วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ขันธะวิมุติสมังคีธรรมะ

ขันธะวิมุติ
(ฉบับตัวพิมพ์)
นมัตถุ สุคตัสสะ ปัญจธัมมักขันธานิ
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต
บรมศาสดาศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระนวโลกุตตรธรรม ๙ ประการ
และพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้น
บัดนี้ข้าพเจ้าจักกล่าวซึ่งธรรมขันธ์โดยสังเขปตามสติปัญญาฯ
ยังมีท่านคนหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเที่ยวผายผัน
เขาบอกว่าสุขมีที่ไหนก็อยากไป แต่เที่ยวหมั่นไปมาอยู่ช้านาน
นิสัยท่านนั้นรักตัวกลัวตายมาก อยากจะพ้นแท้ๆ เรื่องแก่ตาย
วันหนึ่งท่านรู้จริงซึ่งสมุทัยพวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่หาย
เปรียบเหมือนดังกายนี้เอง ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์คลาย
แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้นเบา ดำเนินไปเมินมาอยู่หน้าเขา
จะกลับไปป่าวร้องพวกพ้องเล่า ก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้า
เป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อ ดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทำสอพลอ
เดี๋ยวถูกยอถูกติเป็นเรื่องเครื่องรำคาญ ยังมีบุรุษคนหนึ่งคิดกลัวตายน้ำใจฝ่อ
มาหาแล้วพูดตรงๆ น่าสงสาร ถามว่าท่านพากเพียรมาก็ช้านาน
เห็นธรรมที่จริงแล้วหรือยังที่ใจหวัง เอ๊ะ! ทำไมจึงรู้ใจฉัน
บุรุษผู้นั้นก็อยากอยู่อาศัย ท่านว่าดีดีฉันอนุโมทนา
จะพาดูเขาใหญ่ถ้ำสนุกทุกข์ไม่มี คือ กายคตาสติภาวนา
ชมเล่นให้เย็นใจหายเดือดร้อน หนทางจรอริยวงศ์
จะไปหรือไม่ไปฉันไม่เกณฑ์ ไปหลอกเล่นบอกความให้ตามจริง
แล้วกล่าวปริศนาท้าให้ตอบ ปริศนานั้นว่าระวิ่งคืออะไร
ตอบวิ่งเร็วคือวิญญาณอาการใจ เดินเป็นแถวตามแนวกัน
สัญญาตรงไม่สงสัย ใจอยู่ในวิ่งไปมา
สัญญาเหนี่ยวภายนอกหลอกลวงจิต ทำให้จิตวิ่นวายเที่ยวส่ายหา
หลอกเป็นธรรมต่างๆ อย่างมายา ถามว่าห้าขันธ์ใครพ้นจนทั้งปวง
แก้ว่าใจซิพ้นอยู่คนเดียว ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันติดสิ้นพิศวง
หมดที่หลงอยู่เดียวดวง สัญญาทะลวงไม่ได้หมายหลงตามไป
ถามว่าที่ตายใครเขาตายที่ไหนกัน แก้ว่าสังขารเขาตายทำลายผล
ถามว่าสิ่งใดก่อให้ต่อวน แก้ว่ากลสัญญาพาให้เวียน
เชื่อสัญญาจึงผิดคิดยินดี ออกจากภพนี้ไปภพนั้นเที่ยวหันเหียน
เลยลืมจิตจำปิดสนิทเนียน ถึงจะเพียรหาธรรมก็ไม่เห็น
ถามว่าใครกำหนดใครหมายเป็นธรรม แก้ว่าใจกำหนดใจหมาย
เรื่องหาเจ้าสัญญานั้นเอง คือว่าดีว่าชั่วผลักจิตติดรักชัง
ถามว่ากินหนเดียวเที่ยวไม่กิน แก้ว่าสิ้นอยากดูไม่รู้หวัง
ในเรื่องเห็นต่อไปหายรุงรัง ใจก็นั่งแท่นนิ่งทิ้งอาลัย
ถามว่าสระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ แก้ว่าธรรมสิ้นอยากจากสงสัย
ใสสะอาดหมดราคีไม่มีภัย สัญญาในนั้นพรากสังขารขันธ์นั้นไม่ถอน
ใจจึงเปี่ยมเต็มที่ไม่มีพร่อง เงียบสงัดดวงจิตไม่คิดตรอง
เป็นของควรชมชื่นทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน
หากแม้นเหมือนรู้จริงทิ้งสังขาร หมดความอยากเป็นยิ่งสิ่งสำคัญ
จำส่วนจำกั้นอยู่ไม่ก้ำเกิน ใจไม่เพลินทั้งสิ้นหายดิ้นรน
เหมือนอย่างว่ากระจกส่องหน้า ส่องแล้วอย่าคิดติดสัญญา
เพราะสัญญานั้นดังเงา อย่างได้เมาไปตามเรี่องเครื่องสังขาร
ใจขยันจับใจที่ไม่ปน ไหวส่วนตนรู้แน่เพราะแปรไป
ใจไม่เที่ยวของใจใช่ต้องว่า รู้ขันธ์ห้าต่างชนิดเมื่อจิตใหว
แต่ก่อนนั้นหลงสัญญาว่าเป็นใจ สำคัญว่าในว่านอกจึงหลอกลวง
คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้ห่วง
เกิดก็ตามดับก็ตามสิ่งทั้งปวง ไม่ต้องหวงไม่ต้องกันหมู่สัญญา
เหมือนยืนบนยอดเขาสูงแท้แลเห็นดิน แลเห็นสินทุกตัวสัตว์แต่ว่าสูงยิ่งนัก
แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมา เป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได
ถามว่านี้ขึ้นลงตรงสัจจังนั้นหรือ ตอบว่าสังขารแปรก็ไม่ได้
ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใคร ขึ้นผลักไสจับต้องก็หมองมัว
ชั่วในจิตไม่ต้องคิดผิดธรรมดา สภาพสิ่งเป็นจริงดีชั่ว
ตามแต่เรื่องของเรื่องเปลื้องแต่ตัว ไม่พัวพันสังขารเป็นการเย็น
รู้จักจริงต้องทิ้งสังขารเมื่อผันแปรเมื่อแลเห็น เบื่อแล้วปล่อยได้คล่องไม่ต้องเกณฑ์
ธรรมก็ใจเย็นใจระงับดับสังขาร รับอาการถามว่าห้าหน้าที่มีครบครัน
แก้ว่าขันธ์แย่งแยกแจกห้าฐาน เรื่องสังขารต่างกองรับหน้าที่มีกิจการ
จะรับงานอื่นไม่ได้เต็มในตัว แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข
นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภทั่ว รวมลงตามสภาพตามเป็นจริง
ทั้ง ๘ สิ่งใจไม่หันไปพัวพัน เพราะว่ารูปขันธ์ก็ทำแก้ไข้มิได้ถ้วน
นานก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์ เพราะรับผลของกรรมที่ทำมา
เรื่องดีถ้าเพลิดเพลินเจริญใจ เรื่องชั่วขุ่นวุ่นจิตคิดไม่หยุด
เหมือนไฟจุดจิตหมองไม่ผ่องใส นึกขึ้นเองทั้งรักทั้งโกรธไม่โทษใคร
อยากไม่แก่ไม่ตายได้หรือคน เป็นของพ้นวิสัยจะได้เชย
เช่นไม่อยากให้จิตเที่ยวคิดรู้ อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพึ่งเฉย
จิตเป็นของผันแปรไม่แน่เลย สัญญาเคยอยู่ได้บ้างเป็นครั้งคราว
ถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์ ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้นเรื่องราว
ถ้ารู้ได้ย่างนี้จึงดียิ่ง เพราะเห็นจริงถอนหลุดสุดวิธี
ไม่ฝ่าฝืนธรรมดาตามเป็นจริง จะจนจะมีตามเรื่องเครื่องนอกใน
ใจหมาย
ในไม่เที่ยวของใจไหววะวับ สังเกตจับรู้ได้สบายยิ่งเล็กบังใหญ่รู้ไม่ทัน
ขันธ์บังธรรมไม่เห็นเป็นธุลีไป ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล
ถามว่า-มี-ไม่มี ไม่มีมีนี้คืออะไร
ทีนี้ติดหมดคิดแก้ไม่ไหว เชิญชี้ให้ชัดทั้งอรรถแปลโปรดแก้เถิด
ที่ว่าเกิดมีต่างๆ ทั้งเหตุผล แล้วดับไม่มีชัดใช่สัตว์คน
นี่ข้อต้นมีไม่มีอย่างนี้ตรง ข้อปลายไม่มีมีนี้เป็นธรรม
ที่ล้ำลึกใครพบจบประสงค์ ไม่มีสังขารมีธรรมที่มั่นคง
นั่นแลองค์ธรรมเอกวิเวกจริง ธรรมเป็นหนึ่งไม่แปรผันเลิศพบสงบนิ่ง
เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง ระงับยิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ
ใจก็สร่างจากเมาหายเร่าร้อน ความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย
เรื่องพัวพันขันธ์ห้าชาสิ้นไป เครื่องหมุนในไตรจักรก็หักลง
ความอยากใหญ่ยิ่งก็ทิ้งหลุด ความรักหยุดหายสนิทสิ้นพิศวง
ร้อนทั้งปวงก็หายหมดดังใจจง เชิญเถิดขี้อีกสักอย่างหนทางใจ
สมุทัยของจิตที่ปิดธรรม แก้ว่าสมุทัยกว้างใหญ่นัก
ย่อลงคือความรักบีบใจทำลายขันธ์ ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์
เป็นเลิศกันสมุทัยมิได้มี จงจำไว้อย่างนี้วิถีจิต
ไม่ต้องคิดเวียนวนจนป่นปี้ ธรรมไม่มีอยู่เป็นนิจติดยินดี
ใจจากที่สมุทัยอาลัยตัว ว่าอย่างย่อทุกข์กับธรรมประจำจิต
จิตคิดรู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว จะสุขทุกข์เท่าไรมิได้กลัว
สร่างจากเครื่องมัวคือสมุทัยไปที่ดี รู้เท่านี้ก็จะคลายหายความร้อน
พอดักผ่อนสืบแสวงหาทางดี จิตรู้ธรรมลืมจิตที่ติดธุลี
ใจรู้ธรรมที่เป็นสุข ขันธ์ทุกขันธ์แน่ประจำ
ธรรมคงเป็นธรรม ขันธ์คงเป็นขันธ์เท่านั้นแล
คำว่าเย็นสบายหายเดือดร้อน หมายจิตถอนจากผิดที่ติดแก้
ส่วนสังขารขันธ์ปราศจากสุขเป็นทุกข์แท้ เพราะต้องแก่ไข้ตายไม่วายวัน
จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศจิตก็ถอน จากผิดเครื่องเศร้าหมองของแสลง
ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจ้งธรรมผิดหมดพิษใจ
จิตเห็นธรรมดีเลิศที่พ้น พบปะธรรมปลดเปลื้องเครื่องกระสัน
มีสติอยู่กับตัวบ่พัวพัน เรื่องรักขันธ์หายสิ้นขาดยินดี
สิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงใย ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย
เมื่อไม่ห้ามกลับไม่ฟุ้งยุ่งไป พึงรู้ได้ว่าบาปมีขื้นเพราะขืนจริง
ตอบว่าบาปเกิดได้เพราะไม่รู้ ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายยิ่ง
ชั่วทั้งปวงเงียบหายไม่ไหวติง ขันธ์ทุกสิ่งย่อมทุกข์ไม่สุขเลย
แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉย
ยึดความจำว่าเป็นใจหมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจำธรรมมานาน
ความจำผิดปิดไว้ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่นขันธ์ ๕ น่าสงสาร
ให้ยกตัวออกตนพ้นประมาณ เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไป
ไม่ได้ผลเที่ยวดูโทษคนอื่นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม
ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา ใจของเราเพียงระวังตั้งถนอม
อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย
เห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์ที่มั่นหมาย
ยึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ้ำร้ายกิเลสเข้ากลุ้มรุมกวน
เต็มทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งหลงนักหนักจิตคิดโทษหวล
ทั้งอารมณ์การห้าก็มาชวน ยกกระบวนทุกอย่างต่างๆ กัน
เพราะยึดขันธ์ทั้ง ๕ ว่าของตน จึงไม่พ้นทุกข์ร้ายไปได้เลย
ถ้ารู้โทษของตัวแล้วอย่าช้าเฉย ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย
คงได้เชยชมธรรมอันเอกวิเวกจิต ไม่เพียงนั้นหมายใจไหวจากจำ
เห็นแล้วขำดูดูอยู่ไหว อารมณ์นอกดับระงับไปหมดปรากฏธรรม
เห็นธรรมแล้วย่อมหายวุ่นวายจิต จิตนั้นไม่ติดคู่
จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้อย่างนี้วิธีจิต
รู้เท่าที่ไม่เที่ยงจิตต้นฟื้นริเริ่ม คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้
รู้ต้นจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที
คำที่ว่ามืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป
จิตต้นที่เมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมอันเกิดเลิศโลกา
เรื่องจิตค้นวุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลิกถอนเปลื้องปลดหมดได้ไปสิ้น
ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง ธรรมดาของจิตต้องคิดนึก
พอรู้สึกจิตคุ้นพ้นรำคาญ เงียบสงัดจากมารเครื่องรบกวน
ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกัน เสื่อมทั้งนั้นคงไม่มีเลย
ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มันจะเบียดให้จิตไปติดเฉย
ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย เมื่อถึงเฮยหากรู้เองพลงของจิต
เหมือนดังมายาที่หลอกลวง ท่านว่าวิปัสสนูกิเลสจำแลงเพศ
เหมือนดังจริงที่แท้ไม่ใช่จริง รู้ขึ้นเองนามว่าความเห็น
ไม่ใช่เข่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม ทั้งไตรตรองแยกแยะและรูปนาม
ก็ใช่ความเห็นต้องจงเล็งดู จิตตนพ้นรำคาญ ต้นจิตรู้ตัวว่าสังขาร
เรื่องแปรปรวนใช่กระบวนไป ดูหรือรู้จริงอะไรรู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่
จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว จิตรุ้ไหวไหวก็จิตคิดกันไป
แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกัน จิตเป็นอาการเรียกว่าสัญญาพาพัวพัน
ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร ใจรู้เสื่อมรสหมดสงสัย
ขาดต้นคว้หาเรื่องเครื่องนอกใน เรื่องจิตอยากก็หยุดให้หายหิว
พ้นหนักใจทั้งหลายหายอิดโหย เหมือนฝนโปรยใจก็เย็นด้วยเห็นใจ
ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตค้นปัจจุบันพ้นหวั่นไหว
ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย เพราะดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง
อยู่เงียบๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวัง
ไม่ต้องวุ่นไม่ต้องวายหายระวัง นอนหรือนั่งนึกพ้นอยู่ต้นจิต
ท่านชี้มรรคทั้งหลักแหลม ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว
ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุดสมุทัย ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดี
ตอบว่าสมุทัยคืออาลัยรักเพลินยิ่งนัก ทำภพใหม่ไม่หน่ายหนี
ว่าอย่างต่ำกามคุณห้าเป็นการดี อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌาน
ถ้าจะจับตามวิธีมีในจิต ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร
เคยทั้งปวงเพลินมาเสียช้านาน กลับเป็นการดีไปให้เจริญจิต
ไปในส่วนที่ผิดก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน
สิ่งใดชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน เพลินจนเกินลืมตัวไม่กลัวภัย
เพลินโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน
โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนรกเสียเลย
โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก ลงวิบากไปตกนรกแสนสาหัส
หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคย เว้นเสียซึ่งโทษนั้นคงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย
เมื่อเห็นโทษตนชัดถึงตัดทิ้ง ทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้
เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัย เป็นโทษไหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง
ดีไม่ดีนี้เป็นผิดของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง
กำเริบโรคด้วยพิษผิดสำแดง ธรรมไม่แจ้งเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม
ความอยากดีมีมากมักลากจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม
สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่มร่ำไปไกลจากธรรม
ที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างฟุ้งทางยุ่งยิ่ง
เมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งใจสงบจบกันที
อันนี้ชื่อว่าขันธะวิมุติสมังคีธรรม ประจำอยู่กับที่ไม่มีอาการไปไม่มีอาการมา
สภาวธรรมที่เป็นจริงสิ่งเดียวเท่านั้น และไม่มีเรื่องจะแวะเวียน
สิ้นเนื้อความแต่เพียงเท่านี้ ผิดหรือถูกจงใช้ปัญญาตรองดูให้รู้เถิด

