศัย ดารดาษด้วยหมู่นกต่างๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาที่มีน้ำใสสะอาด มีแผ่นหินเป็นแท่งทึบ เกลื่อนกล่นด้วยค่างและมฤคชาติ ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังเรา ให้รื่นรมย์ เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ ย่อมไม่มี ความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ภิกษุไม่พึงทำการงานให้มากนัก พึงเว้นคนผู้มิใช่กัลยาณมิตรเสีย ไม่ควรขวนขวายในลาภผล ท่านผู้ ปฏิบัติเช่นนั้น ย่อมจะต้องขวนขวายและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้ง ประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ ภิกษุไม่พึงทำการงานให้มากนัก พึงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย เมื่อภิกษุขวนขวายในการงานมาก ก็จะต้องเยียวยาร่างกายลำบาก ผู้มีร่างกายลำบากนั้น ย่อมไม่ได้ ประสบความสงบใจ ภิกษุไม่รู้สึกตนด้วยเหตุสักว่าการท่องบ่นพุทธ วจนะ ย่อมท่องเที่ยวชูคอ สำคัญตนประเสริฐกว่าผู้อื่น ผู้ใด บิณฑบาตไม่ประเสริฐ เป็นพาล แต่สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขาเสมอเขา นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้มีใจกระด้างเลย ผู้ใด ไม่หวั่นไหวเพราะมานะ ๓ อย่าง คือ ว่าเราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญผู้นั้นแหละ ว่า เป็นผู้มีปัญญา มีวาจาจริง ตั้งมั่นดีแล้วในศีลทั้งหลาย และว่าประกอบ ด้วยความสงบใจ ภิกษุใดไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่างจากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดิน ฉะนั้น ภิกษุเหล่าใดเข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้ชอบทุกเมื่อ มีพรหมจรรย์อัน งอกงาม ภิกษุเหล่านั้นมีภพใหม่สิ้นแล้ว ภิกษุผู้ยังมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ภิกษุนั้นย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือน กับวานรคลุมด้วยหนังราชสีห์ ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ กลับกลอก มีปัญญา เครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ ย่อมงดงามเพราะ ผ้าบังสุกุล ดังราชสีห์ในถ้ำ ฉะนั้น เทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีเกียรติยศเป็นอันมาก ประมาณหมื่นและพรหมทั้งปวง ได้พากันมายืนประนมอัญชลี นอบน้อม ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้มีฌานใหญ่ มีใจตั้งมั่น เปล่งวาจาว่า ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่ท่าน ข้าแต่ ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบน้อมแด่ท่าน ท่านย่อมเข้าฌานอยู่ เพราะ อาศัยอารมณ์ใด ข้าพเจ้าทั้งหลาย ย่อมรู้ไม่ถึงอารมณ์เหล่านั้นของท่าน น่าอัศจรรย์จริงหนอ วิสัยของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ลึกซึ้งยิ่งนัก ข้าพเจ้า ทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ นับว่าเป็นผู้เฉียบแหลม ดุจนายขมังธนู ก็ยังรู้ไม่ถึง ความยิ้มแย้มได้ปรากฏมีแด่ท่านพระกัปปินเถระ เพราะ ได้เห็นท่านพระสารีบุตร ผู้ควรแก่สักการะบูชา อันหมู่ทวยเทพบูชาอยู่ เช่นนั้น ในเวลานั้น ตลอดทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้นแต่สมเด็จพระ มหามุนีองค์เดียวเท่านั้น เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในทางธุดงคคุณ ไม่มี ใครเทียบเท่าเลย เราเป็นผู้คุ้นเคยกับพระบรมศาสดา เราทำคำสอนของ พระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำ ไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว พระสมณโคดมผู้ทรงพระคุณหาปริมาณมิได้ มีพระทัย น้อมไปในเนกขัมมะ ทรงสลัดภพทั้ง ๓ ออกได้แล้ว ย่อมไม่ทรง ติดอยู่ด้วยจีวรบิณฑบาตและเสนาสนะ เปรียบเหมือนบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นจอมนักปราชญ์ มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ มีศรัทธาเป็นพระอรหัตถ์ มีปัญญาเป็นพระเศียร ทรงพระปรีชามาก ทรงดับเสียแล้วซึ่งกิเลสแลกองทุกข์ตลอดกาลทุกเมื่อ...
================
สรีระสังขาร ของ พระมหากัสสปะ 
พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งพุทธกาล เป็นภาพที่ถ่ายได้จริงของชาวต่างชาติ(ฝรั่ง)เข้าไปถ่ายในเขาพระกัสสปะ ณ เมืองเชียงตุง ...หลายคนคิดว่าเหตุใดพระกัสสปะถึงมามรณะภาพที่เมืองเชียงตุงแต่ไม่ไปมรณะภาพที่ เมืองราชคฤห์ อินเดีย เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านมอบงานให้เผยแพร่ศาสนาในบริเวณนี้ตั้งแต่ เชียงราย ถึง เชียงตุง และ จีน คือเขตที่พระมหากัสสปะอยู่ ส่วนตั้งแต่เชียงรายลงมาเป็นของ พระมหากัจจาย และ พระโมคคลา จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อพระราชพรหมยานท่านบอกว่า ที่ตำแหน่งของสังขารท่านนั้นยังมีดอกไม้ที่สดอยู่และธูปเทียนที่เขาบูชาอยู่ในสมัยก่อนนั้นยังคงอยู่เพราะ ท่านอธิฐานไว้ก่อนมรณะภาพ และที่ีจริงหุบเขาที่มีสรีระของพระกัสสปะเป็นเขาเล็กๆที่จริงเข้าไปไม่ได้ แต่เมื่อถึงปีกึ่งพุทธกาล จะปรากฏช่องเล็กสำหรับเดินเข้าไปดูได้จริงและฝรั่งคนนั้นก็ไปถ่ายรูปไว้ได้ เหตุที่ท่านพระมหากัสสปะท่านไม่ให้เผาร่างกายท่านเพราะท่านต้องการให้พระศรีอริยเมตไตร มาทำการเผาเพลิงศพท่านเมื่อถึงยุคของพระองค์และพระองค์จะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง..
....
และในส่วนการบันทึกของหลวงปู่จาม มหาปุญโญ ที่มีหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม เป็นองค์รับรอง มีข้อความดังนี้..
 “เมื่อขึ้นไปอยู่ริมน้ำแม่งัด บ้านช่อแล ได้ ๔ - ๕ ปี แต่อยู่บ้านแม่แต วันหนึ่งนึกถึงตาผ้าขาวสุกว่า “เอ ตาเฒ่านี้จะไปเกิดที่ไหนแล้วหนอ เดี๋ยวนี้ ”
พอเรานึกได้เท่านั้น ก็มีเทวดา ๒ ตนผู้ชายหนุ่มน้อยอายุ ๑๘ - ๑๙ ปี นั่งเครื่องยนต์รูปร่างคล้ายกับเรือสุพรรณหงส์มารับ
“นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าเถ๊อะ จะพาไปหาตาผ้าขาวสุก อยู่ป่าหิมพานต์”
“จะไปนานไหม จะได้เอาผ้าครองไปด้วย”
“ไม่นานหรอก ตี ๔ ก็กลับมาแล้วครับ”
“เอ้า... ไปก็ไป” พอเราพูดอย่างนี้ กายก็นั่งอยู่ ใจก็เดินขึ้นยนต์สุพรรณหงส์ จากนั้นก็ลอยไปตามอากาศ ช้าก็ได้เร็วก็ได้เหมือนกับคนเขาขับรถ แต่ยนต์นี้ไม่ต้องขับไปได้เองตามอานุภาพของบุญ ลอยไปผ่านไปแม่ฮ่องสอน เข้าเขตพม่า เลยพม่าเข้าแคชเมียร์ เข้าเขตภูเขาหิมะ เครื่องยนต์นั้นก็ลอยต่ำลงสูงกว่าปลายไม้นิดหน่อย เมื่อเข้าใกล้ที่อยู่ของพ่อขาวสุกแล้วก็ลงจอดยนต์ไว้ เดินเท้าเข้าไป มีหมู่เทวดามาต้อนรับ แล้วเดินกันเป็นกระบวนไป ลึกเข้าไปอีกก็มีพวกสัตว์ป่าหิมพานต์ รูปร่างเป็นตัวสัตว์ต่างๆ มาต้อนรับ สัตว์ที่เหมือนกับในเมืองมนุษย์ก็มี เช่น หมูป่า กวาง เก้ง เสือ ช้าง หมี  ๔ เท้า ๒ เท้า เลื้อยคลานมีหมด