พระภูริทัตโต (มั่น) วัดสระปทุมวันเป็นผู้แต่ง

http://www.luangpumun.org/kanta_1.html

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

เชื่ออาจารย์ อย่างเดียวเลยสิ!



..ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชยสาโร/ Dhamma by Ajahn Jayasaro
~'เชื่อฉันซิ!'~
..อาจารย์ที่อินเดียคนหนึ่งที่ไม่ใช่ชาวพุทธนะ ท่านสอนให้ลูกศิษย์เชื่อฟังอาจารย์ ให้ทำเฉพาะสิ่งที่อาจารย์สั่งให้ทำเท่านั้น ถ้าอาจารย์ไม่สั่งล่ะก้อ อย่าได้ทำเป็นอันขาด 
..วันหนึ่งอาจารย์พาลูกศิษย์สามสี่คนนั่งเกวียนไปธุระที่ต่างจังหวัด อาจารย์นั่งพิงเกวียนหลับไป ผ้าโพกศีรษะของอาจารย์ตกลงไปบนถนน แต่ลูกศิษย์ก็ไม่กล้าเก็บเพราะอาจารย์ไม่ได้สั่งไว้ เดินทางไปอีกหลายกิโลกว่าอาจารย์จะตื่น
.. อาจารย์ “เอ๊ะ! ผ้าโพกอาจารย์หายไปไหน”
..ลูกศิษย์ “ตกลงไปบนถนนครับผม”
..อาจารย์ “อ้าว! แล้วทำไมไม่เก็บล่ะ”
..ลูกศิษย์ “ก็ท่านอาจารย์ไม่ได้สั่งไว้นี่ครับ”
..อาจารย์ “ทำไมเจ้าถึงโง่อย่างนี้นะ ต่อไปสิ่งใดตกลงไปบนถนนล่ะก้อ เจ้าต้องเก็บนะ จำไว้ให้ดี” 
-แล้วอาจารย์ก็หลับต่อ ทีนี้วัวที่ลากเกวียนถ่ายลงไปบนถนน ลูกศิษย์รีบจอดเกวียนลงไปเก็บขี้วัว เพราะอาจารย์สั่งไว้ว่า อะไรตกก็ต้องเก็บ 
..อาจารย์ “อ้าว! อะไรตกอีกละนั่น”
..ลูกศิษย์ “ขี้วัวครับอาจารย์”
..อาจารย์ “ปัดโธ่โว้ย! เก็บมาทำไม ทำไมศิษย์เรามันถึงได้งี่เง่าขนาดนี้นะ” 
-ว่าแล้วอาจารย์ก็เขียนรายการว่าต้องเก็บอะไรบ้างอย่างละเอียดมอบให้ลูกศิษย์ไว้ แล้วจึงเดินทางต่อ พอดีเป็นช่วงที่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมาก เกวียนกระเด็นกระดอน จนอาจารย์พลัดหล่นลงไปบนถนน ร้องให้ลูกศิษย์ช่วย ลูกศิษย์ตรวจดูรายการ ไม่มีท่านอาจารย์อยู่ในรายการที่ต้องเก็บขึ้นเกวียน ลูกศิษย์เข้าใจว่าอาจารย์กำลังทดสอบความเชื่อฟัง จึงไม่ยอมจอดเกวียน อาจารย์เลยต้องวิ่งไล่ตามเกวียนจนทัน แล้วรีบเติมชื่อตัวเองลงไปในรายการนั่น 
..ลูกศิษย์ไม่ได้ใช้สติปัญญาของตัวเองเลย เพราะต้องทำตามที่อาจารย์สอนเท่านั้น
..ท่านอาจารย์สอนว่า การมีศรัทธายึดติดในตัวบุคคลไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ถ้าอาจารย์ต้องการสร้างความผูกพันให้ลูกศิษย์ยึดติดในตัวอาจารย์ ทางพุทธเราถือว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่ดี ไม่ใช่กัลยาณมิตรของลูกศิษย์ อาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรของลูกศิษย์นั้น ต้องฝึกลูกศิษย์ให้ใช้สติปัญญาของตัวเอง รับผิดชอบตนเอง และเป็นที่พึ่งของตนเองได้ เหมือนหมอที่ดีย่อมต้องการให้คนไข้พ้นจากการเป็นคนไข้ ไม่ต้องการให้ใครเป็นคนไข้ของหมอตลอดชีวิต 
..พระพุทธองค์สอนว่า การมีศรัทธาในตัวบุคคลมีโทษ ถ้าความเชื่อของเราผูกพันกับพระองค์ใดองค์หนึ่ง หรืออาจารย์ท่านใด เมื่ออาจารย์เสียชีวิตไป เราจะรู้สึกเสมือนขาดที่พึ่ง ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ ถ้าอาจารย์คนนั้นสึกไป หรือมีเรื่องอื้อฉาว ศรัทธาของเราก็จะเสื่อมทันที ท่านจึงให้เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่เอาพระองค์นั้นองค์นี้เป็นที่พึ่ง 
-- ที่มา: 'เรื่องท่านเล่า' หนังสือรวมนิทานที่พระอาจารย์ชยสาโรเมตตาเล่าไว้ เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จัตุรารักษ์


จตุรารักษ์ สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ๏ อนึ่งเมื่อจะระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พึงระลึกดังนี้ก็ได้ว่า เพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ลุกโพลงรุ่งเรือง ไหม้สัตว์เผาสัตว์ให้รุ่มร้อนอยู่เป็นนิตย์ในภพทั้ง ๓ เพลิงกิเลสนั้น คือ ราคะ ความกำหนัดยินดี และ โทสะ ความเคืองคิดประทุษร้าย และโมหะ ความหลง รู้ไม่จริง ราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง ๓ นี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นเครื่องร้อนรนกระวนกระวายของสัตว์ เพลิงทุกข์นั้น คือ ชาติ ความเกิด คือขันธ์และอายตนะ และนามรูปที่เกิดปรากฏขึ้น และชรา ความแก่ทรุดโทรมคร่ำคร่า และ มรณะ ความตาย คือ ชีวิตขาด กายแตก วิญญาณดับ และโสก ความเหือดแห้งเศร้าใจ และ ปริเทวะ ความบ่นเพ้อ คร่ำครวญ ร่ำไร และทุกข์ทนยากเจ็บปวด เกิดขึ้นในกาย และ โทมนัส ความเป็นผู้มีใจชั่ว เสียใจ และอุปายาส ความคับแค้น อัดอั้นใจ ทุกข์มีชาติเป็นต้นเหล่านี้ ท่านกล่าวว่าเป็นเพลิง เพราะเป็นทุกข์ให้เกิดความร้อนรน กระวนกระวายต่าง ๆ แก่สัตว์ เพลิงกิเลส เพลิงทุกข์เหล่านี้ ยกพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งในโลกดับได้ แต่ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเพลิง เครื่องร้อนเท่านั้นก็หายากเสียแล้ว ผู้ที่จะดับเพลิงนั้น จะได้มาแต่ใดเล่า ก็ในโลกหมดทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งดับได้ จึงพากันร้อนรนกระวนกระวายอยู่ด้วยเพลิงหมดทั้งโลก ก็ไม่รู้สึกตัวว่า เพลิงมันไหม้มันเผาเอา ให้เร่าร้อนอยู่เป็นนิตย์ เพราะอวิชชาความหลงไม่รู้จริง สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคที่เป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้ชอบ ตรัสรู้ดีแล้วเอง ตรัสรู้จริงเห็นจริง ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้ด้วยพระองค์นั้น จึงเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ ประเสริฐกว่าสัตว์ เป็นผู้อัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริง ๆ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมที่เป็นที่พึ่งของเรา ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วดี ทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์ของสัตว์ผู้ปฏิบัติชอบ ช่วยให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผล นฤพาน พระธรรมนั้น ท่านทรงคุณ คือดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้อย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริง ๆ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์ผู้สาวกของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว ทำให้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา บันลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ของตนได้ด้วย และเป็นเขตต์ให้เกิดบุญเกิดกุศล แก่เทวดามนุษย์มากมายนัก พระสงฆ์นั้นท่านปฏิบัติดีอย่างนี้ จึงเป็นอัศจรรย์ใหญ่ยิ่งนัก ควรเลื่อมใสจริง ๆ ฯ ๏ เมื่อนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้ ตรึกตรองด้วยปัญญา ครั้นเห็นจริง เกิดความเลื่อมใสขึ้นแล้ว จะนึกแต่ในใจ หรือจะเปล่งวาจาว่า อโห พุทฺโธ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา พระองค์ตรัสรู้จริง เห็นจริง สำเร็จประโยชน์ตน สำเร็จประโยชน์อื่นได้แล้ว ควรซึ่งทักษิณาอันเลิศ เป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง อโห ธมฺโม พระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา ท่านทรงคุณคือ ดับกิเลสเครื่องร้อนใจของสัตว์ได้ นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง อโห สงฺโฆ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา ท่านปฏิบัติดีแล้ว เป็นเขตต์บุญอันเลิศ หาเขตต์บุญอื่นยิ่งกว่าไม่มี เป็นอัศจรรย์น่าเลื่อมใสจริง ภาวนาดังนี้ ก็ได้ดีทีเดียว ฯ ๏ เมื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้เป็นที่พึ่งของตนจริง ๆ เสมอด้วยชีวิตแล้ว ท่านกล่าวว่าถึงสรณะแล้ว มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทานหมดทั้งสิ้น อนึ่งผู้ใดได้ความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ รัตนะนี้แล้ว ผู้นั้นชื่อว่าเลื่อมใสแล้วในที่อันเลิศ ผลที่สุกพิเศษ เลิศใหญ่ยิ่งกว่าผลแห่งกุศลอื่น ๆ ทั้งสิ้น ย่อมมีแก่ผู้เลื่อมใสในรัตนะทั้ง ๓ นั้น อนึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้ เป็นรัตนะอันเลิศวิเศษยิ่งกว่ารัตนะอื่นหมดทั้งสิ้น ย่อมให้สำเร็จความปรารถนาแก่สัตว์ผู้ที่เลื่อมใสได้ทุกประการ เหตุนั้นเราทั้งหลายจงอุตส่าห์นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความเลื่อมใสทุก ๆ วันเถิด จะได้ไม่เสียทีประสพพบพระพุทธศาสนานี้ ฯ ๏ นี้วิธีระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ฯ ๏ อนึ่งเมื่อจะเจริญเมตตา พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อเวรา จงเป็นสุข เป็นสุข เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อพฺยาปชฺฌา จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความเจ็บไข้ลำบากกาย ลำบากใจเลย สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อนีฆา จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด ฯ ๏ เมตตาภาวนานี้ เป็นข้าศึกแก่พยาบาทโดยตรง เมื่อเจริญเมตตานี้ย่อมละพยาบาทเสียได้ด้วยดี เมตตานี้ชื่อว่า เจโตวิมุติ์ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นจากพยาบาทของใจ มีผลอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าทานและศีลหมดทั้งสิ้น อนึ่งเมตตานี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่ามีอานิสงส์ ๑๑ ประการ อานิสงส์ ๑๑ ประการนั้น คือ ผู้เจริญเมตตานี้ หลับก็เป็นสุขที่ ๑ ตื่นก็เป็นสุข ที่ ๒ ฝันเห็นก็เป็นมงคล ไม่ลามก ที่ ๓ เป็นที่รักของมนุษย์ ที่ ๔ เป็นที่รักของอมนุษย์ ที่ ๕ เทวดาย่อมรักใคร่รักษาไว้ให้พ้นภัย ที่ ๖ ไฟก็ไม่ไหม้ ไม่ทำให้ร้อนได้ และ พิษต่าง ๆ และสาตราวุธก็ไม่ประทุษร้ายทำอันตรายแก่ชีวิตได้ ที่ ๗ จิตต์กลับตั้งมั่นได้โดยเร็วพลัน ที่ ๘ มีผิวหน้าผ่องใสงาม ที่ ๙ เป็นผู้มีสติไม่หลงตาย ที่ ๑๐ ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลกด้วยเมตตาฌานนี้ ที่ ๑๑ เมตตามีอานิสงส์วิเศษมากต่าง ๆ ดังว่ามานี้ เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้แระมาทในเมตตาภาวนานี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิดจะได้ประสพอานิสงส์วิเศษต่าง ๆ ซึ่งว่ามานี้เทอญ ฯ ๏ นี้วิธีเจริญเมตตา ฯ ๏ อนึ่งเมื่อจะเจริญอสุภะ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อตฺถิ อิมสิมึ กาเย ของไม่งามเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดมีอยู่ในกายนี้ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มํสํ นหารู อฏฺฐี อฏฺฐิมิญฺชํ วกฺกํ คือ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หทยํ ยกนํ กิโลมกํ ปิหกํ ปปฺผาสํ คือ เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด อนฺตํ อนฺตคุณํ อุทริยํ กรีสํ คือ ไส้ใหญ่ สายเหนี่ยวไส้ ราก ขี้ ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพ โลหิตํ เสโท เมโท คือ น้ำดี น้ำเสมหะ น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น อสฺสุ วสา เขโฬ สิงฆาณีกา ลสิกา มุตฺตํ คือ น้ำตา น้ำมันเปลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำเยี่ยว ฯ ๏ ผม นั้นงอกอยู่ตามศีรษะ ดำบ้าง ขาวบ้าง ขน นั้นงอกอยู่ตามขุมขนทั่วกาย เว้นไว้แต่ฝ่ามือฝ่าเท้า เล็บ นั้นงอกอยู่ตามปลายมือปลายเท้า ฟัน นั้น งอกอยู่ตามกระดูกคาง ข้างบนข้างล่าง สำหรับบดเคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์ หนัง นั้นหุ้มทั่วกายผิวนอก ออกเสียแล้วมีสีขาว เนื้อนั้นมีสีแดงเหมือนกะชิ้นเนื้อสัตว์ เอ็น นั้นรึงรัดรวบโครงกระดูกไว้ มีสีขาว กระดูก นั้นเป็นร่างโครงค้ำแข็งอยู่ในกาย มีสีขาว เยื่อในกระดูก นั้นมีสีขาวเหมือนกะยอดหวายที่เผาไฟอ่อนแล้วใส่ไว้ในกระบอกไม้ฉะนั้น เยื่อในขมองศีรษะ นั้นเป็นยวง ๆ เหมือนกะเยื่อในหอยจุกแจง ม้าม นั้นคือแผ่นเนื้อมีสีแดงคล้ำ ๆ สองแผ่นมีขั้วอันเดียวกัน เหมือนกะผลมะม่วงสองผล มีขั้วอันเดียวกันฉะนั้น อยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ เนื้อหัวใจ นั้นมีสีแดง สัณฐานดังดอกบัวตูม ตั้งอยู่ท่ามกลางอก ตับ นั้นคือแผ่นเนื้อสองแผ่น สีแดงคล้ำ ๆ ตั้งอย่างข้างขวาเคียงเนื้อหัวใจ พังผืด นั้นมีสีขาวเหนี่ยวหนังกับเนื้อ เอ็นกับเนื้อ กระดูกกับเอ็นติดกันไว้บ้าง ไต นั้นเป็นชิ้นเนื้อสีดำคล้ำเหมือนกับลิ้นโคดำ อยู่ชายโครงข้างซ้าย ปอด นั้นเป็นแผ่นเนื้อสีแดงคล้ำ ชายเป็นแฉกปกเนื้อหัวใจอยู่ท่ามกลางอก ไส้ใหญ่ นั้นปลายข้างหนึ่งอยู่คอหอย ปลายข้างหนึ่งอยู่ทวาร ทบไปทบมามีสีขาว ชุ่มอยู่ด้วยเลือดในท้อง สายเหนี่ยวไส้ใหญ่ นั้นมีสีขาว รากนั้นคือของที่กลืนกินแล้วสำรอกออกมาเสียฉะนั้น คูถ นั้นคือของที่กินขังอยู่ในท้องแล้วถ่ายออกมาฉะนั้น น้ำดีนั้นสีเขียวคล้ำ ที่เป็นฝักตั้งอยู่ท่ามกลางอก ที่ไม่เป็นฝักซึมซาบอยู่ในกาย น้ำเสมหะ นั้นมีสีขาวคล้ำ ๆ เป้นมวก ๆ ติดอยู่กับพื้นไส้ข้างใน น้ำเหลือง น้ำหนอง นั้น มีอยู่ในที่สรีระมีบาดแผลเป็นต้น น้ำเลือด นั้นมีอยู่ตามขุมในกายและซึมซาบอยู่ในกาย น้ำเหื่อ นั้นสร้านออกตามขุมขนในกาลเมื่อร้อนหรือกินของเผ็ด น้ำมันข้น นั้นมีสีเหลือง ติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ น้ำตานั้นไหลออกจากตาในกาลเมื่อไม่สบาย น้ำมันเปลว นั้นเป็นเปลวอยู่ในพุงเหมือนกับเปลวสุกร น้ำลาย นั้นใสบ้าง ข้นบ้าง น้ำมูก นั้นเหลวบ้างข้นบ้างเป้นยวงออกจากนาสิก น้ำไขข้อ นั้นติดอยู่ตามข้อกระดูก น้ำเยี่ยว นั้นเกรอะออกมาจากรากและคูถฯ ๏ อยเมว กาโย กายคือประชุมส่วน เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดนี้นั่นแหละ อุทฺธํ ปาทตถา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา อโธ เกสมตฺถกา เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงไป ตจปริยนฺโต มันมีหนังหุ้มอยู่ที่สุดรอบ ปูโร นานปฺปการสฺส อสุจิโน มันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น เชตุจฺโฉ ปฏิกฺกุโล แต่ล้วนเป็นของไม่งาม มีกลิ่นเหม็น ปฏิกูลน่าเกลียดหมดทั้งสิ้น ฯ ๏ อสุภกัมมัฏฐาน อสุภสัญญานี้ เป็นข้าศึกแก่ราคะความกำหนัดยินดีโดยตรง ผู้ใดมาเจริญอสุภะเห็นเป็นของไม่งามในกาย เห็นกายเป็นของไม่งาม ปฏิกูล น่าเกลียด จนเกิดความเบื่อหน่ายไม่กำหนัดยินดี ดับราคะโทสะโมหะเสียได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรส คือพระนฤพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสรรเสริญกายคตาสติอสุภกัมมัฏฐานนี้ว่า ผู้ใดได้เจริญกายคตาสตินี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าบริโภคซึ่งรสคือนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มีดังนี้ นฤพานนั้นก็ดับราคะ โทสะ โมหะ นั้นเอง เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอย่าได้ประมาทในกายคตาสตินี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิดจะได้ประสพพบพระนฤพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เลิศกว่าธรรมหมดทั้งสิ้น ๏ นี้วิธีเจริญอสุภะ ฯ ๏ อนึ่งเมื่อจะเจริญมรณสติ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า มรณธมฺโมมฺหิ มรณํ อนตีโต (หญิงว่า มรณธมฺมามฺหิ มรณํ อนตีตา) แปลว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ล่วงความตายไปไม่ได้แล้ว ความตายนั้น คือสิ้นลมหายใจ กายแตกวิญญาณดับ ฯ ๏ อนึ่งพึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อธุวํ ชีวิตํ ชีวิตของเรามันไม่ยั่งยืน ธุวํ มรณํ ความตายของเรามันยั่งยืน อวสฺสํ มยา มริตพฺพํ เราคงจะตายเป็นแน่ มรณปริโยสานํ เม ชีวิตํ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตํ เม อนิยตํ ชีวิตของเรามันไม่เที่ยง มรณํ เม นิยตํ ความตายของเรามันเที่ยงแล้ว ฯ ๏ อนึ่ง พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า สพฺเพ สตฺตา มรนฺติ จ สัตว์ที่ตายอยุ่เยวนี้ก็ดี มรึสุ จ มริสฺสเร ที่ตายดับศูนย์ไปแล้วก็ดี จักตายต่อไปข้างหน้าก็ดี ตเถวาหํ มริสฺสามิ เราก็จักตายดับศูนย์ไปเช่นนั้นเหมือนกันนั่นแหละ นตฺถิ เม เอตฺถ สํสโย ความสงสัยในความตายนี้ไม่มีแก่เรา เราไม่สงสัยในความตายนี้แล้ว เหตุนั้นเราจงเร่งขวนขวายก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตนเสียให้ได้ทันเป็นมีชีวิตอยู่นี้เถิด อย่าให้ทันความตายมาถึงเข้า ถ้าความตายมาถึงเข้าแล้ว จะเสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว ฯ ๏ ผู้ใดได้เจริญมรณสติ นึกถึงความตายได้เห็นจริง ตนเกิดความสังเวชได้ ผู้นั้นย่อมไม่เมาในชีวิต ละอาลัยในชีวิตเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท รีบร้อนปฏิบัติละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ชำระตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์โดยเร็วพลัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญมรณสติที่บุคคลเจริญทำให้มากนี้ว่า มีผลานิสงส์ยิ่งใหญ่มากนัก นับเข้าในพระนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มีดังนี้ มรณสติมีผลานิสงส์มากอย่างนี้ อนึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสสั่งไว้ว่า ให้คิดถึงความตายให้ได้ทุก ๆ วัน มาในอภิณหปัจจเวกขณ์ เหตุนั้น เราทั้งหลายจงอุตส่าห์เจริญมรณสติคิดถึงความตายให้เห็นจริง จนเกิดความสังเวชให้ได้ทุก ๆ วันเถิด จะได้ประสพผลอานิสงส์ที่วิเศษ เป็นเหตุไม่ประมาทในอันก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตน ฯ ๏ นี้วิธีเจริญมรณสติ ฯ ๏ ที่นึกถึงคุณพระรัตนตรัย และเจริญเมตตาและอสุภและมรณสติ ทั้งสี่อย่างซึ่งว่ามานี้ ท่านกล่าวว่า จตุรารักษ์ เพราะเป็นธรรมป้องกันปกครองรักษาผู้ที่เจริญนั้นให้พ้นจากทุกข์ภัยอันตรายวิบัติทั้งสิ้นได้ และเป็นทางสวรรค์และนฤพานด้วย เหตุนั้น เรามั้งหลายจงอุตส่าห์เจริญให้ได้ทุก ๆ วันเถิด อย่าให้ขาดได้เลย จะได้เป็นความดีความชอบอย่างยิ่งของเรา ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เทอญ ฯ ๏ นี้วิธีเจริญจตุรารักษ์ ต่อนี้ไปวิปัสสนา ๚ ๏ เมื่อเจ็บไข้หรือเมื่อจะตาย พึงศึกษาทำไว้ในใจดังนี้ว่า อาตุรกายสฺส เม สโต เมื่อกายของเราอาดูรกระวนกระวายอยู่ด้วยทุกขเวทนา จิตฺตํ อนาตุรํ ภวิสฺสติ จิตต์ของเราจักไม่อาดูรเดือดร้อนไปตามกาย ภิทุรายํ กาโย กายนี้มันจักแตก วิราคธมฺมํ วิญฺญาณํ วิญญาณจิตต์ผู้รู้แจ้งนี้มันจะดับไป เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ช่างมันเถิด อนิจฺจา สงฺขารา เพราะสังขารคือร่างกายจิตต์ใจนี้มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วแตกดับไปเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง ตงฺกุเตตฺถ ลพฺภา ความเที่ยงยั่งยืนอยู่นั้นจะพึงได้มาแต่ไหน ในสังขารคือร่างกาย จิตต์ใจเหล่านี้เล่า อนึ่ง พึงเห็นจริงแจ้งชัดด้วยปัญญาดังนี้ว่า เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย, รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ห้ามันเกิดขึ้น, ขันธ์ห้ามันแตกไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ขันธ์ห้าต่างหาก ช่างมันเถิด เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ อายตนะหก มันเกิดขึ้น, อายตนะหก มันดับไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน อายตนะหกต่างหาก ช่างมันเถิด เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ธาตุหก มันเกิดขึ้น, ธาตุหกมันแตกไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ธาตุหกต่างหาก ช่างมันเถิด เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย นามรูปมันเกิดขึ้น, นามดับรูปแตกไปต่างหาก, ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน นามรูป ต่างหาก ช่างมันเถิด อนึ่งเมื่อเกิดก็ไม่ได้เอาอะไรมา เมื่อตายก็ไม่ได้เอาอะไรไป เข้าของที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณหมดทั้งสิ้น เป็นของกลางสำหรับแผ่นดิน ไม่ใช่ของใคร ช่างมันเถิด เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นจริงแจ้งชัดอย่างว่านี้แล้ว จิตต์ก็ไม่อาดูรเดือดร้อนไปตามกาย ที่กระวนกระวายอยู่ด้วยทุกข์เวทนา อนึ่ง ก็ไม่อาลัยพัวพันติดข้องอยู่ในเข้าของเหล่านั้นหมดทั้งสิ้น ด้วยความที่เห็นจริงแจ้งชัดดังนี้ เมื่อปฏิบัติทำใจได้อย่างนี้ ขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งนั้นก็ดี ก็ได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรส คือพระนฤพาน เป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี เป็นอันได้ประสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจ ในขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งนั้น เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคตดังนี้ ๏ อนึ่ง พึงพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นจริงแจ้งชัดดังนี้ว่า รูปํ อนิจฺจํ รูปเป็นของทรุดโทรม ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วแตกทำลายไป ดังฟองก้อนใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว แตกละลายเป็นน้ำไปฉะนั้น เวทนา อนิจฺจา ความสบายและไม่สบายและเฉย ๆ อยู่ที่วิญญาณรู้แจ้ง มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป ดังต่อมน้ำตั้งขึ้นใส ๆ แล้วแตกไปโดยเร็วฉะนั้น สัญญา อนิจฺจา ความสำคัญจำหมายไว้มันไม่เที่ยง ขึ้นแล้วหายไป ดังพยับแดด เข้าใกล้แล้วหายไปหมด ไม่ปรากฏฉะนั้น สงฺขารา อนิจฺจา ความคิดเป็นเครื่องตกแต่งจิตต์ที่เป็นบุญและเป็นบาป มันไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับศูนย์ไป ไม่มีแก่นสารอันใด ดังต้นกล้วยฉะนั้น วิญฺญานํ อนิจฺจํ จิตต์ผู้รู้แจ้งอารมณ์มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นหลอกลวงให้สัตว์ลุ่มหลงว่าของเรา ว่าเรา ว่าตัว ว่าตน แล้วดับไป ดังมายาหลอกลวงให้ลุ่มหลงเหมือนกะเล่นกลฉะนั้น รูปํ อนตฺตา รูปเป็นของทรุดโทรม ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน เวทนา อนตฺตา สุข ทุกข์ อุเบกขา เฉย ๆ ที่มีวิญญาณรู้แจ้ง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน สญฺญา อนตฺตา ความสำคัญจำหมายไว้ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน สงฺขารา อนตฺตา เจตนาเป็นเครื่องตกแต่งจิตต์ที่เป็นบุญและเป็นบาป ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ธรรมที่ปัจจัยตกแต่งสร้างขึ้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วแปรปรวนแตกดับไป สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะว่าตัวตน สัตว์บุคคลไม่มี มีแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวทุกข์ และมีทุกข์ดับหมด คือ พระนฤพาน และมีสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ไปต่างหาก ไม่มีใครผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นจริงแจ้งชัดว่า เราเขา สัตว์ บุคคล ตัวตนไม่มีดังนี้แล้ว ก็ปล่อยวางเสียได้ ไม่ถือว่าของเรา ว่าเรา ว่าตัว ว่าตน ละสักกายทิฏฐิได้ในขณะหนึ่ง ครู่หนึ่งนั้นก็ดี ก็ได้ชื่อว่าดื่มกินซึ่งรสคือพระนฤพานเป็นธรรมมีผู้ตายไม่มี และได้ประสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจในขณะหนึ่งครู่หนึ่งนั้น เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคตดังนี้ ๏ อนึ่ง เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นจริงแจ้งชัดว่า เรา เขา สัตว์ บุคคล ตัวตนไม่มีดังนี้แล้ว ใจก็บริสุทธิ์เป็นสุขใหญ่ยิ่ง ทุกข์โทมนัสคับแค้นเครื่องร้อนใจก็ดับเสียได้ คุณคือใจบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า และคุณพระธรรมที่ดับเพลิงเครื่องร้อนใจได้ และคุณพระสงฆ์ปฏิบัติดี คือละกิเลสเครื่องเศร้าหมองเสียได้ ก็ย่อมปรากฏขึ้นในใจของตน เป็นผู้มีความเชื่อความเลื่อมใส หยั่งลงมั่นในคุณพระรัตนตรัย เป็นอันได้ถึงสรณะทั้ง ๓ นี้เป็นที่พึ่งของตนด้วยดี ด้วยปัญญาที่มาพิจารณาเห็นซึ่งสภาวธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตาว่ามานี้ ฯ ๏ ก็วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหาร ภาวนา ย่อมทำผู้ที่เจริญนั้นให้มีสติ ไม่หลงทำกาลกิริยา มีสุคติภาพคือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า นี้ว่าโดยไม่บัลลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำผู้นั้นบัลลุมรรคผล ทำให้แจ้งพระนฤพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว อนึ่ง เมื่อเกิดก็ไม่ได้เอาอะไรมา เมื่อตายก็ไม่ได้เอาอะไรไป ทรัพย์สมบัติเข้าของเงินทองทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ใช่ของเรา เป็นของกลางสำหรับแผ่นดิน ตายแล้วทิ้งเสียหมด เอาไปก็ไม่ได้ อย่าหลงมัวเมาไปเลย แต่ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้เป็นของ ๆ เราแท้ หนีไม่พ้น เหตุนั้นเราจงอุตส่าห์รีบเร่งก่อสร้างบุญกุศลซึ่งเป็นที่พึ่งของตน จงอุตส่าห์บำเพ็ญศีล และเจริญจตุรารักษ์และวิปัสสนา ซึ่งว่ามานี้เป็นทางสวรรค์และนฤพานเถิด ดีกว่าประกอบกิจอื่น ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน เตรียมตัวไว้ท่าความตายเถิดดีกว่า เพราะเราจะต้องตายเป็นแท้ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร อนึ่งยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือศีล ๕ และ กุศลกรรมบถ ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ได้ ชีวิตทีเป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตรายของชีวิตทั้งภายในภายนอกกายมีมากต่าง ๆ การที่ได้ฟังธรรมของสัปบุรุษ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะกาลที่เปล่าว่างอยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบบางสมัยจึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้งสักคราวหนึ่ง เหตุนั้น เราทั้งหลายพึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย ฯ ๏ ขอท่านผู้สัปบุรุษที่ได้รับหนังสือนี้ไป จงอ่านให้ได้ทุก ๆ วันเถิด เมื่ออ่านจงตรองตามไปให้ได้ความเห็นจริง