สัตว์ที่รูปร่างเหมือนกับรูปที่เขาเขียนว่า สัตว์หิมพานต์ อย่างนั้นก็มีอยู่มาก ต่างก็มาชื่นชมยินดีต้อนรับเป็นหมู่เป็นคณะ
“ทำไม สัตว์ป่าทั้งหลายที่แถบนี้จึงมีมาก” ผู้ข้าฯ ถามเทวดา
“โอ... พระผู้เป็นเจ้า ก็แถบถิ่นนี้ อยู่ในวงล้อมของภูเขา ๓ ลูกในนี้นั้นใต้ภูเขา ลูกกลางนี้เป็นที่ประดิษฐานพระศพของพระมหากัสสปเถรเจ้า หมู่หิมพานต์เหล่านี้ก็มากราบไหว้ ทำความยินดีต่อพระเถรเจ้า แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปกรายใกล้ได้ เพราะมีเทพเจ้าผู้ศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายรักษาไว้อยู่ หมู่หิมพานต์ทั้งหลายก็อาศัยกระทำความยินดีนี้เองแหละที่เป็นบุญเป็นกุศลมหาศาลของตนได้ ”
ผู้ข้าฯ รู้ทิศทางที่เขาชี้ให้ดูว่า ศพของพระมหากัสสปเถรเจ้าอยู่ทางนั้นตรงนั้น ก็ยกมือไหว้ ยืนวันทาอยู่ว่า นะโม ๓ จบ อิติปิโสฯ สฺวากฺขาโตฯ สุปฏิปนฺโนฯ แล้วก็อุกาสะฯ ไหว้พระธาตุ เจริญเมตตาไหว้จบแล้วหมู่เทวดา หมู่สัตว์ที่แห่ล้อมอยู่นั้นสร้องสาธุการ สนั่นป่า ว่า “สาธุ” ๓ ครั้ง
จึงถามเขาว่า “ตาผ้าขาวสุกล่ะ อยู่ทางไหน ? ”
เทวดา ๒ ตนที่พาไปนั้นจึงว่า อยู่ทางนี้เดินจากนี้ไปไม่ไกลหรอกประมาณ ๑ เส้น ขอพระผู้เป็นเจ้า ไปคนเดียวเถิด พวกผมจะรออยู่ตรงนี้ เราก็เดินไปคนเดียว ไปเห็นต้นไม้มุ่นต้นใหญ่ต้นหนึ่งสูง กิ่งก้านสาขาเหมือนกับเวลาเรากางกลดออก อยู่ใกล้ๆ โคนต้น เห็นผู้หญิงสาว ๔ คน
 “สูเจ้ามาอยู่ทำอะไรตรงนี้ ? ”
 “โอ พระผู้เป็นเจ้า มาธุระอันใดหนอ ”
 “มาหาตาพ่อขาวสุก คนเฒ่าอยู่ไหน ? ”
อยู่ในโพรงไม้ตรงใต้คาคบลงมานั่นแหละท่านพระผู้เป็นเจ้า เสวยวิบากเป็นบ่างใหญ่อยู่
แล้วสูเจ้าหล่ะมาอยู่ทำไมตรงนี้
“โอ... มารักษาพ่อผ้าขาวนี้แหละ เมื่อพ้นจากวิบากตรงนี้แล้วจะได้ออกไปเกิดในเมืองมนุษย์ แล้วจะได้เป็นผัวเมียกัน ทำความดีต่อไปได้ ”
“เดี๋ยวนี้สูเจ้าเป็นภูมิใด ? ”
“เวนิมานกเปรต กลางวันเป็นผี กลางคืนเป็นเทวดา”
เรารู้เท่านั้นแล้วก็ลาเขากลับออกมา ไหว้วันทาไปทางศพพระมหากัสสปเถระนั้นอีก เสร็จแล้วก็ลาพวกเทวดาและพวกหิมพานต์สัตว์เหล่านั้น เทวดาสองตนนั้นก็บันดาลเอายนต์เหาะคันเก่านั้นมารับก็ลอยขึ้นอากาศ  วนเลาะดูป่าหิมพานต์  เลาะเขตอินเดีย  ทิเบตต่อเมืองจีน เลาะทางทิศเหนือเรื่อยๆ มา เข้าทางเมืองเชียงแสน ลัดตรงมาถึงแม่แตง     แม่งัด ยนต์เหาะก็ลงจอด เทวดาสองตนก็กราบไหว้ลาไป ขาไปเขาไม่นั่งยนต์นั้น เขาหายไปทันที ยนต์ก็หายไป ตัวเราก็มองร่างกายที่นั่งอยู่ มองดูนาฬิกาพกตั้งไว้ก็ตี ๐๔.๐๐ น. พอดี เดินเข้าสวมรูปกายรู้สึกตัวก็ดูนาฬิกาก็ตี ๐๔.๐๐ น. เหมือนกับในนิมิต เป็นเรื่องแปลกมาก หากไม่ประสบด้วยตนเองก็คงไม่เชื่อ แต่ตนของตนก็เชื่อความมีกำลังของจิตที่ฝึกฝนมานานหลายภพหลายชาติ  ไม่สงสัยไม่อวดตัว
เอานิมิตเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านอาจารย์ตื้อฟัง เพิ่นก็ว่า  “ผู้ข้าฯ ก็ไปมาแล้วล่ะ ท่านจามเอ๊ย ไปกราบไหว้มาแล้ว ที่ตั้งศพพระมหากัสสปเถระ  วงนอกภูเขา ๗ ลูกต่อๆ กันเป็นวงภูเขา วงในมีภูเขา ๓ ลูกซ้อนเหลื่อมกัน อยู่ตรงกลางลึกใต้พื้นภูเขา ๓ ลูกนั้นแหละที่ศพพระมหากัสสปเถระตั้งอยู่ หันหัวไปตะวันออก เอาเท้าไปตะวันตก มีเทพยักษ์รักษาอยู่นอกด่าน ๑
ด่านสอง พวกเทวดากับพวกนาค
ด่านสุดท้ายเป็นพวกเทพครุฑ รักษาอยู่อย่างใกล้ชิด เขาจะรักษาไว้จนกว่าศาสนายุคของพระศรีอาริย์จะมาตรัสเป็นพุทธะเจ้า แล้วเตโชธาตุของท่านจะเผาคราบของท่านเอง”
เรื่องพวกเทวดา พวกสัตว์ป่าหิมพานต์นั้น ท่านอาจารย์ตื้อก็ว่าอย่างที่เราไปเห็นมาแล้ว หากไม่มีพยานกับท่านอาจารย์ตื้อ ผู้ข้าฯ ก็จะไม่เล่าให้ฟังหรอก น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แปลกแท้ๆ ในโลก”
และหลวงปู่จาม ท่านยังเล่าเพิ่มของ ท่านเจ้าคุณ จันทร์ เขมิโย อีกว่า...
 ในครั้งนั้นเจ้าคุณจันทร์ยังเล่าให้ฟังอีกว่า “เพิ่นครูอาจารย์เสาร์ได้ว่าไว้ว่า  ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ผู้มาบูรณะพระธาตุพนมให้ยุคต้นนั้นเป็นลูกศิษย์ของพระมหากัสสปะมาแต่ยุคก่อสร้างเริ่มแรก
 เป็นนายช่างผู้ใหญ่รับบัญชาจากพระมหากัสสปะทุกอย่างแล้วสร้างขึ้นได้สูง ๘ วา  ก่อด้วยหินตามดฐานกลมฝังพระธาตุหัวอกก้ำซ้าย ๑๒ ก้ำขวา ๑๒ พร้อมเครื่องบูชาภายในแล้วต่อยอดให้แหลมขึ้นไปอีกครึ่งวา
 ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล  เป็นนายช่างใหญ่ควบคลุมดูแลการก่อสร้าง  เสร็จจากพระธาตุพนมแล้ว ก็ไปก่อพระธาตุอิงฮังฝั่งซ้ายพระธาตุอิงฮังสร้างเริ่มต้นยุคเดียวกันแต่พระธาตุนั้นได้มาจากพระมหากัจจายนะเป็นผู้อัญเชิญมา
 พระอรหันตเจ้า ๒ องค์นี้มาเมืองอีสาน  เมืองลาว  พม่า  ตอนใต้  เมืองเขมร  โปรดผู้คนแถบแถวนี้ เมื่ออายุมากแล้วแยกย้ายกันไป  พระมหากัจจายนะนิพพานอยู่ทุ่งไหหินเมืองลาว  พระมหากัสสปะนิพพานอยู่เขาหิมาลัยเชิงภูเขา ๗ ชั้น ชั้นในภูเขาซ้อนเหมือนกับฉัตร  ส่วนพระศพนั้นอยู่ลึกในถ้ำหิน
 อันนี้เจ้าคุณเมืองนครพนมเล่าให้ฟัง