เมื่อได้ความเห็นจริงแล้ว ก็เป็นอันได้ประสพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยน้ำใจ อนึ่งเป็นอันได้เจริญภาวนามัยกุศล มีผลใหญ่เลิศเกิดขึ้นแก่ตนด้วย เพราะทำความเห็นจริงให้เกิดขึ้นในจิตต์ได้นี้ จึงเป็นภาวนามัยกุศลมีผลเลิศ ถ้ากิจการมีมากไม่มีโอกาสที่จะอ่านแล้ว เมื่อจะนอน พึงอ่านเสียก่อนจบหนึ่งแล้วจึงนอน จะได้เป็นนิพัทธกุศลมีผลเลิศเกิดแก่ตนทุกวัน ๆ เพราะภาวนามัยกุศลนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญว่ามีผลใหญ่กว่าทานและศีล ในสูตรมี เวลามสูตร เป็นตัวอย่างเหตุนั้น ควรที่เราทั้งหลายจะพึงไม่ไประมาท ในภาวนามัยกุศลนี้ อุตส่าห์เจริญให้ได้ทุกวัน ๆ เทอญ ๚ ๏ ต่อไปนี้เป็นปกิรณกกถาซึ่งเป็นสุภาษิต ๚ ๏ ว่าด้วยคนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสติเตียนไว้มีอยู่ ๔ จำพวก พวก ๑ เป็นอยู่เหมือนกับคนตายเสียแล้ว พอกนี้อาศัยคนที่ประมาท ปล่อยสติเสีย ไม่คิดถึงแก่ ถึงเจ็บ ถึงตาย ทิ้งบุญ ทิ้งกุศลเสียหมด พวก ๑ มีตาดีอยู่ เหมือนกับคนตาบอดเสียแล้ว พวกนี้อาศัยตา คือปัญญาที่รู้จริงเห็นจริงไม่มี หลงไปตามสมมติที่ไม่จริง พวก ๑ มีเงินทองทรัพย์สมบัติมาก ก็เหมือนกับคนจน พวกนี้อาศัยอริยทรัพย์ ๗ มีศรัทธาและศีลเป็นต้น ไม่มี เป็นคนจนในธรรมวินัยนี้ พวก ๑ ปฏิบัติอยู่ในพระศาสนานี้ กลับกลายเป็นคนนอกศาสนานี้ไปเสียไม่รู้ตัว พวกนี้อาศัยปฏิบัติผิดจากศาสนาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, เมื่อรู้อยู่อย่างนี้แล้ว จงปฏิบัติให้ดีเถิด อย่าให้เหมือนกับคน ๔ จำพวก ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสติเตียนไว้อย่างว่ามานี้เลย จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ ฯ ๏ อนึ่ง คนโง่ คนหลงมีอีก ๔ จำพวก พวก ๑ ตัวของตัวไม่รัก ไปหลงรักคนอื่นมากกว่าตัว นี้ก็เป็นคนโง่ คนหลง ไม่รู้ว่าตัวของตัวเป็นที่พึ่งแก่ตัว, พวก ๑ สิ่งของที่จะนำไปได้ไม่ขวนขวายหา หลงขวนขวายหาแต่ของที่ตายแล้วทิ้งเสียหมด เอาไปไม่ได้ นี้ก็เป็นคงโง่ คนหลง, พวก ๑ หาเข้าของที่เอาไปไม่ได้ แต่ไม่เลือกหา ขนเอาแต่ของที่ชั่ว คือบาปอกุศลติดตนไปเสวยทุกข์ภายหน้า นี้ก็เป็นคนโง่ คนหลง, พวก ๑ อยากได้ความสุขสำราญ ทางเตียน ๆ ที่จะเดินไปได้ความสุขมีอยู่ไม่เดิน หลงไปเดินทางรก กลับได้ทุกข์ ไม่ได้สุขตามประสงค์ นี้ก็เป็นคงโง่ คนหลง, ทางเตียนนั้นคือกุศลกรรมบถ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น คือ บริสุทธิ์กาย ๓ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ฆ่าสัตว์ที่ ๑ ไม่ฉ้อลักเข้าของของเขา ที่ ๒ ไม่ประพฤติผิดในกาม คือ ล่วงประเวณี หรือเว้นเมถุนเสีย ที่ ๓ และ ความบริสุทธิ์วาจา ๔ คือ พูดจริงไม่ปดใคร ที่ ๑ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้เขาแตกร้าว ที่ ๒ ไม่พูดหยาบช้าด่าว่าผู้ใด ที่ ๓ พูดที่เป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย ที่ ๔ และบริสุทธิ์ใจ ๓ ไม่เพ่ง มุ่งเอาแต่ของ ของใคร ที่ ๑ ไม่คิดประทุษร้ายใคร ที่ ๒ เห็นชอบไม่ผิดจากจริง ที่ ๓ นี้เป็นกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางเตียนไปยังสุคติ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์ ทางรกนั้นคือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ อกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น คือ ความไม่บริสุทธิ์กาย ๓ ไม่บริสุทธิ์วาจา ๔ ไม่บริสุทธิ์ใจ ๓ นี้เป็นฝ่ายอกุศล กรรมบถ ๑๐ เป็นทางรก ไปยังทุคติคืออบาย ๔ เมื่อรู้อยู่อย่างนี้แล้ว ก็อย่าพึงปฏิบัติให้เหมือนกับคนโง่ คนหลง ๔ จำพวกอย่างว่ามานี้เลย จะได้ไม่เสียทีที่ประสพพบพระพุทธศาสนานี้ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดเป็นคนให้พึงรู้จักคนดีคนชั่ว ถ้าไม่รู้จักแล้ว ยากอยู่ที่จะได้สุข กลับจะได้ทุกข์เดือดร้อนภายหลังเสียอีก ด้วยความโง่ที่ไม่รู้จักคนชั่วนั้นนั่นแหละ เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า เหตุที่จะไปอบายของสัตว์ที่โง่ ไม่รู้จักคนชั่วคนดี มีอยู่ ๔ จำพวก จำพวก ๑ คนดี ๆ มีคุณควรสรรเสริญ กลับไปติเตียนเขา พวก ๑ คนชั่วไม่ดี ควรติเตียน กลับไปสรรเสริญเขา พวก ๑ คนที่มีคุณ ควรเลื่อมใส ไม่เลื่อมใส พวก ๑ คนที่มีโทษทุจริตปฏิบัติผิด ไม่ควรเลื่อมใส ไปหลงเลื่อมใส ทั้งนี้ก็เพราะเหตุหลงเป็นคนโง่ ไม่รู้จักคนดีคนชั่ว จึงจะไม่พ้นจากทุกข์ในอบาย เพราะมาประกอบเหตุที่จะไปอบาย ๔ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างว่ามานี้ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดมาเป็นคน ให้พึงรู้จักที่พึ่งที่อาศัยของตน ถ้าไม่รู้จักที่พึ่งที่อาศัยของตนแล้ว ไม่พ้นทุกข์ ไม่ได้สุขเกษมเลย ที่พึ่งที่อาศัยของตนนั้น ไม่ใช่สิ่งอื่น คือ บุญกุศลสุจริตความชอบนั้นเอง จำไว้เถิด อย่าประมาทเลย อุตส่าห์ก่อสร้างบุญกุศลสุจริตนั้น ให้เกิดให้มีขึ้นในสันดานของตนเถิด จะได้ความสุขพ้นจากทุกข์กัน สมดังความหวังของตน ฯ ๏ อนึ่ง เกิดเป็นคน พึงตั้งตนไว้ชอบ อย่าพึงตั้งตนไว้ผิด ถ้าตั้งตนไว้ผิด ประพฤติทุจริตความชั่วอยู่แล้ว ไม่แคล้วอบาย ไม่ได้ความสุข ไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย เสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว ตั้งตนไว้ชอบนั้น คือทำตนให้ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จึงจะได้ความสุข พ้นจากทุกข์ สมดังความหวังของตนได้นั่นแหละ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดมาเป็นมนุษย์ด้วยอำนาจธรรมของมนุษย์ที่ตนได้สั่งสมมาแล้ว ถ้าไม่ตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ได้แล้ว ยากอยู่ที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกในภายหน้า ก็ธรรมของมนุษย์นั้นอย่างน้อยคือศีล ๕ อย่างใหญ่คือกุศลกรรมบถ ๑๐ นี้เป็นธรรมของมนุษย์แท้ จำไว้เถิด จงอุตส่าห์ปฏิบัติให้ดี ทำให้บริบูรณ์ในศีล ๕ และกุศลกรรมบถ ๑๐ เถิด จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้สุคติโลกสวรรค์เสวยความสุขเกษมสำราญ ฯ ๏ อนึ่ง เกิดมาเป็นคน เมื่อต้องการสุขประโยชน์แก่ตนแล้ว พึงมีสติระวังไว้ให้ดี อย่าหลงไปตามลมปากพูดของคน เพราะว่าลมปากพูดนั้นมันล่อลวงให้ลุ่มหลงเสียคนวุ่นวายไป เขาก็ย่อมว่าอยู่ว่า ลมแรงมันไม่แรงเหมือนลมปากพูด อนึ่ง เมื่อจะใคร่พบพระพุทธเจ้าแล้ว จงตรึกตรองค้นหาของจริงให้ได้เถิด อย่าหลงไปตามสมมติของโลกที่ไม่จริง ถ้าหลงไปตามสมมติของโลกที่ไม่จริงแล้ว ไม่ได้พบพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่รู้เห็นซึ่งธรรมเป็นของจริงในใจนั้นเอง เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรมของจริง ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคตดังนี้ อนึ่ง เมื่อปรารถนาจะออกจากทุกข์ ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานแล้ว ก็จงทำให้บริบูรณ์ในศีลและสมาธิ และเจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารให้เห็นจริงตามลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาเถิด ถ้ารู้ไม่เท่าต่อสังขาร หลงไปตามสังขารแล้ว ไม่พ้นทุกข์ทำให้แจ้งซึ่งพระนฤพานได้เลย เพราะสังขารเหล่านั้นมันหลอกลวงให้ลุ่มหลงอยู่เป็นนิตย์ สัตว์ที่ลุ่มหลงอยู่เหล่านั้น จึงมีแต่ความรัก ความชัง รุ่มร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลสถ่ายเดียวเท่านั้น อนึ่งความหลงของสัตว์มีอีก ๔ อย่าง คือหลงรัก หลงชัง หลงถือตัวถือตน หลงกลัวภัยต่าง ๆ ความหลง ๔ อย่างนี้คือตัวอวิชชา ความหลงที่ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสังขารที่ไม่เที่ยว เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯ ๏ อนึ่ง วิบัติมี ๖ อย่าง คือ วิบัติคติ และวิบัติกาล และวิบัติประเทศ และวิบัติตระกูล และวิบัติอุปธิ คือร่างกาย และวิบัติทิฏฐิ ความเห็นผิด ฯ ๏ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก แสดงธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ (ตรงนี้ความไม่ชัด น่าจะตกคำว่า แต่บุคคลผู้เกิดมาแล้ว) ได้ไปเกิดเสียในอบาย มีเดียรัจฉานกำเนิดเป็นต้น อย่างนี้ วิบัติคติ มาเกิดในมนุษยโลกนี้แล้ว ไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นกาลว่างเปล่า พระพุทธเจ้าไม่เกิดในโลก โลกมืด อย่างนี้ วิบัติกาล พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกแล้ว พระพุทธศาสนาไม่แผ่ไปในประเทศทั้งสิ้น ประเทศในแผ่นดินมีมากนัก ประเทศใดที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ไปเกิดในประเทศนั้น อย่างนี้ วิบัติประเทศ มาเกิดในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาแล้ว ประเทศนั้นมีตระกูลมาก ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็มี ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ไปเกิดในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย อย่างนี้ วิบัติตระกูล เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วเป็นคนหูหนอวกตาบอด เป็นง่อย เป็นเปลี้ย เป็นบ้า เป็นใบ้ เสียจริตไป อย่างนี้ วิบัติอุปธิ คือร่างกาย เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว บริบูรณ์ด้วยอุปธิ ร่างกายไม่เป็นคนหูหนวก ตาบอด ไม่เป็นง่อย เป็นเปลี้ย ไม่เป็นบ้า เป็นใบ้ บริบูรณ์ด้วยอุปธิร่างกายแล้ว ไปส้องเสพคบคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสีย อย่างนี้ วิบัติทิฏฐิ เห็นผิด เราทั้งหลายพ้นจากวิบัติ ๖ ประการดังว่ามานี้ เป็นลาภของเราแล้ว ความเป็นมนุษย์อันเราได้ด้วยดีแล้ว เพราะบุญกุศลของเรามีได้ก่อสร้างไว้ในชาติก่อนแล้ว จึงได้พ้นจากวิบัติ ๖ ประการนี้ ควรเราทั้งหลายจะพึงยังกุศลสุจริตความชอบที่เป็นที่พึ่งของตน ให้ถึงให้พร้อมบริบูรณ์ด้วยดีเถิด ฯ ๏ อนึ่ง สมบัติเข้าของเงินทองหมดทั้งสิ้น เป็นของกลางสำหรับแผ่นดิน ไม่ใช่ของใคร ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ใครคิดได้อย่างนี้ ผู้นั้นคล้ายกับพระโสดา คิดไม่ได้ให้ไปดูที่ป่าช้าเถิด อะไร ๆ ทั้งสิ้นทิ้งเสียหมด เอาไปไม่ได้ ศูนย์เปล่า เหลืออยู่แต่กระดูกอย่างเดียวเท่านั้น นี้เป็นของแท้จริงจำไว้เถิด เราทั้งหลายเกิดมามีกรรมอย่างเดียวนั่นแหละเป็นของ ๆ ตัว อย่ามัวเมาหลงทำบาปกรรมความชั่ว เพราะสมบัติเข้าของเงินทองที่ตายแล้วทิ้งเสีย เอาไปไม่ได้ แต่บาปกรรมความชั่วที่ทำไว้นั้น ย่อมติดตัวไปให้ผลได้ทุกข์ภายหน้า อย่างนี้ไม่ดีเลยแก่เราทั้งหลาย เสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้ทีเดียว นี้เป็นสุภาษิตสั่งสอนไว้ด้วยกรุณา หวังจะให้ปฏิบัติให้ได้สุข พ้นจากทุกข์อย่างเดียว พระพุทธศาสนานี้หายาก จะได้ประสพด้วยยากยิ่งนัก เหตุนั้นเราทั้งหลายจงมีสติ อุตส่าห์ก่อสร้างบุญกุศล สุจริตความชอบ ซึ่งเป็นที่พึ่งของตน ให้ถึงพร้อม ให้บริบูรณ์ด้วยดี ด้วยความไม่ไประมาทเถิด ฯ ๏ จบจตุรารักษ์แต่เท่านี้ ๚ ๏ หนังสือพิมพ์เล่มนี้ นามมี ชื่อว่าธรรมเจดีย์ ดั่งอ้าง ทวยชนทั่วคฤหัสถ์ชี เชิญท่าน จำแฮ เป็นกุศลสืบสร้าง ส่างพ้นบาปกษัย ฯ ๏ พึงทำในจิตต์ไว้ นิจจกาล สำหรับเมื่ออวสาน ป่วยไข้ อารมณ์เนื่องชำนาญ จนตลอด ตายแฮ เป็นที่พึ่งตนได้ ดั่งนี้อย่าฉงน ฯ

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ภิกษุผู้มีศีลในจิตใจ สีย่อมเป็นอันเดียวกัน


บทสรุปของศีลทีพระพุทธองค์ทรงประทานไว้คือ ... สี เล นะ สุ ขะ ติง ยัน ติ... ศึลนำมาซึ่งความสุข..
การปฏิบัติตัวของพระภิกษุ ในศาสนานี้ พึงปฏิบัติเพื่อให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์เป็นเป้าหมาย...
แต่ว่า ด้วยปัญญาของสัตว์โลกที่สะสมมา เมื่อเป็นมนุษย์ย่อมเป็นสัตว์ที่มีความคิด มีปัญญามากกว่าสัตว์ทั้งปวง แต่ว่า ความคิด กับความรู้ ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง ปัญญา เพราะ ความคิดเป็น สัมมาสังกัปโป และ ความรู้เป็นสัมมาทิฏฐิ  ...
มนุษย์โดยทั่วไป ที่ขาดการภาวนา คือ ขาดการเจริญ ใน อธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา ย่อมจะแยก ความคิดกับความรู้ของตนไม่ออก หากเรามีสติ ที่ถูกต้องเป็นสัมมาสติ แล้ว สติตนจะต้องทันกับความรู้ หรือ ความรู้สึกขณะที่ตนรับรู้และแสดงออกได้ทันที เช่น ยุงกัด ชวน(ชะ วะ นะ) ที่เป็นความชำนาญของจิตจะนำเอามือไปตบยุงให้ตายทันที สติเราไม่ทันสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็ใช้คำพูดว่าขาดสติ...
พระพุทธองค์ ตรัสสอน สัมมาอริยมรรคไว้ เพื่อเป็นแนวทางให้เราเจริญในสิ่ง 8 อย่าง ผู้ที่กระทำให้มาก ทำอย่างถูกทางแล้ว ย่อมพบ นิโรธ อริยสัจอย่างแน่นอน
ดังนั้น สำนักสงฆ์ฯนี้ จึงขอต้อนรับพระคุณเจ้าที่มีความมั่นคงในทางเส้นเดียวกันนี้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติความเพียร โดยไม่กำหนดว่า จะนุ่งห่มจีวรสีใดๆ ขอให้จิตใจเป็นผู้มีปัญญา มีความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เพราะหากท่านใดมิได้ตั้งใจจริงเพื่อจะปฏิบัติแล้ว สถานที่นี้จะมีเหตุทำให้ไม่สามารถอยู่พักอาศัยได้ โดยเฉพาะ ผู้ที่ต้องการมาหาสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า เช่น มาหา โชค ลาภ สักการะ หวังสร้างศรัทธาว่าเราสามารถอยู่ลำพังในป่าได้ หรือผู้ที่ต้องการมาสร้างสถานที่ให้เจริญเป็นแหล่งท่องเที่ยว จะได้มีคนเข้ามามากๆ นโยบายหลักของสำนักสงฆ์นี้ ต้องการสร้างจิตใจของผู้ที่ต้องการมาฝึกจิต มาเสาะหาสถานที่ที่เหมาะกับการ สงบจิต ขาดจากการวุ่นวายจากสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้กิเลสพองตัว คับจิตใจเรา
การก่อสร้างทั้งหลาย ที่นี่จะก่อสร้างเพื่อสร้างความบริสุทธิใจ ว่าได้นำเงินตามปัจจัยที่ญาติโยมนำมาถวายไว้แล้ว เรามิได้นำออกไปใช้จ่ายที่อื่นเท่านั้น แต่จุดประสงค์ให้ใหญ่โต หรืออำนวยความสะดวกทั้งหลาย ของดไว้มิให้มี
ขณะนี้ สถานที่มีพระประจำอยู่เพียงรูปเดียว การบริหารจัดการก็เป็นไปอย่างสะดวก เพราะสามารถกระทำได้ตามนโยบายนี้ หากแม้ว่าในอนาคต จะมีการเปลี่ยนแปลงพระที่มาอยู่ในภายหน้า ก็ขอแสดงนโยบายหลักที่ได้เริ่มต้นเป็นสำนักสงฆ์ไว้ให้ทราบก่อน เพราะอนาคต เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปแน่นอน แต่จะเปลี่ยนไปตามนโยบายนี้หรือไม่ ขณะนี้ไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้
ฉะนั้นจึงได้แสดง จุดมุ่งหมายเริ่มแรกไว้เพียงเท่านี้

[273] สารณียธรรม 6 (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกัน, หลักการอยู่ร่วมกัน — states of conciliation; virtues for fraternal living) สาราณียธรรม ก็ใช้
       1. เมตตากายกรรม (ตั้งเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมคณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — to be amiable in deed, openly and in private)
       2. เมตตาวจีกรรม (ตั้งเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — to be amiable in word, openly and in private)
       3. เมตตามโนกรรม (ตั้งเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน — to be amiable in thought, openly and in private)
       4. สาธารณโภคี (ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน — to share any lawful gains with virtuous fellows) ข้อนี้ ใช้ อัปปฏิวิภัตตโภคี ก็ได้
       5. สีลสามัญญตา (มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ — to keep without blemish the rules of conduct along with one’s fellows, openly and in private)
       6. ทิฏฐิสามัญญตา (มีทิฏฐิดีงามเสมอกันเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น สิ้นทุกข์ หรือขจัดปัญหา — to be endowed with right views along with one’s fellows, openly and in private)

       ธรรม 6 ประการนี้ มีคุณคือ เป็น สารณียะ (ทำให้เป็นที่ระลึกถึง — making others to keep one in mind) เป็น ปิยกรณ์ (ทำให้เป็นที่รัก — endearing) เป็น ครุกรณ์ (ทำให้เป็นที่เคารพ — bringing respect) เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์ (ความกลมกลืนเข้าหากัน — conducing to sympathy or solidarity) เพื่อ ความไม่วิวาท (to non—quarrel) เพื่อ ความสามัคคี (to concord; harmony) และ เอกีภาพ (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน — to unity)

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรื่องของผีฝากทำบุญ

... ประสบการณ์เรื่องหนึ่ง ที่ต้องถ่ายทอดเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานว่า พระพุทธองค์และพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ได้รู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องของโลก ท่านกล่าวไว้เรื่องของภพภูมิต่างๆ แต่คนในสมัยปัจจุบันที่วิทยาศาสตร์มองไม่เห็น จึงไม่เชื่อถือ ว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่หากว่าผู้ที่รู้จักพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าภพภูมิอื่นมี แต่ว่าไม่ใช่เป็นผู้งมงายว่าเขาจะมาช่วยทำให้เราดีหรือเลว หลงไหลไปเพื่ออิทธืปาฏิหารย์ต่างๆ ทำให้ศักดิ์สิทธ์ ทำให้ร่ำรวย มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นของภายนอก ที่ควรจะสละออกทั้งสิ้น ... สิ่งที่จะนำมาเล่ากล่าวนี้ จะนำมาเพื่อเป็นอุธาหรณ์สำหรับ ผู้ไม่กลัวสวรรค์นรก เหมารวมไปเสียทั้งหมดว่างมงาย ทั้งๆที่ตนยังงมงายกับความเมามันกับกามคุณทั้งหลาย ไม่มีโอกาสมาศึกษาธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง แยกแยะไม่ออกว่า ความสุขทางกาย ทางเนื้อหนังมันไม่เที่ยง มีแล้วหายไป มีแล้วหมดไป ไม่แน่นอน ... เริ่มเรื่อง ข้าพเจ้าเป็นพระภิกษุได้เดินทางไปพักในงานนมัสการรอยพระพุทธบาท ที่เขาคิชกุฎจันทบุรี ในปี ๒๕๕๕ เป็นปีที่หลวงพ่อเขียน ท่านมรณะภาพหลังงานไม่นานนัก ในการเดินทางในครั้งนี้ ข้าพเจ้าเดินทางคู่ไปกับพระอาจารย์อ๊อด ซึ่งท่านพรรษามากกว่า ๕ พรรษาแล้ว เมื่องานนมัสการเสร็จลง ข้าพเจ้าและพระอาจารย์อ๊อด ก็ได้เดินทางด้วยเท้าจากวัดพลวงเพื่อไปเกาะช้าง ตามที่ได้วางแผนกันไว้แล้วบนเขาคิชกุฏ
... เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เช้าวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ตามแผนที่แล้ว ต้องเดินออกมาทาง อ.มะขาม เพื่อต่อไป อ.ขลุง เรื่องที่เกิดขึ้นก็ที่อ.ขลุงนี่แหละ เมื่อมีผู้ที่ต้องการนำเงินใส่ซองปัจจัยมาถวาย แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่รับปัจจัยทำให้โยมเกิดอาการต้องเปลี่ยนเป็นการขอไปส่งให้ถึงทางสุขุึมวิทแทน เพราะโยมผู้นั้นขับรถตู้รับส่งนักเรียน ในระหว่างทางข้าพเจ้าก็ได้คุยกับโยมผู้นั้นไปเรื่อยๆ มีข้อน่าสังเกตุใดก็สอบถามไป เช่นเห็นว่าหน้าซองปัจจัยเขียนถึง เด็กชาย เพ็ชรรัตน์ (นุ๊ก) จึงได้สอบถามว่าเป็นลูกชายของเขาหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่า "ไม่ได้เป็นครับ" ก็สอบถามต่อว่า "คงเป็นเด็กนักเรียนที่เขาขับรถรับส่งละมั้ง?" คำตอบก็เหมือนเดิมคือ "ไม่ได้เป็นครับ" จึงต้องสอบถามความเป็นมาว่าเป็นเช่นไร? ทำไมต้องทำบุญส่งไปให้เด็กคนนี้ด้วย?
คำตอบที่ได้รับฟังคือ ... เขาออกตัวก่อนว่า ตัวเขาไม่ใช่คนที่เคยทำบุญมาก่อน ทำไปตามประเพณีเฉยๆ แต่ว่าเหตุการณ์ที่เขาขอใช้คำว่า "ผมคงฝันไป" แต่มันเหมือนมากเลยครับ ผมฝันว่าผมหมดชีวิตลงไปแล้ว เหมือนผมได้ตายจากโลกมนุษย์ไปแล้วจริงๆ ผมเห็นสิ่งที่เคยได้ยินคำเล่าลือถึงเมืองนรกว่ามีลักษณะแบบใด ผมได้เห็นสิ่งเหล่านั้นหลายๆสิ่งเช่นกัน ผมได้เห็นผู้ทีตายจากมนุษย์แล้วหลายๆคน ที่เคยเป็นญาติ เป็นเพื้อน เป็นคนรู้จัก ต่างก็ทักว่า "แกตายแล้วหรือ? ถึงได้มาอยู่ที่นี่้" เขาเล่าต่อไปว่า เขาตกใจมาก และมั่นใจว่าตนเองได้ตายไปแล้วจริงๆ จึงคิดต่อไปว่า จะมีทางใดบ้างที่จะช่วยให้กลับบ้านได้ พอได้คำตอบในตนเองว่า "ต้องให้ทาน" เขาจึงได้ควักเอากระเป๋าสตางค์ออกมา หยิบเงินออกจากกระเป๋า ให้กับผู้คนที่เดินผ่านเขาไป ให้ไปๆๆๆๆ จนมาถึงเด็กชายคนหนึ่ง พอดีว่า "เงินหมด" หมดกระเป๋าไปแล้ว เขาคงทำสีหน้าให้เด็กนั้นพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น... ..เด็กชายนุ๊ก ได้กล่าวคำที่ทำให้เขารู้สึกพอโล่งใจได้บ้างว่า "น้าเงินหมดแล้ว ไม่เป็นไร ผมจะให้น้าเอง ไว้น้าเอาไปทำบุญต่อเถิดนะ !! " ..เขารู้สึกตื้นตัน แต่ก็เกรงใจ จึงได้พูดคุยต่อรองกันซักนิด แต่ว่า"มันจำเป็น" จึงได้สอบถามชื่อ นามสกุล และชื่อเล่นไว้ เพื่อจะได้นำมาชดใช้คืนให้ในภายหลัง ..เมื่อเขารับเงินจากเด็กนั้นแล้ว เขาก็ได้เดินมาพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง เขาดีใจมากสอบถามและขอความช่วยเหลือจากท่านทันที พอจำได้คร่าวๆว่า พระท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ฟัก จ.จันทบุรี เมื่อท่านรับเรื่องแล้ว พระท่านคงพิจารณาซักนิดนึง ก่อนจะรับปากว่าจะช่วย เมื่อพระท่านได้หายไปสักครู่หนึ่ง ได้เดินกลับมาแจ้งแก่เขาว่า โยมกลับไปได้แล้ว ให้เดินไปตามทางที่อาตมาชี้แล้วจะกลับไปถึงบ้านได้ เขาดีใจมาก ได้ถวายปัจจัย และกล่าวขอบพระคุณต่อพระคุณท่านแล้วรีบออกเดินทางกลับทันที... ..จนได้มาตื่นอยู่ที่ที่นอนของตนเอง ญาติต่างพากันดีใจที่เขาฟื้นกลับมา เขารีบจดชื่อนามสกุล และชื่อเล่นไว้ทันที เพื่อกันลืม เมื่อตนเองได้ไปทำบุญที่ไหน ก็ไม่ลืมจะทำบุญถึงน้องนุ๊กด้วย และเมื่อวันที่ข้าพเจ้าและพระอาจารย์อ๊อดได้เดินจาริกผ่านมา เขาก็ไม่ลืมที่จะต้องทำบุญส่งไปถึงน้องนุ๊กนี้อีก...
.. ได้สนทนากันพอคร่าวๆ เพียงเท่านี้รถก็ถึงถนนสุขุมวิท เขาจอดส่งข้าพเจ้าเพียงเท่านี้ แล้วพระอาจารย์อ๊อด ก็กล่าวคำอนุเคราะห์ว่า จะรับซองที่โยมตั้งใจถวายนั้นไปถวายที่วัดอื่นที่จะผ่านไปให้ ไม่ขอรับมาใช้เอง ... เขามีความสุขมากที่พระอาจารย์อ๊อดสงเคราะห์เขา ..หากจะถามว่า ข้าพเจ้าทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน? ตอบได้เลยว่า "ไม่รู้" เพราะรับเรื่องแล้วก็รับฟัง และรับสงเคราะห์ให้เท่านั้นเอง เบอร์โทรก็อยู่หลังรถ ใครจะคิดไปจำว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในภายหน้า.. .. เมื่อถึงถนนสุขุมวิทแล้ว เราทั้งสองก็เดินหน้าต่อไป ผ่านวัดไปหลายๆวัดก็มิได้แวะกัน ต่างพากันเดินเลยไปเรื่อยๆ เย็นมากแล้วต้องหาที่พัก ก็คิดว่าจะหาพักวัดที่ใกล้ๆแถวๆนั้น แต่ว่ากลับกลายเป็นไปพักที่ ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ ซึ่งก็ได้รับการอุปัฏฐากดูแลเป็นอย่างดีก็ขอขอบคุณในความมีน้ำใจในครั้งนี้
.. วันต่อมาหลังที่เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันถวายภัตตาหารเช้าแล้ว จึงเดินทางต่อด้วยเท้า มาทางแหลมงอบ ต้องขอบอกตามตรงว่าตั้งแต่เช้าจนจะเย็นแล้ว ไม่มีรถจอดนิมนต์รับเราทั้งสองท่านเลย ต้องเดินไปแวะไปเมื่อเวลาร้อนจัดๆ แต่เรื่องน้ำและอาหารต่างๆที่โยมนำมาถวายนั้น ต้องคอยสละให้เด็กบ้าง ผู้ที่สมควรบ้างไปเรื่อยๆ เพราะเดินไม่พอกิโล(เมตร)น้ำหนักของสัมภาระคือน้ำและของกินต่างๆ มากกว่าสัมภาระที่เราติดตัวมาเสียอีก.. .. ราวสี่โมงเย็นได้ มีรถกระบะที่วัยรุ่นสองคนขับมาได้จอดรับ เมื่อได้ขึ้นรถแล้ววัยรุ่นทั้งสอง รับทราบว่าเรากำลังจะไปเกาะช้าง ก็ยินดีที่จะไปส่งให้ แต่ว่าจะไปพักวัดไหน ก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้จักเกาะช้างเลย ด้วยความหวังดีของวัยรุ่นทั้งสอง จึงนิมนต์ให้พักที่วัดบ้านของเขาก่อน คือ วัดเขาดินแดง อ.แหลมงอบ เพราะว่าบ้านเขาอยู่ข้างวัด รู้จักเจ้าอาวาสเป็นอย่างดี เขาเองก็พึ่งจะสึกออกมาเช่นกัน เป็นอันว่า เราก็ต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะว่าวันพรุ่งนี้เขาจะได้มารับเราไปส่งได้ง่ายกว่า หาวัดได้ง่ายกว่าด้วย .. เป็นอันว่าข้าพเจ้ากับพระอาจารย์อ๊อดก็ได้มาพักที่วัดเขาดินแดงนั่นเอง หลังจากที่เราเข้าจัดเก็บสัมภาระที่กุฏิตามที่พระอาจารย์สมชาย เจ้าอาวาสวัดเขาดินแดงจัดให้แล้ว ก็มานั่งคุยเล่นกับท่าน พระอาจารย์อ๊อดก็ได้นำซองปัจจัยเพื่อจะหาตู้ปัจจัยใส่ลงในตู้ แต่ว่าที่วัดนี้หาไม่พบจึงได้สอบถามพระอาจารย์สมชาย ว่าต้องการจะนำเอาปัจจัยที่โยมถวายมา ใส่ตู้รับบริจาค พระอาจารย์สมชาย ว่า"ที่นี้ไม่มีตู้รับบริจาค" พระอาจารย์อ๊อดจึงได้นำซองนั้นถวายไว้กับพระอาจารย์สมชาย.. .. เมื่อพระอาจารย์สมชาย รับซองปัจจัยนั้นแล้ว อ่านหน้าซอง จึงพูดว่า "นี่เขานำปัจจัยมาถวายทำบุญให้ ไอ้นุ๊กนี่" .. "อ้าว!! ... พระอาจารย์รู้จักนุ๊ก !! ด้วยหรือครับ????" .. พระอาจารย์สมชายกล่าวตอบว่า "ก็นี่ไงล่ะ เขาเขียนชื่อ นามสกุล ชื่อเล่นมาถูกทั้งหมดเลย"... .. "แล้ว นุ๊ก นี่อยู่ที่ไหน? ละครับ , แล้วพระอาจารย์รู้จักนุ๊ก ได้ยังไงละครับ?" .. "ก็อยู่ที่หมู่บ้านถัดไปนี่เองแหละ" "ก็รู้จักซิ เพราะไอ้นุ๊กมันเป็นลูกศิษย์ผม... ผมเป็นคนไปสวด,ไปเทศน์หน้าศพให้มันเองแหละ.." "มันเป็นเด็กวัยรุ่น ผมสอนธรรมะให้เด็กๆใน รร.แถวๆนี้ มันก็ตามผมมาที่วัด มาเป็นลูกศิษย์.. แต่เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว ไอ้นุ๊กมันขี่รถเครื่องตามกันไปสองคัน คันแรกมันผ่านรถสิบล้อที่กำลังถอยหลังออกจากซอยได้ แต่ไอ้นุ๊กขี่ตามมาพอดีเสียบเอาตูดรถสิบล้อพอดี ตายคาที่เลย"... .. นี่แหละข้าพเจ้า ขอนำเอาเรื่องที่ได้ประสบมาด้วยตนเอง มาเผยแผ่ให้กับผู้ที่ต้องการนำไปเป็นสติเตือนใจว่า ภพภูมิอื่นมีมาให้รับทราบกัน ว่า แม้แต่ผี ก็ยังมีจิตคิดจะทำบุญกับอาจารย์ของตัว โดยฝากส่งมาผ่านข้าพเจ้ากับพระอาจารย์อ๊อด มาจากโยมที่อ.ขลุง ไปถึงยังอาจารย์สมชายเป็นที่เรียบร้อย..ทุกประการ

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความเปลี่ยนแปลงไปของสำนักสงฆ์

กุฏิพักหน้าเขา ทางเข้าถ้ำ

ศาลาทำบุญด้านล่างตอนแรกเริ่ม



แรกเริ่มที่เข้ามาอยู่ ยังไม่ได้ทำการสะสางป่าบริเวณด้านล่าง ทางเข้าอุ่งเขา

สภาพโขดหิน ก่อนทำการถมลูกรัง

ได้นำเอาลูกรังเข้ามาถมทางเข้า บริเวณทางขึ้นเขา

ขณะทำการถมดินลูกรังด้านล่างที่พัก วันวิสาขะ ปี ๒๕๕๖

สภาพด้านหน้าทางขึ้น

การเตรียมการก่อนวันทอดกฐิน ปี ๒๕๕๖

สภาพทางเข้าอุ่งเขา จากทางแยกจากเส้นลูกรัง

สภาพทางเข้าเมื่อยามหน้าฝนในพรรษา ๒๕๕๖
อยู่จำพรรษาเหมือนกับถูกปล่อยเกาะ
เพราะขาดการติดต่อกับชาวบ้านโดยปริยาย

สภาพทางเข้าก่อนปรับถมลูกรัง

เมื่อทำการถมลูกรังทางเข้าด้วยเงินกฐินปี ๒๕๕๖

ขณะเริ่มทำการก่อสร้างศาลาทำบุญ ปี ๒๕๕๖
ศาลาพักที่ยอดเขา
ศาลาที่ยอดเขา(ภาพจากด้านหน้า)

กุฏิหลังแรกที่เริ่มทำ

เมื่อทำเสร็จหลังออกพรรษา
เข้ามาอยู่พักอาศัยครั้งแรก วันลอยกระทง ๒๕๕๕
ซึ่งคราวนั้นยังมุงหลังคาไม่เสร็จ ใช้กลดกางนอน


สภาพศาลาทำบุญในปัจจุบัน

สภาพที่พักบนเขา มีกุฏิ ศาลา และ อุโบสถ

พระมหาวินัย ได้เมตตามาผูกสีมาให้ เมื่อ ปี ๒๕๕๖

ภาพการตีตารางเพื่อทำการสวดถอนสีมาเก่า

ภาพศาลาทำบุญ ก่อนสร้างอุโบสถ

ภาพศาลาอุโบสถที่สร้างแล้ว

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รับพระบรมสารีริกธาตุเพื่อไว้บูชาที่สำนักฯ

7 มิ.ย. 56 สมเด็จพระสังฆราชฯ จากประเทศศรีลังกา ได้เสด็จมาที่วัดพระยาสุเรนทร์ คลองสามวา มีนบุรี เพื่อนำพระเขี้ยวแก้ว อันเป็นพระบรมสารีริกธาตุ คู่บ้านคู่เมือง ประจำประเทศ อันเชิญมาให้คนไทยได้มีโอกาสกราบไหว้บูชา
ในโอกาสนี้ ที่พักสงฆ์อุ่งเขาตะกุด ได้รับโอกาสอันดีคือ ได้รับ ประทานพระบรมสารีริกธาตุจากพระหัตถ์พระองค์ และพระองค์ท่านยังเมตตานำพระเขี้ยวแก้วมาครอบศรีษะ เพื่อความเป็นศิริมงคล
ในนามที่พักสงฆ์อุ่งเขาตะกุด ขอกราบน้อมนมัสการคาราวะในพระกรุณาของพระองค์ด้วยความเคารพสักการะ และจะนำเอาพระบรมสารีกธาตุที่ได้รับมอบนี้ นำให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะบูชาต่อไป..ุ